ที่ผมนำเรื่องนี้มาเล่า แม้จะเป็นกรณีศึกษาเล็กๆแต่อยากจะเชื่อมให้มองในภาพการจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนชำฆ้อฯว่า การจัดการเรียนรู้ที่นี่ เน้นการปฏิบัติ เน้นการบูรณาการความรู้ ทั้งศาสตร์ที่แตกต่าง ดึงทรัพยากรจากภายนอกโรงเรียนมาใช้ ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

ผมได้รับเอกสารแนะนำโรงเรียนชำฆ้อส่วนหนึ่งจากมูลนิธิสยามกัมมาจล และส่วนหนึ่งจากบันทึกของBlogger ใน gotoknow และเหตุผลจากที่ประชุมทีมงานของมูลนิธิสดศรี สฤษดิ์วงศ์ ในการคัดเลือกโรงเรียนเพื่อเข้าสู่กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ Humanized educare  เรายังขาดโรงเรียนที่ดำเนินการในมิติของ “เศรษฐกิจพอพียง”  คุณสมบัติและชื่อเสียงของโรงเรียนชำฆ้อพิทยาคมจึงเป็นที่น่าสนใจของผมเป็นอย่างยิ่ง

IMG_1323 by you.

ตัดสินใจไวเท่ากับความคิด ผมจึงได้โทรศัพท์สายตรงไปยัง ผอ.โรงเรียน อ.ธีระวัธน์  สิงหบุตร  ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี สิ่งที่ผมต้องวางแผนต่อไปคือ การนัดหมายวันเดินทางไปชมโรงเรียนและหาโอกาสพูดคุยกับคณะครู เพื่อเข้าร่วมเรียนรู้ ทั้งวิธีคิด สังเกตการณ์บรรยากาศในพื้นที่จริง...

IMG_1342 by you.

โรงเรียนชำฆ้อพิทยาคม ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเขาชะเมา จังหวัดระยอง อยู่ไม่ไกล และไม่ใกล้มากจากกรุงเทพ เดินทางออกจากกรุงเทพเช้าๆก็ถึงที่ชำฆ้อในเวลาสายๆได้ การเดินทางจึงสะดวกอย่างมาก

โรงเรียนชื่อแปลก ...เวลาไปไหนก็ต้องถามชื่อ และ ชื่อแปลกก็ค้นหาความหมายชื่อ ผมอ่านในหนังสือเล่มเล็กๆ ได้เขียนถึงความหมายของ “ชำฆ้อ” ว่า ฆ้อมาจากต้นฆ้ออยู่บนภูเขา ส่วนคำว่า “ชำ”  ชาวบ้านแปลว่า มีมากชุกชุม หนาแน่น เมื่อรวมกันคำว่า “ชำฆ้อ” จึงหมายถึง อาณาบริเวณเป็นที่ราบลุ่ม มีต้นฆ้อเจริญเติบโตขึ้นอย่างหนาแน่น และต้นฆ้อที่นี่ไม่เหมือนต้นจันทร์ค้อของที่อื่นๆ ที่มีอยู่ทั่วไป แต่จะใช้คำว่า “ฆ้อ” ชื่อพืชท้องถิ่นที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการมุงหลังคาอีกด้วย

บันทึกก่อนผมได้เขียนถึง การพบเจอ ผอ.ธีระวัธน์ ไปแล้ว เป็นการพบเจอครั้งแรกของกันและกัน แต่ก็ประทับใจมาก การพูดคุยที่เสมือนเป็นญาติสนิท กันเอง ทำให้เรื่องราวที่ผมสนใจพร่างพรูออกมาจากวงสนทนาไม่ขาดสาย สลับกับเสียงหัวเราะ และหน้าตาอันยิ้มแย้ม

โรงเรียนชำฆ้อพิทยาคม เป็นโรงเรียนมัธยมขนาดเล็กที่เปิดสอนตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาชั้นปีที่ ๑ ถึง ปีที่ ๖ มีนักเรียนประมาณ ๓๐๐ คน มีผู้บริหารและครูรวมแล้วเพียง ๑๘ คนเท่านั้น แยกเป็นคณุผู้หญิงจำนวน ๑๕ คน และครูผู้ชายเพียง ๓ คน ที่แปลกไปจากที่อื่นก็คือ แม้ว่าโรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนที่ดำเนินการเด่นดังเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง แต่กลับไม่มีครูเกษตรแม้แต่คนเดียว!!!

จากบทสนทนาผมก็ค้นพบว่า การที่โรงเรียนไม่มีครูเกษตร ก็ไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับโรงเรียนแต่อย่างใด เพราะเกษตรกรรมเป็นวิถี และเกษตรกรรมเป็นวิชาการและการปฏิบัติที่นักเรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นการเกษตรที่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่นของนักเรียนเอง

ผอ.ธีระวัธน์ ยกกรณีศึกษาให้ผมได้เรียนรู้ร่วมด้วยว่า

โดยพื้นฐานของดินที่โรงเรียนเรา เป็นดินเลว เป็นดินถมที่ไม่มีแร่ธาตุ และสารอาหารใดๆ การเพราะปลูก หรือการทำการเกษตรเพื่อการเรียนรู้ก็มีปัญหา แต่ปัญหานำมาซึ่งกระบวนการเรียนรู้ รวมไปถึงการขบคิด หาทางเลือกในการแก้ปัญหาของเด็กนักเรียน

IMG_1391 by you.

ผอ.เล่าถึง เด็กนักเรียน ขุดดิน ยกร่องปลูกพืชปลูกผัก  รดน้ำพรวนดินตามหน้าที่รับผิดชอบ ผักที่นักเรียนคิดว่าจะชูต้นอวบเขียวนั้นกลับไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ นับวันผักก็แคระแกรน เหลือง  ปัญหานี้ถูกนำมาพูดคุย เรียนรู้เริ่มต้น ในกลุ่มนักเรียน โดยตั้งคำถามว่า “ทำไมผักไม่สวย และจะทำอย่างไรถึงจะได้ผักที่สวย”  ประเด็นนี้ถูกนำมาแลกเปลี่ยน เด็กๆทุกคนให้ความสนใจเพราะ เป็นเรื่องคาใจพวกเขาอยู่ตลอดเวลา จึงหาวิธีการแก้ปัญหาโดยการเชิญหมอดินมาให้ความรู้ และมาไขปัญหาว่าทำไม? อย่างไร? ให้กับเด็กนักเรียน ก็พบว่า ปัญหาอยู่ที่ดินเลว วิธีการแก้ไขจึงมุ่งไปที่ กระบวนการปรับปรุงคุณภาพดิน  เน้นการใช้ปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยพืชสด และแกลบ ในที่สุดพื้นที่ที่มีดินเลวเป็นพื้นฐานพัฒนากลายดินที่มีความอุดมสมบูรณ์พร้อมที่จะปลูกพืชปลูกผักได้  กระบวนการทั้งหมดเป็น กระบวนการเรียนรู้แบบง่ายๆที่นักเรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง ไม่จำเป็นต้องมีครูเกษตร ก็สามารถใช้ทรัพยากรจากข้างนอกมาช่วยสอนเด็กนักเรียนได้

IMG_1395 by you.

ที่ผมนำเรื่องนี้มาเล่า แม้จะเป็นกรณีศึกษาเล็กๆแต่อยากจะเชื่อมให้มองในภาพการจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนชำฆ้อฯว่า การจัดการเรียนรู้ที่นี่ เน้นการปฏิบัติ เน้นการบูรณาการความรู้ ทั้งศาสตร์ที่แตกต่าง ดึงทรัพยากรจากภายนอกโรงเรียนมาใช้ ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

“ลงมือทำมีค่ากว่าการสอน”  คตินี้ ถูกนำมาใช้ที่โรงเรียนมัธยมเล็กๆแห่งนี้ ด้วยฐานคิดว่า การลงมือปฏิบัติด้วยตนเองจะทำให้จดจำได้นานกว่า ซึมลึกกว่าการอ่านหนังสือ ฐานคิดแบบนี้นำมาสู่ การจัดฐานเรียนรู้ในโรงเรียนที่หลากหลายและน่าสนใจ ยกตัวอย่าง

♣ ฐานเรียนรู้ที่ ๑ หมูหลุม เลี้ยงหมูโดยวิธีธรรมชาติ  เก็บมูลหมูไว้เพื่อปรับปรุงดิน และเพิ่มธาตุอาหารในดินให้เหมาะสมต่อการปลูกพืช

IMG_1388 by you.

ฐานเรียนรู้ที่ ๒  คนเอาถ่าน เป็นกิจกรรมที่นำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์คุ้มค่า ด้วยการเผาถ่าน และนำไม้ที่ได้จากการปลูก และตัดแต่งก่งมาเผาถ่านได้ ถ่านคุณภาพสูง ฐานนี้ได้ผลผลิตทั้งถ่าน และน้ำส้มควันไม้

ฐานเรียนรู้ที่ ๓ ปุ๋ยหมักจุลินทรีย์ ให้นักเรียนได้ฝึกทำปุ๋ยหมักจากมูลสัตว์ ใช้วัสดุที่หาได้จากในโรงเรียนและชุมชน ผลิตปุ๋ยไว้ใช้เอง ไม่เน้นขาย ที่เหลือถึงจำหน่าย โดยมีชาวบ้านที่สนใจเข้าไปซื้อปุ๋ยจากโรงเรียนไปใช้ด้วย

IMG_1386 by you.

ฐานเรียนรู้ที่    กล้วย กล้วย กล้วย กิจกรรมนี้ ผอ.ให้ครูและนักเรียนช่วยกันปลูกทั่วโรงเรียน โดยทุกคนเป็นเจ้าของต้นกล้วยที่ต้องดูแลรักษา เมื่อผลผลิตออกมานำมาแบ่งปันกันกินเป็นอาหารเสริม

ฐานเรียนรู้ที่ ๕ การปลูกพืชคลุมดิน ต้นแฝก เป็นพืชที่เด็กๆช่วยกันปลูก มีประโยชน์ในการปรับปรุงสภาพดิน และช่วยยึดตลิ่งหรือภูเขาไม่ให้ถล่ม

IMG_1396 by you.

ฐานเรียนรู้ที่ ๖ สวนป่าชุมชน และสวนสมุนไพร บริเวณด้านหลังโรงเรียนมีพื้นที่ประมาณ ๑๐๐ ไร่ ได้ให้ครูและนักเรียน ร่วมกันปลูกต้นไม้และสมุนไพรไว้เป็นจำนวนมาก เพื่อฟื้นฟูผืนป่า ที่ถูกทำลายให้กลับคืนมาเป็นป่าของชุมชน

ฐานเรียนรู้ที่ ๗ ผักสวนครัว รั้วกินได้ :ลูกลูกให้แม่เหลือเผื่อแผ่ชุมชน กิจกรรมนี้เป็นกิจรกรรมเด่นของโรงเรียน  ทางโรงเรียนได้ร่วมประชุมผู้ปกครองมีแนวคิดที่อยากให้เด็กได้เรียนรู้วิธีการปลูกผัก และเน้นการปลูกผักที่บ้าน นำผักที่ปลูกไว้เก็บมาให้พ่อแม่ได้กินด้วย นักเรียนจะเกิดความภาคภูมิใจ และรู้สึกเป็นเจ้าของแปลงผักในครัวเรือตน และครูไปเยี่ยมชมแปลงผักถึงที่บ้านด้วย เป็นกุศโลบายที่สอนให้นักเรียนได้พึ่งตนเอง มีเงื่อนไขวว่าหากครูไปเยี่ยมแล้วไม่เห็นแปลงผัก แสดงว่าครอบครัวนั้นเป็นครอบครัวที่มีฐานะทางการเงินค่อนข้างดี ทางโรงเรียนจะไม่สนับสนุนทุนการศึกษาให้แก่เด็กที่ไม่ปลูกผักในครัวเรือน

ฐานเรียนรู้ที่ ๘ ป ปลา พอเพียง  กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมการเลี้ยงปลา โดยทำเป็นบ่อทดลองเลี้ยงในโรงเรียน และสนับสนุนให้นักเรียนนำพันธุ์ปลาไปเลี้ยงที่บ้าน

นอกจากนี้กิจกรรมการเรียนรู้ ๘ กิจกรรมฐานเรียนรู้นี้ ยังมีกลุ่มชมรมต่างๆในโรงเรียนนี้มากมายกว่า ๒๐ ชมรม ให้นักเรียนได้เรียนรู้ตามอัธยาศัยและกิจกรรมการเรียนรู้ทุกอย่างที่นี่ ถูกผนวกไว้เป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงที่ไม่ได้เน้นแต่คิดเรื่องรายได้อย่างเดียว เพราะมองถึงมิติด้านสังคม ก็เป็นส่วนสำคัญของแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงด้วย

ผอ.ธีระวัธน์ เสริมแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงแบบชำฆ้อว่า

“เศรษฐกิจพอเพียงไม่เพียงแต่เน้นในมิติเศรษฐกิจแต่เพียงมุมเดียว

เรามองในมุมของสังคมไปด้วย เราน่าจะปรับด้านนี้ก่อน

พร้อมทั้งพัฒนาในมิติด้านอื่นๆไปด้วย ต่อมาจึงค่อยๆเข้าใจ หลัก ๓ ห่วง ๓ เงื่อนไข

คือหลักคิด หลักปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้กับวิธีการต่างๆที่เราทำ

ส่วน ๒ เงื่อนไขนั้น ความรู้และคุณธรรมก็ต้องวิเคราะห์ว่าในแต่ละกิจกรรม

เราจะใช้เงื่อนไขความรู้อะไร

และมีหลักยึดหลักคุณธรรมที่สอดแทรกอยู่ในกิจกรรมนั้นมีอะไรบ้าง

แล้วเราจะตีความตามหลักปรัชญาเศษฐกิจพอเพียงได้อย่างไร? จากกิจกรรม”

 

 

 

 

 


 

โรงเรียนชำฆ้อพิทยาคม

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาระยอง เขต ๒

ต.ชำฆ้อ อ.เขาชะเมา จ.ระยอง

 

 

จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร

๒๕ กรกฏาคม ๒๕๕๒