มันไม่ใช่เรื่องง่ายจริง ๆ ที่เราจะเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมเดิม ๆ เพราะตั้งแต่เราเกิดมา หรือพอจดจำอะไรรู้เรื่องบ้าง เราก็เห็นว่าเราเป็นแบบนี้แล้ว...แม้คุณครูในที่นี้ไม่อาจนำความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้ แต่สิ่งที่คุณครูมีคือความ "อด" และ "ทน" อย่างสูงสุด

กว่าจะเขียนเรื่องเล่า “ครูแห่งทุ่งกุลาร้องไห้ ครู "ผู้ให้" เพื่ออนาคตของชาติ” นี้ออกมาได้ ศิลาทำใจอยู่พอสมควร อาจจะเป็นเพราะเพิ่งกลับจากการเยี่ยมชมโรงเรียนนี้มาใหม่ ๆ อารมณ์สะเทือนใจที่ติดกลับมายังไม่เลือนหาย

 

ศิลาอยากรีบลงมือเขียนเพื่อถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ ความรู้สึกที่ได้รับจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาสด ๆ ร้อน ๆ  หวังว่าจะเป็นอนุสรณ์เตือนใจให้เราทุกคนเชื่อมั่นในความดีงามและการสร้างคุณค่าเพื่อสังคมประเทศชาติ

 

 

ระหว่างวันที่ 17 - 19 กันยายน 2552 ศิลามีโอกาสได้ไปร่วมงานประเพณี “โดนตา” ซึ่งเป็นพิธีทำบุญไหว้บรรพบุรุษของชาวอีสานแถบจังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีษะเกษ …ในช่วงเวลาสั้น ๆ 3 วัน ไม่ได้ไปในฐานะนักท่องเที่ยว แต่ไปในฐานะนักเรียนรู้ชีวิต

 

นับว่าเป็นบุญอย่างมากที่ได้ผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในโลกสังคมออนไลน์ของคุณครูเพื่อศิษย์อย่าง GOTOKNOW  ซึ่งสอนให้ศิลามองโลกหลายมิติ  ทำให้การไปที่ไหนก็ตาม ได้มองเห็นสรรพสิ่งอย่างมึคุณค่า  เมื่อศิลาได้ไปร่วมงานประเพณีครั้งนี้ ก็ได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมโรงเรียนในหมู่บ้าน “บ้านตานบ”  โรงเรียนนี้มีชื่อเดียวกับหมู่บ้านชื่อ “โรงเรียนบ้านตานบ” เป็นโรงเรียนระดับประถมศึกษา ตั้งอยู่หมู่ 4 ตำบลทุ่งกุลา อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์  มีนักเรียนทั้งหมด 96 คน  คุณครู 7 คน (รวมผู้อำนวยการโรงเรียน)

 

โรงเรียนบ้านตานบก่อตั้งเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2483 เดิมทีอาศัยสถานที่ของวัดในหมู่บ้านเป็นห้องเรียน ต่อมาเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2519 ครู นักเรียนและผู้ปกครองได้ร่วมแรงร่วมใจบริจาคที่ดินและวัสดุอุปกรณ์สร้างโรงเรียนบ้านตานบนี้ขึ้นมา จึงเป็นครั้งแรกที่มีพื้นที่โรงเรียนเป็นของตนเอง

 

           โรงเรียนอยู่ในหัวใจ ไร้อาณาเขต

         

ข้อสังเกตที่ศิลามองเห็นก็คือการเป็นโรงเรียนครั้งแรกของโรงเรียนบ้านตานบมีมานานถึง 69 ปีแล้ว… นั่นคือความรู้สึกว่าเป็นโรงเรียนโดยยังไม่มีพื้นที่มีรั้วโรงเรียนเสียด้วยซ้ำ   คำว่า “โรงเรียน” ณ ที่นี้ จึงมีความหมายเฉพาะการมีครูและลูกศิษย์เท่านั้น  ส่วน “ห้องเรียน”  จะอาศัยบริเวณวัดเป็นห้องเรียน  หรือทุ่งนา หรือใต้ต้นไม้ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ

        

            

โรงเรียนบ้านตานบจากวันที่มีพื้นที่โรงเรียนเป็นของตนเองใน พ.ศ. 2519 จนถึงวันนี้ พ.ศ. 2552 รวมระยะเวลา 33 ปีแล้ว  ขอใช้ภาพบรรยายแทนคำเขียนใด ๆ แล้วกันนะคะ

      

 

 

 

 

  

ศิลาได้พบ “ผู้ใหญ่” ท่านหนึ่ง นั่งเอามือกุมศรีษะปิดตาตนเองอยู่ข้างหนึ่ง ศิลาจึงเข้าไปไหว้และแนะนำตนเองว่ามาร่วมงานประเพณี “โดนตา” ของหมู่บ้านตานบและอยากแวะเยี่ยมชมโรงเรียน โดยมีเพื่อนคนหนึ่งเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนนี้และมีคุณครูที่เคยสอนเขาชื่อคุณครูพรรษา แก้วจรัญ ไม่ทราบว่าคุณครูท่านนี้ยังอยู่ที่โรงเรียนนี้หรือเปล่า

 

“ผู้ใหญ่” ท่านนี้แนะนำตนเองว่าคือผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านตานบ  ชื่อสมุห์  มาลีหวล  ท่านบอกว่าคุณครูพรรษาอยู่ที่บ้าน กำลังทำอาหารเพื่อเตรียมไหว้บรรพบุรุษตามประเพณี

 

วันที่ศิลาไปเยี่ยมชมโรงเรียนบ้านตานบเป็นวันศุกร์ เวลาใกล้เที่ยง ซึ่งปกติโรงเรียนทั่วไปจะต้องมีการเรียนการสอน  แต่สำหรับที่นี่ วันนี้ถือว่าเป็นวันประเพณีท้องถิ่น จึงเป็นที่ทราบกันดีว่าโรงเรียนจะปิดการเรียนช่วงบ่าย

     

พอดีนักเรียนคนหนึ่งขี่มอเตอร์ไซด์กำลังจะจอดข้างโรงเรียน             ท่าน ผ.อ. สมุห์จึงตะโกนให้เด็กนักเรียนคนนั้นไปตามคุณครูพรรษามาพบที่นี่  ศิลาก็เกรงใจเป็นอย่างมาก แต่ท่านก็เต็มใจที่จะให้คุณครูพรรษามาพูดคุยแลกเปลี่ยนกับศิษย์เก่าที่มาด้วยกันและบอกว่าบ้านคุณครูพรรษาอยู่ไม่ไกลโรงเรียน

 

ระหว่างที่รอคุณครูพรรษามาที่โรงเรียน ท่าน ผ.อ. ก็เล่าเรื่องโรงเรียนให้ฟังคร่าว ๆ

 

ศิลาทราบว่าเมื่อเดือนก่อนเด็กนักเรียนหญิงคนหนึ่งวิ่งบนอาคารเรียนชั้นบนอยู่ดี ๆ พื้นไม้ก็แตกเป็นร่อง ขาเด็กนักเรียนข้างหนึ่งตกร่องไปกว่าครึ่งขา โชคดีที่ช่วยกันดึงขึ้นมาไม่ให้ตกลงมาชั้นล่าง  ไม่เช่นนั้น ก็อาจจะเกิดอุบัติเหตุที่คาดไม่ถึง

 

 โรงเรียนแห่งนี้เก่าแก่และอยู่แบบตายฝัง ยังเลี้ยง?

                                      

คุณครูพรรษามาถึง ศิลาและศิษย์ของท่านที่มาด้วยกันก็ไหว้แสดงความเคารพและยิ้มแย้มให้ท่าน คุณครูถามว่า “มาถึงนี่ ไกลมาก รู้สึกว่าโรงเรียนนี้ไกลกันดารไหมคะ”

 

ศิลาตอบว่า “ไม่ได้รู้สึกว่าห่างไกลกันดารเลยค่ะ แต่รู้สึกว่าเป็นโรงเรียนแห่งหนึ่งที่ถูกละเลย ไม่ได้รับการเหลียวแลมากกว่าค่ะคุณครู”

 

ศิลาเองก็นึกไม่ถึงว่าตนเองจะตอบตามความรู้สึกได้รวดเร็วปานนั้น เป็นความรู้สึกที่หดหู่ ห่อเหี่ยวและสิ้นหวังกับสิ่งที่พบเห็น

                 

ศิลาพูดคุยแลกเปลี่ยนกับท่าน ผ.อ. และคุณครูพรรษาอย่างมีความสุขท่ามกลางฝนที่ตกพรำ ๆ  สุขที่ได้เจอ    คุณครูที่เปรียบเสมือนพ่อแม่เด็ก

 

อย่างไรหรือคะ  ลองมาฟังกันดู เผื่อหลาย ๆ ท่านจะได้มีกำลังใจในการทำงานเพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีอยู่แล้ว

 

โรงเรียนนี้มีพืชผักสวนครัวรั้วกินได้ มีบ่อเลี้ยงปลา มีเล้าเป็ด  และคอกหมู   ข้าง ๆ โรงเรียนก็มีนาข้าวเขียวขจี

     

ศิลามองไปที่ทุ่งนาและถามภาษาซื่อ “ที่นี่ สอนทำนาด้วยหรือคะ”

ผ.อ. ท่านกลับทำหน้างง ๆ ซื่อ ๆ ยิ่งกว่า “ทำไมต้องสอนทำนา เด็ก ๆ เป็นลูกชาวนา ที่บ้านมีนาของตนเองและช่วยพ่อแม่ทำนาเป็นประจำอยู่แล้ว”

 

ท่านกล่าวต่อไปว่า คุณครูและนักเรียนช่วยกันทำนาของโรงเรียนเพื่อจะได้เป็นข้าวกลางวัน และคุณครูก็จะทำกับข้าวให้เสร็จตั้งแต่เช้าก่อนเริ่มสอนหนังสือ เพื่อให้เด็กนักเรียนมีกับข้าวไว้ทานเป็นอาหารกลางวัน

 

ท่าน ผ.อ. เล่าต่อว่า “เด็ก ๆ ช่วยกันเลี้ยงปลา บางครั้งก็ซนตามประสาเด็ก ลงไปเล่นน้ำกับปลาในบ่อ เกือบจมน้ำตาย หยุดหายใจไปแล้ว กว่าจะปั๊มหัวใจให้ฟื้นได้  ครูไม่พอดูเด็ก ครูบางคนก็ลาคลอด บางคนก็ต้องเข้าไปประชุมในอำเภอ”

 

 

ศิลานิ่งอึ้ง อาจจะมีอีกหลายโรงเรียนที่มีสภาพโรงเรียน ความทรุดโทรมและความขาดแคลนเช่นนี้ทั่วประเทศ แต่ศิลาเองอาจจะ “รู้” แบบไม่เคยเห็นกับตามาก่อนอย่างโรงเรียนนี้

      

ท่าน ผ.อ. ขยายความต่อไปว่าโรงเรียนนี้อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ  โรงเรียนในเขตจังหวัดสุรินทร์เรียกว่าเขต 2 มีทั้งหมด 246 โรงเรียน  ประมาณ 80 กว่าโรงเรียนที่มีขนาดเล็ก ขาดงบประมาณ จึงไม่มีเงินมาซ่อมบำรุงอาคารโรงเรียนให้อยู่ในสภาพปลอดภัย  แม้กระทั่งอุปกรณ์การเรียน หรืออุปกรณ์กีฬาก็ใช้งานไม่ได้ หรือไม่มีในแบบที่เราคิดว่าควรจะมี

            

              

         

          

           โรงเรียนที่ขาดแคลนเกือบทุกสิ่ง

     ยกเว้นไม่ขาดความรู้สึกเป็นครอบครัวเดียวกัน

 

    

เด็ก ๆ รู้สึกว่าที่นี่เป็นบ้าน ช่วยกันเลี้ยงสัตว์

 

 

  

  

ปลูกผักสวนครัว สมุนไพร เมื่อถึงฤดูทำนา ก็ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปช่วยทำนาที่บ้าน ทั้งนาโรงเรียน และนาบ้านเสมือนนาของส่วนรวมที่ช่วยกันคนละไม้คนละมือ

 

ศิลาขอเบอร์โทรศัพท์ของโรงเรียน เผื่อว่าจะรวบรวมหนังสือหรืออุปกรณ์การเรียนที่มีการบริจาค  ส่งมาให้ทางโรงเรียน  ท่าน ผ.อ. บอกว่า “โรงเรียนนี้ไม่มีเบอร์โทรศัพท์มานานเป็นปีแล้ว เพราะมีขโมยซึ่งเป็นคนหมู่บ้านอื่นมาลักเอาสายทองแดงไป ส่วนปลอกสายโทรศัพท์โยนทิ้งไว้ในบ่อปลาให้เราปวดใจเล่น ๆ”  แล้วท่านก็ให้เบอร์โทรศัพท์มือถือของคุณครูท่านอื่นในโรงเรียนไว้ให้ศิลา ส่วนตัวท่าน ผ.อ. จะเกษียณอายุราชการสิ้นเดือนกันยายนนี้แล้ว

 

ศิลาอดสังเกตไม่ได้ว่าสายตาของท่าน ผ.อ. ที่กำลังเกษียณอายุราชการเต็มไปด้วยความห่วงใยอนาคตของชาติ  แลในบางครั้งของการสนทนาแววตาท่านว่างเปล่าและวางเฉย

   

             

ห้องสมุดที่ถูกปิดตาย เพราะนักเรียนใช้เวลาไปกับการ "ลงมือทำ" เสมือนการละเล่น มากกว่าการอ่านหนังสือ  ได้แก่ การปลูกผัก เลี้ยงสัตว์และทำนา

 

 

ศิลาได้ไปทานอาหารค่ำบ้านคุณครูพรรษา ซึ่งท่านได้เล่าถึง ผ.อ.สมุห์อย่างชื่นชมว่าทำงานแทนที่ภารโรงเกือบทุกอย่าง  ปิดห้องเรียน ปิดประตูโรงเรียน และออกจากโรงเรียนเป็นคนสุดท้าย  ในวันหยุด ท่านก็จะแวะมาให้อาหารปลา เลี้ยงเป็ด เลี้ยงหมู ไม่ให้สัตว์เลี้ยงอดอยาก  

 

แม้แต่คุณครูพรรษาเอง ก็ถือว่าเป็นแม่ครูคนหนึ่ง สอนอยู่ที่โรงเรียนนี้มาสามสิบกว่าปี สอนตั้งแต่รุ่นปู่จนถึงรุ่นหลาน…คุณครูยังไม่แก่มาก อายุประมาณห้าสิบปีเท่านั้น แต่คนที่นี่มีลูกกันเร็ว…คุณครูช่วยสอนหนังสือผู้เฒ่าผู้แก่ในยามว่างจากสอนหนังสือที่โรงเรียนและว่างจากทำนาของตนเอง

 

คุณครูช่วยอ่านจดหมายของลูกหลานที่เขียนมาหาพ่อแม่ปู่ย่าตายายที่แก่เฒ่าในชนบท  นาน ๆ ทีลูกหลานจะกลับมา หรือบางครอบครัว ก็ไม่เคยเห็นลูกหลานเลยจนกระทั่งตายจากโลกนี้ไป

       

                  

มองออกไปนอกหน้าต่างห้องเรียน ดูไร้ซึ่งความหวัง?

 

 

มันไม่ใช่เรื่องง่ายจริง ๆ ที่เราจะเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมเดิม ๆ  เพราะตั้งแต่เราเกิดมา หรือพอจดจำอะไรรู้เรื่องบ้าง  เราก็เห็นว่าเราเป็นแบบนี้แล้ว

 

และก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย หากเราจะเปลี่ยนแปลงอะไรให้ดีขึ้น ภายใต้ข้อจำกัดและความไม่พร้อมในหลาย ๆ ด้าน

 

เมื่อถามไถ่พ่อแม่เด็กว่าในอนาคต อยากเห็นลูกหลานทำมาหากินอะไร

 

หลายคนนึกคำตอบไม่ออก เสมือนว่าไม่เคยรู้ว่ามีคำถามนี้ในโลก เพราะชีวิตของพวกเขาคือ “วันนี้”  ไม่มีอนาคต

 

            อนาคตของเด็กไทยในทุกหัวระแหง

          

 เด็กนักเรียนคนหนึ่งใช้กล้องส่องให้ไกล แม้ไปไม่ถึง

 เด็กทุ่งกุลาร้องไห้หลายคนมีแววตาและสีหน้าว่างเปล่า

    

    

ถามเด็กว่าอยากเป็นอะไร  เด็กส่วนใหญ่ตอบว่าเป็นอะไรก็ได้ที่เหมือนพ่อแม่ปู่ย่าตายาย

 

แต่ภาพที่ศิลาเห็นรุ่นปู่ย่าตายาย คือยายคนนี้ ท่านชื่อว่ายายริง อายุ 72 ปี เลี้ยงวัวมาตั้งแต่จำความได้ 

 

ศิลาถามว่าไม่มีใครช่วยยายเลี้ยงวัวหรือคะ  ท่านก็ตอบว่า “บ่มี หนุ่ม ๆ มันไปเฮ็ดงานอยู่ในเมืองหมดแล้ว”

 

ศิลาถามต่อ  “วัวทั้งหมดมีกี่ตัวคะ”

 

“22 ตัวจ้า” 

 

 

ครูเพื่อศิษย์ที่ศิลานำเสนอในบันทึกนี้ ไม่ใช่ผู้นำการเปลี่ยนแปลงก็จริงอยู่ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น “มันเป็นเช่นนั้นเอง” มานานหลายสิบปีตั้งแต่คุณครูพรรษาสอนอยู่ในโรงเรียนนี้มาตั้งแต่โรงเรียนมีรั้วเป็นของโรงเรียนเอง

 

สิ่งที่คุณครูทำมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน คือ การ “อด” และ “ทน” 

 

"อด" ในสิ่งที่เราอยากได้แต่ไม่ได้  และ "ทน" ในสิ่งที่ไม่อยากจะให้เป็นแต่ต้องเห็นว่ามันเป็น

 

คุณครูมีโอกาสย้ายไปอยู่ในโรงเรียน ในที่ที่ดีกว่านี้ แต่ไม่ไป เพราะคำเดียวสั้น ๆ ที่คุณครูตอบศิลาภาษาซื่อ ๆ ว่า “สงสารเด็ก ๆ บ้านตานบ” 

 

                   คุณครูมีความหวังค่ะ

 

“ขอเพียงลูกศิษย์หนึ่งในร้อยคนก็ยังดี ที่จะกลับมาช่วยกันพัฒนาชุมชน”

  

 

                 เด็ก ๆ ลุยฝนกลับบ้าน

มันไม่ง่ายเลยค่ะที่จะเขียนบันทึกจากประสบการณ์ที่เห็นด้วยตาครั้งนี้โดยไม่มีน้ำตา….

      

 ขอเป็นส่วนหนึ่งของพลังและกำลังใจที่มีให้แด่คุณครูเพื่อศิษย์ทุกท่านค่ะ