วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมกลับไปบ้านเพื่อร่วมงานแห่งการจากลาของญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง เป็นการจากลาที่หม่นเศร้าที่สุดอีกครั้งหนึ่งของชีวิตที่ผมรับรู้และสัมผัสได้
แต่ก็อย่างว่า ในความเป็นชีวิตนั้น ไม่สามารถการันตีได้หรอกว่า แต่ละวันนั้น ชีวิตจะต้องพานพบกับอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็น สุข ทุกข์ ยิ้ม หัวเราะ หรือแม้แต่พบ และไม่พบ ...
ผ่านเข้ามา-แล้วก็ผ่านไป ทิ้งไว้เพียงความทรงจำให้ชีวิตได้สนทนาตามวาระและเวลาที่หัวใจพึงอยากจะทักถาม
ในห้วงยามของบรรยากาศดังกล่าว ไม่เพียงชีวิตได้สัมผัสพบกับความหม่นมัวเท่านั้น แต่ผมยังมีโอกาสได้พบเจอกับเรื่องดีๆ อย่างมากมาย ทั้งวิถีวัฒนธรรมของชาวบ้านที่เกี่ยวกับงานศพ การละเล่นแบบเดิมๆ ของคนไทย น้ำใสใจจริงของญาติมิตรที่สัญจรมาไว้อาลัยแด่ผู้ลาลับ พร้อมๆ กับการมาให้กำลังใจกับคนข้างหลังที่ยังต้องแบกรับชะตาชีวิตอีกหลายยก...
เช่นเดียวกันนี้ ในห้วงเวลาที่ผมดุ่มเดินไปมาในชายคาบ้านหลังนั้น ผมสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของความเป็น “คนชนบท” ของญาติล่วงลับไปอย่างแจ่มชัด โดยเฉพาะวิถีแห่งการหยัดยืนเป็นกระดูกสันหลังของครอบครัวอย่างทระนง...
ตลอดเวลาของการเป็นคนทำงานเพื่อยังชีพของญาติผู้ล่วงลับนั้น ไม่เคยหนีหาย หรือหลบเร้นไปจากวิถีของการเป็น “คนชนบท” หรือ “คนทุ่ง” เลยแม้แต่สักนิด
ผมไม่รู้หรอกว่าการไม่หลีกเร้นไปจากวิถีวัฒนธรรมเช่นนั้น เพียงเพราะรักและศรัทธาต่อมรดกที่รับช่วงมาจากบรรพชน หรือเพราะไม่มีทางเลือกให้ดุ่มเดินในเส้นทางสายที่ดีกว่านี้ หรือไรแน่...
แต่ที่แน่ๆ ในห้องหับอันเล็กแคบภายใต้ชายคาบ้านหลังเล็กๆ ตามอัตภาพนั้น ผมเหลือบไปพบแผ่นกระดาษเก่าๆ โทรมๆ อยู่แผ่นหนึ่งที่ติดแน่นอยู่ด้านหลังของตู้เสื้อผ้าเก่าๆ เพียงหลังเดียวที่มีในบ้านหลังนั้น
ข้อความที่ปรากฏในแผ่นกระดาษ ชวนให้ผมอดที่จะยืนนิ่งและใช้สมาธิจับจดอ่านลายมือนั้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป...
ผมรู้ว่ามันคือ “เพลง” แน่ล่ะ แต่ก็ไม่เคยได้รับฟังท้วงทำนองของเพลงนี้เลยสักครั้งเดียว ...และถึงแม้จะไม่เคยได้ฟังทำนองเพลงนี้ก็เถอะ แต่ถ้อยคำที่ปรากฏนั้น ก็ชวนให้ผมหลงรักคำและความหมายง่ายๆ นั้นอย่างไม่ลังเล และยังย้ำให้ผมได้หวนคิดถึงภาระชีวิตและแรงศรัทธาของการใช้ชีวิตของญาติที่ลาลับไปอย่างไม่รู้กลับ...

ถ้อยคำที่ปรากฏในแผ่นกระดาษนั้น ยืนยันได้ว่า ตลอดทั้งหมดของการใช้ชีวิตนั้น ญาติผู้ใหญ่ท่านนี้ เป็นคนที่ไม่โชคร้ายเสียทั้งหมด การไม่ได้รับราชการ หรือมีการงานที่มั่นคงในทางรายได้นั้น ก็ไม่ถึงกับว่า นั่นคือความอับโชคของชีวิตเสียทั้งหมด...เพราะในมุมมองของผมนั้น การได้ลืมตาดูโลกภายใต้อ้อมกอดของท้องทุ่งแห่งบ้านเกิด และจากลาอย่างนิรันดร์ภายใต้บริบทเดียวกันนั้น ถือเป็นความวิเศษสุดของชีวิตด้วยก็ไม่ผิด
ยิ่งได้เห็นถ้อยคำอันเป็นสำนวนเพลงที่เจ้าตัวคัดลอกมาแปะติดไว้ในชายคาบ้านนั้น ยิ่งทำให้ผมรู้สึกและตระหนักว่า ชีวิตที่มีความสุข คือชีวิตที่ไม่หลงลืมรากเหง้าของตัวเอง...
และเพลงที่ว่านั้น ถึงแม้ผมจะไม่เคยได้ฟังสรรพเสียงแห่งห้วงทำนองมาก่อน หรือแม้แต่วันนี้ก็ยังไม่ได้สดับฟังว่าทำนองเป็นเช่นใดบ้าง แต่ผมก็รู้สึกได้อย่างไม่กังขาว่า ...มันมีพลังต่อการใช้ชีวิตมากเป็นพิเศษ เพราะมันคือวิถีแห่งรากเหง้าของผมและญาติที่ลาจากอย่างไม่หวนกลับ-เว้นเสียแต่ความทรงจำเท่านั้นที่ไม่มีวันแตกดับไปกับสังขาร
แวะมาอ่านเรื่องราวที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อนเหมือนกันนะคะ
ขอบคุณมากครับ ท่านอาจารย์แผ่นดิน ;)...
รากเหง้านั้นหรือ คือ เท้าของเราเอง
แอบเห็นเวลาเป็นใหญ่เป็นโตแล้วมักจะลืม "เท้า" กันเสมอ ;)
สวัสดี ครับ
ผม...รู้สึกเช่นคุณแผ่นดิน
หลงรัก...คำและความหมาย...ที่ปรากฏ
มิตรที่ดี....หาได้ทุกที่ อยู่ที่ว่า...เราจะแสวงหาอย่างไร
คุณแผ่นดิน เป็นบุคคลที่ สามารถซึบซับ ความละเอียดอ่อนที่อยู่รอบตัว และถ่ายทอดออกมา เป็นบันทึกที่รู้สึกถึง การมีภาระชีวิตและแรงศรัทธาของการใช้ชีวิต ของบุคคลท่านหนึ่งที่ ศรัทธา โลกของเขา เพราะโลกของเขา คือตำราเล่มใหญ่ ....นาคือชีวิต....คือจิตวิญญาน...คือสิ่งที่มีค่าสำหรับ บุคคลท่านนี้ จริง ๆ ครับ
ผม...เคยจดเนื้อร้อง และทำนองเพลง ที่รู้สึกประทับใจ เมื่อคิดในบริบทของตัวเอง ที่มีต่อเนื้อเพลง ที่เก็บรักษาไว้ ด้วยลายมือ...บทเพลง คือสิ่งแทนความรู้สึกของคนได้ ผมเชื่อเช่นนั้น
อยากเห็นบันทึกที่ทรงคุณค่า เช่นนี้ เพราะนี่สื่อคุณภาพที่ถ่ายทอดความรู้สึก แทนผู้ไม่มีโอกาสได้พูด...มาทั้งชีวิต
เพลงนี้ไม่เคยฟังเหมือนกัน แต่ดูแล้ว เป็น บทเพลงแห่งชีวิต ทีเดียวครับ
เป็นเพลงของชีวิต ที่ร่วมบรรเลงในแปลงนาของสรรพสิ่งมีชีวิต ที่เอื้อ อิงธรรม ครับอาจารย์แผ่นดิน
แวะมาฝากรอยจารึกการเยี่ยมเยียน ณ ลานอักษรผืนนี้คะ
สวัสดีค่ะ
*** ที่พิพิธภัณฑ์จ่าทวี เป็นศูนย์รวมรากเหง้าในวิถีประชาภาคเหนือตอนล่าง มีเพื่อนชาวญี่ปุ่นมาชมและน่าแปลกตรงที่เขามีอะไรหลายอย่างที่เหมือนเรา
*** อาจารย์พาน้องดินไปเที่ยวพิษณุโลกก็ดีนะคะ อาสาเป็นไกด์ให้เด็กๆค่ะ
อยากฟังครับพี่
บันทึกที่บรรเลงเพลงที่ทรงคุณค่า นำมาซึ่งเนื้อหาคณานับ
ดูแลสุขภาพด้วยครับอาจารย์
ท่านบรรยายภาพในนาได้เห็นภาพ
แสดงว่าท่านรักและผูกพันกับนามาก
เหมือนพ่อ..ของครู ป.1 ท่านรักผืนนา
ท่านสั่งว่า..นา.เป็นสมบัติของเรา
อย่าขายให้คนต่างชาติ
บทเพลงแห่งท้องทุ่งที่กลั่นจากหัวใจ ต่อไปทำเป็นเพลงประกอบบล็อกด้วยครับ จะรอฟัง
ความสุขของชีวิต อยู่ที่ความพอใจในสิ่งที่เราเป็น เราทำ
แม้ว่าเราจะไม่ได้สืบสานรากเหง้าของบรรพชน แต่เราก็สามารถ
รังสรรค์สิ่งดีงามตามวิถีที่เราก้าวเดิน...
ที่สุขสงบกว่า... แต่เมื่อเราเลือกไม่ได้ก็จงสืบวิถีของเราต่อไปนะคะ...
ไม่เคยได้ยินเหมือนกันค่ะ...แต่ตะกี้ Vij แอบร้องเพลงนี้โดยใส่จังหวะทำนองเอาเองจนจบ...เห็นงู เห็นหนู เห็นแมงดา จะจับเอาไปต้มยำทำแกง...แฮๆๆๆๆๆ จะกินอย่างเดียว...ชอบจับลูกครักค่ะ...ไม่แน่ใจว่าคุณแผ่นดินจะรู้จักหรือเปล่า...ปลาที่อยู่ในโคลนตมนะคะ...จับสนุกดี...ปลามันดิ้นครั๊กๆๆๆ เด็ก ๆ ก็รีบวิ่งไปจับเนื้อตัวงี้เต็มไปด้วยโคลนตม แต่สนุกอย่าบอกใครเลยค่ะ
มาติดตามด้วยคน รู้สึกดี ที่คนดีไม่ลืมสังคม และรากเหง้าของเราเอง
มาอ่านค่ะ ... เพิ่งกลับจากราชการต่างจังหวัด....เขียนได้จับใจเหมือนเดิม...คิดถึง..
มาอ่านเนื้อเพลง แห่งชีวิตและจิตวิญญาณ ค่ะ
เชื่อมั่น ศรัทธา เสมอมา หนุ่มบ้านนา คนนี้
เป็นกำลังใจให้คุณแผ่นดิน ทำสิ่งที่รักเพื่อแผ่นดิน ขอบคุณค่ะ
สวัสดีครับ..คุณเพชรรัตน์
สำหรับเพลงๆ นี้ ผมไม่ทราบว่าใครแต่ง แต่ก็น่าจะเป็นเพลงที่ถูกนำมาใช้กับกระบวนการของการรณรงค์เรื่องการงดใช้ยาฆ่าแมลงในแปลงนานั่นเอง ซึ่งจะว่าไปแล้ว อาจเป็นได้ที่เจ้าหน้าที่ของส่วนราชการหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งแต่งขึ้นมาแล้วนำมาใช้เป็นสื่อในการอบรมให้ความรู้ในเรื่องเหล่านี้ต่อบรรดาเกษตรกร นั่นเอง
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ..อ.Wasawat Deemarn
มีคนเขาบอกว่า ดูคนดี..ให้ดูกันตอนมีอำนาจ...
ผมก็เห็นด้วยกับแนวคิดนี้เป็นที่สุดนะครับ