หากเราประเมินค่าการจัดการความรู้ว่าจะสร้างขึ้นได้เฉพาะการจัดทำในเวที หรือการสร้างสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง (จัดฉาก) เท่านั้น อาจจะเป็นการมองว่าการจัดการความรู้ เป็นเพียงการจัดการตัวองค์ความรู้ (Body of Knowledge) เท่านั้น มิได้มองว่าการจัดการความรู้คือการดึงศักยภาพของแต่ละบุคคลที่ย่อมมีความแตกต่างกันออกมา ดังนั้น วิธีการใดวิธีการหนึ่ง หรือวิธีการเดียวกันนี้อาจจะใช้ไม่ได้ผลกับบุคคลบางประเภท
ในมิติของการจัดการความรู้ที่ดึงพลังแฝงเร้นออกมาจากตัวคน สิ่งสำคัญเป็นอันดับแรกที่ต้องคำนึงถึงคือ “ความเคารพในตัวตนของผู้ลปรรเป็นรายบุคคล” มองผู้ลปรรในเชิงพลวัต มิได้มองในลักษณะเป็นผู้ถูกป้อน (passive) ประหนึ่งว่าถ้าไม่กระตุ้นให้ treatment แบบนี้ แบบนั้น พฤติกรรมแบบโน้น แบบเนี้ย จะไม่เกิด ซึ่งการมองในลักษณะนี้เป็นการมองมนุษย์อย่างเป็น pattern เดียวกัน
ผู้เขียนจึงมีความเห็นว่าการสร้างบรรรยากาศให้เกิดขึ้นในเวทีลปรรจะเป็นอะไรก็ได้ที่ทำให้ผ่อนคลาย โดยไม่ควรคาดหวังหรือวิตกกังวลมากจนเกินไปว่ากิจกรรมนั้น ๆ จะก่อให้เกิดผลในเชิงลบ หรือไม่ก่อให้เกิดผลตามที่ต้องการ เนื่องจากพฤติกรรมของมนุษย์มีความหลากหลาย เมื่อมาอยู่รวมกันย่อมถูกจริตไม่เหมือนกัน แต่เท่าที่ผู้เขียนสังเกต มักจะเป็นการเน้นที่จริตของผู้จัดทำเวทีลปรร ทั้งนี้ผู้เขียนมีความเชื่อมั่นว่าความไว้เนื้อเชื้อใจ ความผูกพันที่จะทำให้เกิดขึ้นในกลุ่มผู้ลปรรเพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้อย่างเปิดใจนั้น อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นจากการกำหนดกิจกรรมที่เรียกว่า Icebreaking แล้วจะทำให้ภูเขาน้ำแข็งแตกสลายได้เพียงอย่างเดียว
การคาดหวัง หรือโยนความกลัวของเราใส่ลงไป มักทำให้หัวใจสลายโดยเปล่าประโยชน์ การทำงานกับคนควรทำด้วยพลังชีวิตชีวา เชื่อมั่น และเชื่อใจ (3 ช)
การทำให้เกิดความไว้วางใจ สร้าง Trust เพื่อไปสู่ Team นั้น จะเกิดขึ้นโดยที่ผู้ลปรรไม่รู้ตัวก็ได้ โดยจัดให้เกิดนอกเวที รายบุคคล ทีละกลุ่ม กระจัดกระจาย โดยมีมิติแห่งการรวมใจเป็นหนึ่งเดียวจากการทำให้เกิดความชัดเจนในเป้าหมายร่วม (Shared Vision) ได้แก่ การส่งข้อมูลข่าวสารให้ชัดเจนในการเข้ามาร่วมลปรร การพูดคุยติดต่อประสานงานกันอย่างกันเอง การที่ FA ลงพื้นที่ พบปะสนทนา การชวนผู้ลปรรพูดคุยในโต๊ะอาหาร หรือทานของว่างร่วมกัน …บทสนทนาใด ๆ ก็ได้ที่หาจุดร่วมเดียวกัน ความสนใจอย่างเดียวกัน แบ่งปันความรู้สึกร่วมกัน…
ความจริงใจไม่ว่าจะทำอย่างไร แบบตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ใจสัมผัสใจล้วนก่อให้เกิดความผูกพันแน่นแฟ้นทั้งสิ้น
การสร้างบรรยากาศของการเล่าเรื่องในเวทีแรก ควรปล่อยให้ผู้เล่าเรื่องมีอิสระในการสื่อสารออกมาทั้งวัจนภาษาและอวัจภาษา เพื่อที่ว่า FA จะได้ทำความเข้าใจผู้ลปรรเป็นรายบุคคลว่าแต่ละท่านมีสไตล์การเล่าเรื่องแบบไหน นี่คือมิติของการเรียนรู้ตัวผู้เรียนรู้อย่างเป็นพลวัต ซึ่งนอกจากจะเป็นการแสดงความเคารพตัวตนของผู้เล่าเรื่องในเบื้องต้นของการสร้างความคุ้นเคยร่วมกันแล้ว ยังส่งผลให้ผู้เล่าเรื่องมีความไว้วางใจในเวทีลปรร
ผลดีอีกประการหนึ่งก็คือ FA สามารถที่จะมีวิธีการเข้าถึงเพื่อถอดรหัสความรู้ของผู้ลปรรเป็นรายบุคคล และมองเห็นความรู้ที่หลั่งไหลเป็นสายธารของผู้เล่าเรื่องในมิติที่แตกต่างกันไป ไม่จำเป็นว่าจะต้องเล่าเรื่องให้เห็นภาพได้ชัดเจนเหมือนกันทุกคน
การทำความเข้าใจสไตล์ผู้เล่าเรื่องก่อนจึงเป็นสิ่งที่ FA ควรคำนึงถึงและควรทำการบ้านเฉพาะตัวบุคคลที่อาจจะไม่ถนัดในการเล่าเรื่องในแบบที่ผู้จัดเวทีลปรรต้องการ
ในเวทีของการลปรร ความชื่นชมในตัวผู้เล่าไม่จำเป็นต้องใช้ถ้อยคำของ FA ในการกระตุ้นให้เกิดการเล่าเรื่อง อาจจะแสดงด้วยดวงตาและรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยพลังศรัทธาและกำลังใจที่มีต่อผู้เล่าเรื่อง เพียงเท่านี้ ผู้เล่าเรื่องก็มีพลังในการถ่ายทอดเรื่องเล่าออกมาแล้ว
นอกจากนี้ การแสดงความชื่นชมในตัวผู้เล่าเรื่องแบบใช้คำถามที่ซาบซึ้งดื่มด่ำในเรื่องเล่า จะช่วยดึงความรู้แฝงลึกของตัวผู้เล่าเรื่องออกมาได้ เป็นการสร้างบรรยากาศเปิดใจให้ผู้ลปรรได้แสดงพลังออกมาอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ ความชื่นชมที่มีต่อผู้ลปรรอาจจะแสดงออกนอกเวทีลปรรก็ได้
กระบวนการเรียนรู้ซึ่งกันและกันด้วยวิธีการต่าง ๆ จึงอาจจะเป็น KM ที่มองไม่เห็น…
พึงคำนึงไว้เสมอว่า “ไม่ใช่ทุกคน” ที่จะถ่ายทอดเรื่องเล่าได้อย่างเป็นธรรมชาติ เสมือนสายธารน้ำไหล บางคนนั้นมีข้อจำกัดในการแสดงออกมาให้ปรากฎหรือข้อจำกัดในการการสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจ เข้าถึง…
ดังนั้น การรู้จักตัวตน และเคารพสไตล์การเล่าเรื่องของผู้อื่นจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ งดงามและมีคุณค่า ไม่ใช่ศาสตร์ใด ๆ จะมาอธิบายได้ เพราะมันเป็นงานศิลป์
KM แบบมองไม่เห็นที่จะมาสนับสนุนเวทีลปรรยังมีอีกมากมาย
ค่อยเป็นค่อยไป ให้โอกาส อย่าวาดหวัง
จงมองที่การสร้างพลังแห่งศรัทธาที่มีต่อผู้อื่น
แก้อะไรไม่ได้ ให้แก้ที่ตัวเอง
หากต่างคนต่างคิดเช่นนี้ ความรู้สึกที่ดี มีพลังเบิกบานสร้างสรรค์สังคม
จะเกิดขึ้นมากมายอย่างน่าอัศจรรย์
------------------------------------------------------------------
ข้อคิด : คำถามที่ควรคำนึงเมื่อต้องทำงานเกี่ยวกับผู้คน
ก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงใคร ให้เริ่มที่ตัวเราก่อน
ก่อนที่จะพัฒนาใคร เราเข้าใจเขาแค่ไหน
ก่อนที่จะให้ใครเปิดใจ เรายิ้มมากน้อยแค่ไหน เมื่อเทียบกับคิ้วที่ขมวด
คำว่ายิ้ม ควรปรากฎให้เห็นที่ใบหน้าและดวงตาด้วย
ก่อนที่จะนำศาสตร์ใดมาใช้กับคน ใช้กับตัวเองแล้วหรือยัง ผลคืออะไร
ขออนุญาต ลปรร ด้วยครับ
ผมว่า KM จะเกิดหรือไม่เกิด ก็อยู่ที่ "ใจ" ของ Fa เป็นสำคัญนะครับ
ถ้า Fa มีจิตใจที่บริสุทธิ์ พร้อมที่จะเป็นผู้ให้อย่างไร้เงื่อนไข
ให้ความรู้สึกที่ดีๆ ให้ความรัก ให้โอกาส ให้อภัย และ ให้ความสนใจผู้เล่าอย่างแท้จริง
ผมว่า KM ก็พอมองเห็นแนวทางครับ
ที่ KM ไม่บรรลุ เพราะ "ใจ" ของ Fa ยังให้ไม่เต็มที่ครับ
(ก็เป็นความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ อาจจะไม่ใช่อย่างที่ผมเขียนก็ได้)
ขอบคุณครับ
เห็นด้วยกับคุณ
small man ค่ะเพราะFA นั้นจะต้องใกล้ชิดทำงานได้กลมกลืนกับผู้คนในวงแลกเปลี่ยน ความเข้าใจ ใส่ใจ จริงใจนั้นเป็นสิ่งสำคัญเพราะสามารถถูกรับรู้ได้โดยง่าย
การที่เรายอมรับความแตกต่างของผู้คน และสามารถเข้าใจสไตล์ของแต่ละคนจะเปิดโอกาสให้เราได้ใช้วิธีที่เหมาะสมในการเป็นทั้งผู้รับและผู้ให้อย่างแน่นอน
สำคัญยิ่ง คือ เริ่มที่เข้าใจตนเองก่อน พัฒนาจิตของตนให้ละเอียด และกระจ่างใส เพื่อวางอัตตาของตัวเอง จะได้ทำงานอย่างมีหัวใจที่เปิดกว้าง ให้ "งานได้ผล คนเป็นสุข"
ราตรีสวัสดิ์ค่ะ ^___^
I've no ideasssss but I just walk to see this MEMO. ;)
Thanks Archan NOPPALAK the 9th ;)
สวัสดี ครับ คุณ sila
ชอบข้อคิดที่ตบท้าย ได้อย่างจัง!!
แล้วจะแวะมาใหม่ อีกครับ
ด้วยความระลึกถึง
บทบาทของผู้เกี่ยวข้องกับ KM ทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็น ผู้จัดการอบรม FA ทีมงาน ฯลฯ
"ความจริงใจไม่ว่าจะทำอย่างไร แบบตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ใจสัมผัสใจล้วนก่อให้เกิดความผูกพันแน่นแฟ้นทั้งสิ้น" ผู้ลปรร รายบุคคล คงสัมผัสด้วยความรู้สึกและ "ใจ" ของตนเองได้อย่างอิสระและอัตโนมัติ หากผู้เกี่ยวข้องกับ KM ทั้งหลายไม่จริงใจ ผู้ลปรร รายบุคคล ก็ทราบว่า "จัดฉาก" ได้ด้วยใจเช่นกัน
ให้กำลังใจแด่ผู้เกี่ยวข้องกับ KM และผู้ลปรร ที่ให้ความจริงใจทุกท่านนะคะ
สวัสดีครับคุณ ศิลา Km ในวงเหล้าผู้เฒ่าจับมาคุยต่อจนเกิดกิจกรรม หลายเรื่อง
Km ในวงกาแฟ ตั้งวง จิบจอยจูน ต่อยอดมา บู งานร่วนก็หลายเวที เพราะคนคือสับสนวุ่นวาย ในความหมายของคน (ยุ่ง กวน )
แต่ Km ทางเวที ที่เป็นวิชาการมักถูกกำหนดลดบทบาทในเรื่องเล่าที่ยังถึงแก่นด้วยเงื่อนเวลา จึงมักไม่ได้ "เรื่องจริง จากใจ"ที่ฝังลึก ติดแน่นครับ
สวัสดีครับ
รู้สึกบันทึกนี้มีพลังดีครับ
Invisible KM ที่ต้องรู้ได้ด้วยใจ เคารพในความแตกต่างของบุคคล
เข้าใจ และ ยอมรับลักษณ์ที่แตกต่าง แต่สามรถประสานกลมกลืนกันได้อย่างลงตัว
เข้าใจ Tacit knowledge ต่างกาล ต่างเวลา
อยากเป็น FA บ้างจังนะครับ คงน่าสนุกดี และได้ทำประโยชน์ แต่คงได้แค่ฝันน่ะครับ
ผมเพิ่งกลับมาจากปีนังอาทิตย์ที่แล้วครับ ว่างๆแวะไปอ่านบันทึกบ้างนะครับ
การที่เรายอมรับความแตกต่างของผู้คน และสามารถเข้าใจสไตล์ของแต่ละคนจะเปิดโอกาสให้เราได้ใช้วิธีที่เหมาะสมในการเป็นทั้งผู้รับและผู้ให้อย่างแน่นอน
สำคัญยิ่ง คือ เริ่มที่เข้าใจตนเองก่อน พัฒนาจิตของตนให้ละเอียด และกระจ่างใส เพื่อวางอัตตาของตัวเอง จะได้ทำงานอย่างมีหัวใจที่เปิดกว้าง ให้ "งานได้ผล คนเป็นสุข"
สวัสดีครับ
แวะมาเรียนรู้ครับ
กระบวนท่าอยู่ที่ใจ
FA และ KM อยู่ที่ใจ บางครั้งอาจไร้รูป รส กลิ่น เสียง แต่สัมผัสได้ด้วยใจ
KM ที่ advance จำเป็นต้องทำความเข้าใจ
ผมพูดคุยในวง AAR. เสมอนะครับว่า อะไรก็ตามที่เป็นธรรมชาติ สิ่งนั้นจะสอดคล้องกับความเป็นมนุษย์มากที่สุด และ บรรยากาศแห่งความไว้เนื้อเชื่อใจ บรรยากาศแห่งความเบิกบาน การส่งความสุข การรับพลังความสุขที่เผื่อแผ่ให้กันและกัน รังสรรค์ให้ทุกคนเปิดประตูต้อนรับกันและกันอย่างเต็มใจ
ขอเพียงอย่าติดเครื่องมือ ยึดว่าเครื่องมือนี้ดี แต่ปิดประตูกระบวนการอื่น ติดในอัตตาของตัวเองจนไม่ยอมรับความคิดที่แปลกออกไปจากตัวเอง ตรงนี้เป็นมิจฉาทิฐิที่สกัดกั้นบรรยากาศของความเบิกบานในการ ลปรร.
เข้าใจในความหลากหลายของผู้คน จริตของผู้คนล้วนแตกต่าง ดังนั้นกระบวนการที่ทุกคนยอมรับได้แบบสมดุล น่าจะเป็นวิธีการที่เราควรเลือก (แล้วแต่การวิเคราะห์กลุ่ม) และยืดหยุ่นได้ ไม่มีกำหนดตายตัว
"ทำงานได้ผล คนก็เป็นสุข"
ทำงานกับคนเป็นศิลปะ และ ศาสตร์ ที่อาศัยความละเอียดอ่อน ใจสัมผัสใจ เข้าใจ้ขามากกว่าสิ่งที่เขาสื่อผ่านสัญลักษณ์ (คำพูด ท่าทาง และสิ่งแทนคำพูด)
ขอบคุณนะครับที่ทำให้ผมได้เรียนรู้ โดยเฉพาะเวทีที่ผ่านมา ได้ร่วมกันทำงานในครั้งแรก ผมเชื่อว่า พลังของความตั้งใจ จริงใจ และความดีที่เรายึดมั่น เป็นเเรงบวกให้ผู้เข้าร่วมเวทีทุกคนรับรู้ได้ และเขามีความสุข
--------------------------------------
อ่านบันทึกนี้เหมือนกำลังนั่งฟังเสียง อ.ศิลา คุยเบาๆที่ข้างหูเลยนะครับ
ให้กำลังใจนะครับ...
---------------------------------------
อ้อ..."สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ดีเสมอ" ครับ
สวัสดีครับ Sila Phu-Chaya ม่อนขอกราบขอบพระคุณคุณยาย Sila Phu-Chaya มากครับ คุณยายเป็นคนดีมีคุณธรรม มีชีวิตอย่างมีคุณค่าอย่างยิ่งสมควรที่ขอเป็นแบบอย่างให้ม่อนด้วยนะครับ ขอบพระคุณมากครับในความปรารถนาดีที่มีให้ตลอดมา ม่อนนำความเป็นสิริมงคลจากวัดแค มาฝากด้วยครับ
หมาน้อยธรรมดา
ลักษณะของสังคมบางแห่งในหน่วยงาน ในบางครั้ง อาจต้องตั้งใจให้เหมือนไม่ได้ตั้งใจ
หลายประโยคที่คุณศิลาบันทึก เป็นอย่างนั้นจริงๆ แก้ไม่หาย(ซักที) ค่ะ Fa และ Team KM ผลักๆ ดันๆ จนหน้าตาเริ่มเหมือนเมียผคนแรก)พระอภัยมณีแล้วค่ะ
อีกประการหนึ่งการเริ่มต้นที่มากับเครื่องจักรกล...(บุคลากรติดรูปแบบการนำเสนอมากว่าเล่าเฉยๆ) ขอร้องให้ถอดวางไว้บ้างเวลาเข้าเวทีสุนทรีย ก็ไม่สำเร็จค่ะ