มันไม่ใช่เรื่องง่ายจริง ๆ ที่เราจะเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมเดิม ๆ เพราะตั้งแต่เราเกิดมา หรือพอจดจำอะไรรู้เรื่องบ้าง เราก็เห็นว่าเราเป็นแบบนี้แล้ว...แม้คุณครูในที่นี้ไม่อาจนำความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้ แต่สิ่งที่คุณครูมีคือความ "อด" และ "ทน" อย่างสูงสุด
กว่าจะเขียนเรื่องเล่า “ครูแห่งทุ่งกุลาร้องไห้ ครู "ผู้ให้" เพื่ออนาคตของชาติ” นี้ออกมาได้ ศิลาทำใจอยู่พอสมควร อาจจะเป็นเพราะเพิ่งกลับจากการเยี่ยมชมโรงเรียนนี้มาใหม่ ๆ อารมณ์สะเทือนใจที่ติดกลับมายังไม่เลือนหาย
ศิลาอยากรีบลงมือเขียนเพื่อถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ ความรู้สึกที่ได้รับจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาสด ๆ ร้อน ๆ หวังว่าจะเป็นอนุสรณ์เตือนใจให้เราทุกคนเชื่อมั่นในความดีงามและการสร้างคุณค่าเพื่อสังคมประเทศชาติ
ระหว่างวันที่ 17 - 19 กันยายน 2552 ศิลามีโอกาสได้ไปร่วมงานประเพณี “โดนตา” ซึ่งเป็นพิธีทำบุญไหว้บรรพบุรุษของชาวอีสานแถบจังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีษะเกษ …ในช่วงเวลาสั้น ๆ 3 วัน ไม่ได้ไปในฐานะนักท่องเที่ยว แต่ไปในฐานะนักเรียนรู้ชีวิต
นับว่าเป็นบุญอย่างมากที่ได้ผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในโลกสังคมออนไลน์ของคุณครูเพื่อศิษย์อย่าง GOTOKNOW ซึ่งสอนให้ศิลามองโลกหลายมิติ ทำให้การไปที่ไหนก็ตาม ได้มองเห็นสรรพสิ่งอย่างมึคุณค่า เมื่อศิลาได้ไปร่วมงานประเพณีครั้งนี้ ก็ได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมโรงเรียนในหมู่บ้าน “บ้านตานบ” โรงเรียนนี้มีชื่อเดียวกับหมู่บ้านชื่อ “โรงเรียนบ้านตานบ” เป็นโรงเรียนระดับประถมศึกษา ตั้งอยู่หมู่ 4 ตำบลทุ่งกุลา อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ มีนักเรียนทั้งหมด 96 คน คุณครู 7 คน (รวมผู้อำนวยการโรงเรียน)
โรงเรียนบ้านตานบก่อตั้งเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2483 เดิมทีอาศัยสถานที่ของวัดในหมู่บ้านเป็นห้องเรียน ต่อมาเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2519 ครู นักเรียนและผู้ปกครองได้ร่วมแรงร่วมใจบริจาคที่ดินและวัสดุอุปกรณ์สร้างโรงเรียนบ้านตานบนี้ขึ้นมา จึงเป็นครั้งแรกที่มีพื้นที่โรงเรียนเป็นของตนเอง
โรงเรียนอยู่ในหัวใจ ไร้อาณาเขต
ข้อสังเกตที่ศิลามองเห็นก็คือการเป็นโรงเรียนครั้งแรกของโรงเรียนบ้านตานบมีมานานถึง 69 ปีแล้ว… นั่นคือความรู้สึกว่าเป็นโรงเรียนโดยยังไม่มีพื้นที่มีรั้วโรงเรียนเสียด้วยซ้ำ คำว่า “โรงเรียน” ณ ที่นี้ จึงมีความหมายเฉพาะการมีครูและลูกศิษย์เท่านั้น ส่วน “ห้องเรียน” จะอาศัยบริเวณวัดเป็นห้องเรียน หรือทุ่งนา หรือใต้ต้นไม้ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ
โรงเรียนบ้านตานบจากวันที่มีพื้นที่โรงเรียนเป็นของตนเองใน พ.ศ. 2519 จนถึงวันนี้ พ.ศ. 2552 รวมระยะเวลา 33 ปีแล้ว ขอใช้ภาพบรรยายแทนคำเขียนใด ๆ แล้วกันนะคะ
ศิลาได้พบ “ผู้ใหญ่” ท่านหนึ่ง นั่งเอามือกุมศรีษะปิดตาตนเองอยู่ข้างหนึ่ง ศิลาจึงเข้าไปไหว้และแนะนำตนเองว่ามาร่วมงานประเพณี “โดนตา” ของหมู่บ้านตานบและอยากแวะเยี่ยมชมโรงเรียน โดยมีเพื่อนคนหนึ่งเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนนี้และมีคุณครูที่เคยสอนเขาชื่อคุณครูพรรษา แก้วจรัญ ไม่ทราบว่าคุณครูท่านนี้ยังอยู่ที่โรงเรียนนี้หรือเปล่า
“ผู้ใหญ่” ท่านนี้แนะนำตนเองว่าคือผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านตานบ ชื่อสมุห์ มาลีหวล ท่านบอกว่าคุณครูพรรษาอยู่ที่บ้าน กำลังทำอาหารเพื่อเตรียมไหว้บรรพบุรุษตามประเพณี
วันที่ศิลาไปเยี่ยมชมโรงเรียนบ้านตานบเป็นวันศุกร์ เวลาใกล้เที่ยง ซึ่งปกติโรงเรียนทั่วไปจะต้องมีการเรียนการสอน แต่สำหรับที่นี่ วันนี้ถือว่าเป็นวันประเพณีท้องถิ่น จึงเป็นที่ทราบกันดีว่าโรงเรียนจะปิดการเรียนช่วงบ่าย
พอดีนักเรียนคนหนึ่งขี่มอเตอร์ไซด์กำลังจะจอดข้างโรงเรียน ท่าน ผ.อ. สมุห์จึงตะโกนให้เด็กนักเรียนคนนั้นไปตามคุณครูพรรษามาพบที่นี่ ศิลาก็เกรงใจเป็นอย่างมาก แต่ท่านก็เต็มใจที่จะให้คุณครูพรรษามาพูดคุยแลกเปลี่ยนกับศิษย์เก่าที่มาด้วยกันและบอกว่าบ้านคุณครูพรรษาอยู่ไม่ไกลโรงเรียน
ระหว่างที่รอคุณครูพรรษามาที่โรงเรียน ท่าน ผ.อ. ก็เล่าเรื่องโรงเรียนให้ฟังคร่าว ๆ
ศิลาทราบว่าเมื่อเดือนก่อนเด็กนักเรียนหญิงคนหนึ่งวิ่งบนอาคารเรียนชั้นบนอยู่ดี ๆ พื้นไม้ก็แตกเป็นร่อง ขาเด็กนักเรียนข้างหนึ่งตกร่องไปกว่าครึ่งขา โชคดีที่ช่วยกันดึงขึ้นมาไม่ให้ตกลงมาชั้นล่าง ไม่เช่นนั้น ก็อาจจะเกิดอุบัติเหตุที่คาดไม่ถึง
โรงเรียนแห่งนี้เก่าแก่และอยู่แบบตายฝัง ยังเลี้ยง?
คุณครูพรรษามาถึง ศิลาและศิษย์ของท่านที่มาด้วยกันก็ไหว้แสดงความเคารพและยิ้มแย้มให้ท่าน คุณครูถามว่า “มาถึงนี่ ไกลมาก รู้สึกว่าโรงเรียนนี้ไกลกันดารไหมคะ”
ศิลาตอบว่า “ไม่ได้รู้สึกว่าห่างไกลกันดารเลยค่ะ แต่รู้สึกว่าเป็นโรงเรียนแห่งหนึ่งที่ถูกละเลย ไม่ได้รับการเหลียวแลมากกว่าค่ะคุณครู”
ศิลาเองก็นึกไม่ถึงว่าตนเองจะตอบตามความรู้สึกได้รวดเร็วปานนั้น เป็นความรู้สึกที่หดหู่ ห่อเหี่ยวและสิ้นหวังกับสิ่งที่พบเห็น
ศิลาพูดคุยแลกเปลี่ยนกับท่าน ผ.อ. และคุณครูพรรษาอย่างมีความสุขท่ามกลางฝนที่ตกพรำ ๆ สุขที่ได้เจอ คุณครูที่เปรียบเสมือนพ่อแม่เด็ก
อย่างไรหรือคะ ลองมาฟังกันดู เผื่อหลาย ๆ ท่านจะได้มีกำลังใจในการทำงานเพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีอยู่แล้ว
โรงเรียนนี้มีพืชผักสวนครัวรั้วกินได้ มีบ่อเลี้ยงปลา มีเล้าเป็ด และคอกหมู ข้าง ๆ โรงเรียนก็มีนาข้าวเขียวขจี
ศิลามองไปที่ทุ่งนาและถามภาษาซื่อ “ที่นี่ สอนทำนาด้วยหรือคะ”
ผ.อ. ท่านกลับทำหน้างง ๆ ซื่อ ๆ ยิ่งกว่า “ทำไมต้องสอนทำนา เด็ก ๆ เป็นลูกชาวนา ที่บ้านมีนาของตนเองและช่วยพ่อแม่ทำนาเป็นประจำอยู่แล้ว”
ท่านกล่าวต่อไปว่า คุณครูและนักเรียนช่วยกันทำนาของโรงเรียนเพื่อจะได้เป็นข้าวกลางวัน และคุณครูก็จะทำกับข้าวให้เสร็จตั้งแต่เช้าก่อนเริ่มสอนหนังสือ เพื่อให้เด็กนักเรียนมีกับข้าวไว้ทานเป็นอาหารกลางวัน
ท่าน ผ.อ. เล่าต่อว่า “เด็ก ๆ ช่วยกันเลี้ยงปลา บางครั้งก็ซนตามประสาเด็ก ลงไปเล่นน้ำกับปลาในบ่อ เกือบจมน้ำตาย หยุดหายใจไปแล้ว กว่าจะปั๊มหัวใจให้ฟื้นได้ ครูไม่พอดูเด็ก ครูบางคนก็ลาคลอด บางคนก็ต้องเข้าไปประชุมในอำเภอ”
ศิลานิ่งอึ้ง อาจจะมีอีกหลายโรงเรียนที่มีสภาพโรงเรียน ความทรุดโทรมและความขาดแคลนเช่นนี้ทั่วประเทศ แต่ศิลาเองอาจจะ “รู้” แบบไม่เคยเห็นกับตามาก่อนอย่างโรงเรียนนี้
ท่าน ผ.อ. ขยายความต่อไปว่าโรงเรียนนี้อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ โรงเรียนในเขตจังหวัดสุรินทร์เรียกว่าเขต 2 มีทั้งหมด 246 โรงเรียน ประมาณ 80 กว่าโรงเรียนที่มีขนาดเล็ก ขาดงบประมาณ จึงไม่มีเงินมาซ่อมบำรุงอาคารโรงเรียนให้อยู่ในสภาพปลอดภัย แม้กระทั่งอุปกรณ์การเรียน หรืออุปกรณ์กีฬาก็ใช้งานไม่ได้ หรือไม่มีในแบบที่เราคิดว่าควรจะมี
โรงเรียนที่ขาดแคลนเกือบทุกสิ่ง
ยกเว้นไม่ขาดความรู้สึกเป็นครอบครัวเดียวกัน
เด็ก ๆ รู้สึกว่าที่นี่เป็นบ้าน ช่วยกันเลี้ยงสัตว์
ปลูกผักสวนครัว สมุนไพร เมื่อถึงฤดูทำนา ก็ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปช่วยทำนาที่บ้าน ทั้งนาโรงเรียน และนาบ้านเสมือนนาของส่วนรวมที่ช่วยกันคนละไม้คนละมือ
ศิลาขอเบอร์โทรศัพท์ของโรงเรียน เผื่อว่าจะรวบรวมหนังสือหรืออุปกรณ์การเรียนที่มีการบริจาค ส่งมาให้ทางโรงเรียน ท่าน ผ.อ. บอกว่า “โรงเรียนนี้ไม่มีเบอร์โทรศัพท์มานานเป็นปีแล้ว เพราะมีขโมยซึ่งเป็นคนหมู่บ้านอื่นมาลักเอาสายทองแดงไป ส่วนปลอกสายโทรศัพท์โยนทิ้งไว้ในบ่อปลาให้เราปวดใจเล่น ๆ” แล้วท่านก็ให้เบอร์โทรศัพท์มือถือของคุณครูท่านอื่นในโรงเรียนไว้ให้ศิลา ส่วนตัวท่าน ผ.อ. จะเกษียณอายุราชการสิ้นเดือนกันยายนนี้แล้ว
ศิลาอดสังเกตไม่ได้ว่าสายตาของท่าน ผ.อ. ที่กำลังเกษียณอายุราชการเต็มไปด้วยความห่วงใยอนาคตของชาติ แลในบางครั้งของการสนทนาแววตาท่านว่างเปล่าและวางเฉย
ห้องสมุดที่ถูกปิดตาย เพราะนักเรียนใช้เวลาไปกับการ "ลงมือทำ" เสมือนการละเล่น มากกว่าการอ่านหนังสือ ได้แก่ การปลูกผัก เลี้ยงสัตว์และทำนา
ศิลาได้ไปทานอาหารค่ำบ้านคุณครูพรรษา ซึ่งท่านได้เล่าถึง ผ.อ.สมุห์อย่างชื่นชมว่าทำงานแทนที่ภารโรงเกือบทุกอย่าง ปิดห้องเรียน ปิดประตูโรงเรียน และออกจากโรงเรียนเป็นคนสุดท้าย ในวันหยุด ท่านก็จะแวะมาให้อาหารปลา เลี้ยงเป็ด เลี้ยงหมู ไม่ให้สัตว์เลี้ยงอดอยาก
แม้แต่คุณครูพรรษาเอง ก็ถือว่าเป็นแม่ครูคนหนึ่ง สอนอยู่ที่โรงเรียนนี้มาสามสิบกว่าปี สอนตั้งแต่รุ่นปู่จนถึงรุ่นหลาน…คุณครูยังไม่แก่มาก อายุประมาณห้าสิบปีเท่านั้น แต่คนที่นี่มีลูกกันเร็ว…คุณครูช่วยสอนหนังสือผู้เฒ่าผู้แก่ในยามว่างจากสอนหนังสือที่โรงเรียนและว่างจากทำนาของตนเอง
คุณครูช่วยอ่านจดหมายของลูกหลานที่เขียนมาหาพ่อแม่ปู่ย่าตายายที่แก่เฒ่าในชนบท นาน ๆ ทีลูกหลานจะกลับมา หรือบางครอบครัว ก็ไม่เคยเห็นลูกหลานเลยจนกระทั่งตายจากโลกนี้ไป
มองออกไปนอกหน้าต่างห้องเรียน ดูไร้ซึ่งความหวัง?
มันไม่ใช่เรื่องง่ายจริง ๆ ที่เราจะเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมเดิม ๆ เพราะตั้งแต่เราเกิดมา หรือพอจดจำอะไรรู้เรื่องบ้าง เราก็เห็นว่าเราเป็นแบบนี้แล้ว
และก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย หากเราจะเปลี่ยนแปลงอะไรให้ดีขึ้น ภายใต้ข้อจำกัดและความไม่พร้อมในหลาย ๆ ด้าน
เมื่อถามไถ่พ่อแม่เด็กว่าในอนาคต อยากเห็นลูกหลานทำมาหากินอะไร
หลายคนนึกคำตอบไม่ออก เสมือนว่าไม่เคยรู้ว่ามีคำถามนี้ในโลก เพราะชีวิตของพวกเขาคือ “วันนี้” ไม่มีอนาคต
อนาคตของเด็กไทยในทุกหัวระแหง
เด็กนักเรียนคนหนึ่งใช้กล้องส่องให้ไกล แม้ไปไม่ถึง
เด็กทุ่งกุลาร้องไห้หลายคนมีแววตาและสีหน้าว่างเปล่า
ถามเด็กว่าอยากเป็นอะไร เด็กส่วนใหญ่ตอบว่าเป็นอะไรก็ได้ที่เหมือนพ่อแม่ปู่ย่าตายาย
แต่ภาพที่ศิลาเห็นรุ่นปู่ย่าตายาย คือยายคนนี้ ท่านชื่อว่ายายริง อายุ 72 ปี เลี้ยงวัวมาตั้งแต่จำความได้
ศิลาถามว่าไม่มีใครช่วยยายเลี้ยงวัวหรือคะ ท่านก็ตอบว่า “บ่มี หนุ่ม ๆ มันไปเฮ็ดงานอยู่ในเมืองหมดแล้ว”
ศิลาถามต่อ “วัวทั้งหมดมีกี่ตัวคะ”
“22 ตัวจ้า”
ครูเพื่อศิษย์ที่ศิลานำเสนอในบันทึกนี้ ไม่ใช่ผู้นำการเปลี่ยนแปลงก็จริงอยู่ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น “มันเป็นเช่นนั้นเอง” มานานหลายสิบปีตั้งแต่คุณครูพรรษาสอนอยู่ในโรงเรียนนี้มาตั้งแต่โรงเรียนมีรั้วเป็นของโรงเรียนเอง
สิ่งที่คุณครูทำมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน คือ การ “อด” และ “ทน”
"อด" ในสิ่งที่เราอยากได้แต่ไม่ได้ และ "ทน" ในสิ่งที่ไม่อยากจะให้เป็นแต่ต้องเห็นว่ามันเป็น
คุณครูมีโอกาสย้ายไปอยู่ในโรงเรียน ในที่ที่ดีกว่านี้ แต่ไม่ไป เพราะคำเดียวสั้น ๆ ที่คุณครูตอบศิลาภาษาซื่อ ๆ ว่า “สงสารเด็ก ๆ บ้านตานบ”
คุณครูมีความหวังค่ะ
“ขอเพียงลูกศิษย์หนึ่งในร้อยคนก็ยังดี ที่จะกลับมาช่วยกันพัฒนาชุมชน”
สุดยอดเลยค่ะพี่ศิลา ถ่ายทอดได้ดีมากๆ ไม่คิดว่าภาพโรงเรียนเก่าผุพังจะยังมีให้เห็นในทุกวันนี้ เเต่สิ่งหนึ่งที่เห็นมากกว่านั้นคือความเป็นชนบทที่เเท้จริง เเละความเป็นครอบครัวเดียวกันของคนในโรงเรียนนี้ กุ้งเเวะมาทักทายให้หายคิดถึงค่ะ
โรงเรียนบ้านตานบมีมานานถึง 69 ปีแล้ว…
โอ..มีอายุนานมากทีเดียวนะคะ เรื่องนี้ ทางครูใหญ่น่าจะไปเสนอของบปรับปรุงจากทางจังหวัดนะคะ เพราะเห็นว่ามีครูไปประชุม ไปอบรมที่จังหวัดกันอยู่ และยังได้มีการทำวิสัยทัศน์กันด้วย
คือโรงเรียนที่ยังขาดแคลนแบบนี้ ก็มีสิทธิ์ได้รับการอุดหนุนนะคะ คงต้องทำเรื่องเป็นขั้นตอน และครูใหญ่คงต้องเดินเรื่องเองด้วย
อ่านแล้ว เห็นใจโรงเรียนมากๆค่ะ
สวัสดีค่ะ
เก็บเป็นความทรงจำที่งดงาม รอบุตรหลานรุ่นหลังมาดำเนินการต่อไป ก็ขอได้แต่เพียงผู้ส่งข่าวสารให้คนที่มีอำนาจและความสามารถ..................................
ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดีมากค่ะ..ครูอ้อยเล็กว่าจุดเด่นของโรงเรียนนี้อยู่ที่ความเป็นอยู่ตามธรรมชาติ ธรรมชาตินี่แหล่ะที่จะฝึกให้เขาแข็งแกร่งและนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน..สิ่งที่ควรพัฒนาคืออาคารเรียน ห้องเรียน สื่อและอุปกรณ์อื่นๆที่เด็กสามารถใช้สืบค้นได้..และมีความทันสมัยก้าวทันโลกภายนอก..น่าจะมีคนเห็นความสำคัญนะคะ..ขอให้ความคิดเห็นที่ว่า...
เชื่อว่าแรงกระเพื่อมคงส่งต่อถึงผู้เกี่ยวข้องได้มองเห็นและเห็นใจ ส่วนอยากจะโทษว่าผู้ใหญ่ในโรงเรียนไม่เสนอของบมาก็สุดแล้วแต่พวกเขา ขอเพียงให้ท่านผู้มีอำนาจช่วยเหลือมาบ้างก็ยังดี แลกกับการกล่าวโทษผู้ที่กำลังเกษียณอายุราชการอย่างท่าน ผ.อ. ท่านก็บอกว่าคุ้มค่ะ ท่านยอมรับผิดเอง...แต่ของบมาหน่อยได้ไหม...อะไรประมาณนี้ค่ะ
ขอให้มีผลเป็นจริงโดยเร็ววันะคะน้องศิลา...เป็นกำลังใจให้ค่ัะ...
สวัสดีค่ะคุณศิลาที่คิดถึง
"อด" ในสิ่งที่เราอยากได้แต่ไม่ได้ และ "ทน" ในสิ่งที่ไม่อยากจะให้เป็นแต่ต้องเห็นว่ามันเป็น
อยู่ให้มีความสุขในสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่นะคะ
ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณที่แวะไปเยี่ยมโลกของคนรักเห้ดครับ
เป็นกำลังใจให้ครับ
มาหยุดไว้ที่...บันทึกนี้
เพื่อจองคิว..ไว้ก่อน ครับ
เอาเพื่อนคุณศิลามานั่งคุยก่อน
ด้วยความระลึกถึง ครับ
ถ่ายภาพงามขนาดครับ ;)
สวัสดีค่ะอ.ศิลา เหมือนการย้อนไปดูสมัยที่เป็นนักเรียนประถม แม้อาคารสถานที่จะผุพังตามกาลเวลา แต่ยังมีสิ่งที่ดีๆ คือการที่สอนให้นักเรียน ช่วยตัวเอง ...ไม่ทิ้งรากเหง้าของตัวเอง....
หลายโรงเรียนที่มีความเป็นอยู่ที่แย่กว่านี้อีก
หวังว่าโรงเรียนนี้จะมีผู้ที่อาสาเข้าไปเป็นตัวแทนพี่น้องประชาชนได้มาดูบ้าง
แต่ก็อดดีใจไม่ได้ที่นักเรียนโรงเรียนบ้านตานบ”ได้มีชุดนักเรียนให้โดยไม่เรียกการปฏิบัติ
เป็นกำลังใจช่วย
สวัสดีคะอาจารย์ศิลาไม่ได้ทักทายกันนานแล้วนะคะ หากันไม่เจอ
คิดถึงนะคะ อ่านเรื่องจากน้องสาวพอลล่าแล้วอยากเรียนด้วย
อ.ศิลา ครับ
ผมตามอ่านบันทึกนี้มาสองสามรอบแล้ว และมีโอกาสคุยกับพี่วิญญาณเสรี กับ อ.ศิลา วันก่อน เลยมาดูรูปอีกครั้ง ...
โรงเรียนทรุกโทรมมากเลยครับ น่าเห็นใจ นี่หละหนา ความเเตกต่างทางโอกาสของคนชนบทกับคนเมือง ทั้งที่อยู่ในประเทศไทยเหมือนกันแต่แตกต่างกันราว ฟ้า และ ดิน
ให้กำลังใจครู ทุกท่านที่ทำงานเพื่อศิษย์ ครับ
ขอบคุณ อ.ศิลา ที่นำเรื่องราวความจริงเหล่านี้ออกมาเผยเเพร่ คิดว่า จากนี้ไป จะมีการเปลี่ยนแปลงนะครับ
สวัสดีครับ
เมือสามปีก่อนผมมีโอกาสไปแวะเวียนเยี่ยมเยียนโรงเรียนในแถบ จ.สุรินทร์ บุรีรัมย์ หลายแห่ง
มีสภาพเดียวกันกับในบันทึก
หลายแห่งเลวร้ายยิ่งกว่า
จะลองค้นเอางานเก่า ๆ บันทึกมาแลกเปลี่ยนครับ