สัตว์ที่ผมและทีมงานเลือกมาเป็นบทเรียน “ความดีในนิทาน” ในครั้งนี้ ประกอบด้วย ช้าง ลิง ไก่ คางคก โดยสัตว์แต่ละชนิดก็ผูกโยงไปถึงนิทานต่างๆ ที่มีสาระเกี่ยวกับคติธรรมที่มุ่งสอนให้รู้ถึงความดีงามแห่งโลกและชีวิต

บันทึกที่แล้ว ผมได้เขียนถึงกิจกรรมการเรียนรู้ภายใต้แนวคิด “เพราะทุกที่มีเรื่องเล่า” ในโครงการค่ายปฏิบัติธรรมในสถานศึกษาเมื่อวันที่ 15-17 สิงหาคม 2552 ณ วัดป่าวังเลิง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม

ครานี้ก็ยังคิดว่าน่าจะเขียนบันทึกอีกสักบันทึกเพื่อบอกเล่าถึงกิจกรรมที่ผมและทีมงานได้จัดวางไว้ให้นิสิตได้ศึกษาเรียนรู้ เพื่อปิดประเด็นเกี่ยวกับกิจกรรมดังกล่าว ซึ่งกิจกรรมที่ว่านี้ ผมตั้งชื่อว่า “ความดีในนิทาน”




เป็นที่รู้กันดีว่า กิจกรรมที่จัดขึ้นเป็นกิจกรรม “ค่ายธรรมะ” หากแต่ในวัยหนุ่มสาวเช่นนี้ คงต้องละเอียดพอสมควรกับการรังสรรค์รูปแบบกิจกรรมให้พวกเขาเรียนรู้และซึมซับอย่างแนบเนียนที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยการระมัดระวังไม่ให้พวกเขาเกิดความรู้สึกว่ากำลังถูกยัดเยียดให้ต้องฟัง ต้องคิด หรือแม้แต่การต้องฝืนทนข่มใจปฏิบัติในสิ่งนั้นๆ มากจนเกินเหตุ

ด้วยความที่ว่าค่ายครั้งนี้เป็นค่ายเกี่ยวกับการบ่มเพาะเรื่องธรรมะให้แก่นิสิต ดังนั้นเราจึงไม่อาจหลีกหลบไปจากการสื่อสารเรื่องราวแห่งธรรมะ หรือความดีไปสู่นิสิตได้ ถึงแม้คณะพระวิทยากรจะบรรยายธรรม และเน้นการปฏิบัติอย่างเข้มข้นอยู่แล้ว ทั้งผมและทีมงานก็ยังไม่วายที่จะจัดแต่งกิจกรรมเข้าไปเสริมการเรียนรู้อยู่ดี ด้วยหวังว่า ไม่เพียงจะก่อเกิดความรู้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการผูกเชื่อมให้นิสิตเกิดความผ่อนคลายและรื่นรมย์ในการเรียนรู้นั้นๆ



ชานชะลาความฝันของแต่ละคนที่มีนิสิตสัญจรมาเยี่ยมชนไม่รู้เบื่อ


ผมอธิบายให้ทีมงานเข้าใจถึงแนวคิดของกิจกรรม “ความดีในนิทาน” แบบง่ายๆ ในทำนองว่า “ผมเชื่อว่า คนเราล้วนเติบโตมาจากคำสอนด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า หนึ่งในคำสอนที่ช่วยขัดเกลาให้เราเติบใหญ่นั้นก็มาจากนิทานอันหลากหลายรส บ้างก็มาจากการเล่าของพ่อแม่ปู่ย่าตาทวด หรือไม่ก็มาจากการเรียนในโรงเรียน ...และนิทานเหล่านั้น ก็ล้วนแล้วแต่ สอนเรื่องอันดีงามให้เราได้คิดและเตือนใจสืบมาจนบัดนี้”

แน่นอนครับ สิ่งที่ผมเกริ่นกล่าวกับทีมงานนั้น อีกนัยยะหนึ่ง ผมก็กำลังบอกกับเขาว่า แทนที่เราจะพูดถึงเรื่องธรรมะ หรือความดีตรงๆ เราก็สามารถบอกเล่า หรือสอนแง่คิดอันดีงามนั้นผ่าน “นิทาน” ด้วยก็ได้ เพราะไม่เพียงชวนให้เขาถอดความรู้ในนิทานเพียงอย่างเดียว แต่ยังจะช่วยให้เขาได้หวนคิดถึงเรื่องราวนานาประการที่หนุนเคลื่อนให้ชีวิตเติบใหญ่มาสู่วันนี้ด้วยก็เป็นได้ อย่างน้อยเขาก็คงได้คิดถึงที่มาของนิทาน คิดถึงคนเล่าและบรรยากาศของการเล่าที่เขาเองได้ฟังอย่างรื่นรมย์-จนหลับฝันดีมาแล้วในวัยอันเยาว์ของชีวิต

แต่แทนที่ผมจะเลือกเล่านิทานให้นิสิตฟังแบบตรงไปตรงมา ผมก็เลือกที่จะแบ่งนิสิตออกเป็นกลุ่มๆ
โดยกำหนดให้แต่ละกลุ่ม “ปั้นรูปสัตว์” ต่างๆ
พร้อมๆ กับการกำหนดเงื่อนไขว่า ให้ผูกโยงเรื่องราวของสัตว์ชนิดนั้นเป็นนิทาน ทั้งในมิติทางธรรมและทางโลก...
เสร็จแล้วก็ให้ส่งตัวแทนมานำเสนอต่อเวทีสาธารณะ เพื่อสร้างกระบวนการของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อีกรอบ



บรรยากาศการแบ่งงานและถกคิดถึงกิจกรรมที่ได้รับมอบหมาย


กิจกรรมดังกล่าว ไม่เพียงชวนให้ร่ำรำลึกถึงเรื่องราวของชีวิตตนเองที่เคยร้อยรัดไปด้วยนิทานเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการสำรวจความรู้ในเรื่องเหล่านี้ไปในตัว ว่าบัดนี้ พวกเขาได้คืนความรู้ดังกล่าวกลับไปยังพ่อแม่ปู่ย่าตาทวด หรือแม้แต่ครูบาอาจารย์หมดแล้ว หรือยัง-.......

หรือแม้แต่การหลงลืมซึ่งภูมิปัญญาท้องถิ่นของตัวเองในรูปของนิทานพื้นบ้าน และตำนานเรื่องเล่าของชุมชนตัวเองไปจนสิ้นแล้ว





ครับ, สัตว์ที่ผมและทีมงานเลือกมาเป็นบทเรียน “ความดีในนิทาน” ในครั้งนี้ ประกอบด้วย ช้าง ลิง ไก่ คางคก โดยสัตว์แต่ละชนิดก็ผูกโยงไปถึงนิทานต่างๆ ที่มีสาระเกี่ยวกับคติธรรมที่มุ่งสอนให้รู้ถึงความดีงามแห่งโลกและชีวิต อันได้แก่

  • ช้าง ...ผูกเรื่องกับนิทานเรื่อง “ตำนานลูกช้างเผือก” และ “นางผมหอม”
  • ลิง ... ผูกเรื่องกับนิทานเรื่อง “เทวดา คน ลิง ควาย หมา” ที่เกี่ยวกับการได้มาซึ่งอายุของสรรพสิ่งข้างต้น และยังเชื่อมถึงเรื่อง “ตำนานหมาเก้าหางและควายที่ปลูกข้าวให้คนกิน”
  • ไก่ ...ผูกเรื่องกับนิทานเรื่อง “ดาวลูกไก่”
  • คางคก ...ผูกเรื่องกับมหากาพย์อันยิ่งใหญ่ของ “พญาคันคากที่ทำสงครามกับพญาแถน” จนเป็นตำนานบั้งไฟอันเลื่องชื่อ



รูปปั้นช้าง...แต่ไม่ใช่ช้างเผือก เพราะติดขัดด้วยอุปกรณ์


จากการสังเกตพฤติกรรมของนิสิตในการทำกิจกรรมครั้งนี้ เป็นที่น่าชื่นใจเป็นที่สุด เพราะแต่ละคนดูกระชุ่มกระชวย มีชีวิตชีวาในการร่วมเรียนรู้กับเพื่อนในกลุ่มมากเป็นพิเศษ มีการแบ่งงานกันอย่างน่ารักและมีระบบ มีการขบคิดแลกเปลี่ยนทัศนะกันอย่างเป็นกันเอง บางคนถึงขั้นถือโอกาสเล่านิทานอื่นๆ ให้เพื่อนฟังไปในตัว

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการนำเสนอของนิสิตยุติลง เราต่างเปิดโอกาสให้นิสิตร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในประเด็น “ความดีในนิทาน” อีกรอบ โดยหวังว่าเวทีดังกล่าวจะสะท้อนความรู้ หรือแนวคิดต่างๆ ออกมาอย่างหลากหลาย

ถัดจากนั้น ทีมงานของผมก็ออกไปสรุปบทเรียนนี้แบบกรายๆ โดยไม่เจาะจงบอกในทำนองว่า “นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า....” แต่เลือกที่จะเล่านิทานดังกล่าวอย่างละเอียด ผ่านกระบวนการกึ่งเล่าและกึ่งทอล์คโชว์ไปในที ซึ่งเรื่องที่เราเล่านั้น บางเรื่องก็ตรงกับที่นิสิตนำเสนอ แต่บางเรื่องก็ไม่ตรงกันเลยก็มี แต่ทั้งปวงนั้น ก็ไม่มีถูกไม่มีผิด มีแต่ได้กับได้เท่าทบทวีคูณขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เฉกเช่นกับพระวิทยากร ก็ได้เติมเต็มเรื่องราวของสัตว์เหล่านี้ในตำนานพุทธศาสนาอีกรอบ ช่วยให้การเรียนรู้ในครั้งนี้ แจ่มชัดและน่าสนใจอย่างล้นเหลือ




ลิง..สัตว์ที่เลือกมีอายุเพียง 30 ปี โดยยกอายุที่เหลืออีก 20 ปีให้กับมนุษย์


นี่ก็เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ผมและทีมงานสอดแทรกเข้าสู่การเรียนรู้ในค่ายธรรมะ หรือค่ายปฏิบัติธรรมในสถานศึกษา ถ้าไม่มองว่าเข้าข้างตัวเองจนเกินไป ผมก็กล้าพอที่จะพูดอย่างเต็มปากเต็มคำว่า “เราทำได้...และนิสิตก็ไม่เบื่อกับค่ายครั้งนี้” ...

แล้วท่านล่ะครับ มีนิทานใดบ้างที่เคยเป็นพลังหนุนนำชีวิตของท่านบ้าง-

ยังจดจำ หรือหลงลืมไปจนสิ้นแล้ว...