เล่มนี้ ..อ.แหวว strongly recommend ..ติดตาม-ตามคำแนะนำ ..หุๆ อ่านจบแล้วก็ตระหนักรู้ ..ความรู้พื้นฐานของฉัน มัน completely forget จริง ๆ
บุคคล
-
สิ่งที่สามารถมีสิทธิและหน้าที่ได้ตามกฎหมาย
-
สามารถมีสิทธิและหน้าที่อยู่ตราบนั้น ไม่มีสิ่งใดจะพรากสภาพบุคคลไปเสียได้ เพราะสภาพบุคคลเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับมนุษยชาติ
-
สมัยโบราณที่มีการใช้ทาส คนที่เป็นทาศไม่ถือว่าเป็นบุคคล ไม่มีสิทธิครอบครัวหรือในกองทรัพย์สิน ถือเป็นสิ่งของ, อยู่ใต้กรรมสิทธิ์ของนายผู้เป็นเจ้าของเดียวกับสัตว์
-
บุคคล หมายถึง นิติบุคคลด้วย
-
บุคคลธรรมดา ได้แก่มนุษย์ทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง เด็กหรือผู้ใหญ่ และไม่จำเป็นที่ผู้นั้นจะต้องมีสิต รู้สึกผิดชอบ หรือมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดจึงจะถือว่าเป็นบุคคล เด็กที่เกิดใหม่หรือคนวิกลจริต ก็ถือว่าเป็นบุคคล มีสิทธิและหน้าที่ตามกม. หากแต่ว่าถูกจำักัดในการใช้สิทธิบางประการซึงผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาล จะเ็ป็นผู้กระทำการแทน
สิ่งที่ได้แก่สภาพบุคคล
1. ชื่อ
-
บ่งชี้ตัวบุคคล
-
โดยชื่อและชื่อสกุล, ชื่อฉายา/ชื่อแฝง
-
การได้มาซึ่งชื่อบคุคคล เป็นไปตามมาตรา 5 พรบ.ชื่อบุคคล 2508 "ผู้มีสัญชาติไทย ต้องมีชื่อตัวและชื่อสกุล", ชื่อสกุล ตามมาตรา 4 หมายความว่าเป็นชื่อประจำวงศ์สกุลที่สืบเนื่องแต่บิดาถึงบุตร
-
นักกม.บางท่านเห็นว่า "ชื่อบุคคลนั้นเป็นครื่องหมายแสดงการสืบสายโลหิต" แต่อาจไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป (เช่นกรณีเด็กที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ ย่อมไม่ได้แสดงความสัมพันธ์กับการสืบสายโลหิตแต่อย่างใด) อย่าไงรก็ดี ความสำคัญอีกอย่างคือ เป็นสิ่งที่เผยหรือแสดงสถานะของบุคคลในครอบครัวและสังคม หรือเป็นลูกกุญแจแห่งสภาพบุคคลนั้นเอง
-
สามารถบ่งและแสดงถึงสภาพแห่งบุคคล
-
เป็นส่วนประกอบอันสำคัญเช่นเดียวกับภูมิลำเนา สถานะ ความสามารถเเป็นของที่ได้มาแต่กำเนิดและพร้อมกันนั้น เป็นเครื่องกำหนดตัวบุคคลให้รู้ว่าใครเป็นใครไม่ให้ปะปนสับสนกัน
-
การคุ้มครองชื่อบุคคล ตามม.18 ปพพ. :"สิทธิของบุคคลในอันที่จะใช้นามอันชอบที่จะใช้ได้นั้น ถ้ามีบุคคลอื่นโต้แย้งก็ดี หรือบุคคลเจ้าของนามต้องเสียประโยชน์ เพราะการมีผู้อื่นมาใช้นามเดียวกันโดยมิได้รับอำาจให้ใช้ก็ดี ผู้เป็นเจ้าของนามจะเรียกให้บุคคลอื่นระงับการใช้ก็ได้
2. ภูมิลำเนา
-
ประโยชน์ของภูมิลำเนา: มิได้หมายความว่าบุคคลจะใช้สิทธิของตน (ซื้อขาย ให้) ไ้ด้แต่เฉพาะ ณ ภูมิลำเนาของตน, ยังมีประโยชน์ในแง่ของเขตอำนาจศาล, การชำระหนี้, เรื่องสาบสูญ, สิทธิเลือกตั้งหรือรับสมัครเลือกตั้ง
-
ในประเทศฝรั่งเศส เดิม-ภูมิำลำเนา มีความสำคัญมาก อาทิ การสมรส การรับบุตรบุญธรรม ต้องกระทำ ณ ภูมิลำเนาของคู่กรณี
-
ความเปลี่ยนแปลง ทำให้มนุษย์กลายเป็นผู้แปรสถานที่ไปๆ มาๆ เสมอ ความสัมพันธ์กับสถานที่อันเป็นแหล่งอันสำคัญจึงหย่อนความลงไป
-
การกำหนดภูมิลำเนา :
-
หลัก-การเลือกหาถิ่นที่อยู่อันถือเป็นภูมิลำเนาของบุคคล โดยหลักย่อมทำได้ตามใจอิสระ
-
ภูมิลำเนา: หนึ่ง-ถิ่นอันบุคคลนั้นมีสถานที่อยู่อันเป็นแหล่งสำคัญ = ที่อยู่ที่บุคคลพักอาศัยโดยลำพัง หรือกับครอบครัว/ที่ทำงาน สอง-ถิ่นที่อยู่, สาม-กรณีพบทีไ่หน ให้ถือว่าถิ่นนั้นเป็นภูมิลำเนา
-
บุคคลบางประเภท ที่กม.กำหนดภูมิลำเนาให้เอง : หญิงมีสามี (เดิม), ผู้เยาว์และคนไร้ความสามารถ, ข้าราชการ
-
-
การเปลี่ยนภูมิลำเนา-เปลี่ยนได้ ด้วยการย้ายถิ่นที่อยู่พร้อมด้วยเจตนาจงใจว่าจะเปลี่ยนภูมิลำเนา
-
การพิสุจน์การเปลี่ยนภูมิลำเนา: การแจ้งย้าย, โดยปริยายด้วยการกระทำต่างๆ ตามพฤติการณ์ต่างๆ
-
3. สถานะบุคคลและการจดทะเบียนสถานะบุคคล
-
สถานะบุคคลคืออะไร (status ในกม.โรมัน)
-
คือฐานะหรือตำแหน่งซึ่งบุคคลดำรงอยู่ในประเทศชาติ ในครอบครัว
-
เป็นบ่อเกิดแห่งสิทธิและหน้าที่ของเขา บุคคลใดมีสถานะใด ก็มีคุณสมบัติทางกฎหมาย คือสิทธิ หน้าที่ หรือสามารถใช้สิทธิและปฏิบัติหน้าที่ตามที่กม.กำหนดไว้สำหรับบุคคลที่มีสถานะนั้น เช่น
-
ด้านการเมือง (status civitatis) บุคคลอาจอยู่ในสถานะคนไทยหรือคนต่างด้าว ผลทางกม. คือ สิทธิและหน้าที่จะแตกต่างกัน คนต่างด้าวไม่มีสิทธิทางการเมือง ไม่ต้องรับราชการทหาร,อาชีพบางอย่างสงวนไว้เฉพาะคนไทย,
-
ด้านครอบครัว (status familoe) สถานะบุคคลด้านเพศ อายุ การสืบสายโลหิต การเกิด ตาย สมรส หย่า รับบุตรบุญธรรม ฯลฯ ล้วนมีผลทางกม. ต่อการเกิด หรือเปลี่ยนแปลงสถานะของบุคคล ซึ่งแต่ละสถานะย่อมมีผลทำให้บุคคลนั้นมีสิทธิและหน้าที่ต่างๆ กัน อาทิ เพศหญิงไม่ต้องรับราชการทหาร, อายุ, บิดามีอำนาจปกครองบุตร, การเกิดทำให้มนุษย์มีสภาพบุคคล, การตายคือตรงกันข้าม, การสมรสทำให้เกิดสถานะสามี ภริยา, การหย่าคือการสิ้นสุดสถานะสามี ภริยา, การรับบุตรบุญธรรม ทำให้คนนั้นมีสถานะอย่างบุตรชอบด้วยกม.
-
-
สถานนะต่างกับความสามารถ
-
สถานะบุคคล เป็นเครื่องบอกความสามารถในการใช้สิทธิและปฏิบัติหน้าที่ตามกม.ของบุคคล :คนไร้ความสามารถ, เสมือนไร้ความสามารถ ในทางกลับกัน การรู้ความสามารถในการใช้สิทธิและหน้าที่ของคนๆ หนึ่ง ไม่ทำใ้ห้เรารู้ถึงสถานะบุคคลของบุคคลนั้น
-
มนุษย์เราทุกคนย่อมมีสภาพบุคคล ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ แต่มีบุคคลบางพวกซึ่งไม่มีความสามารถในการใช้สิทธิและปฏิบัติหน้าที่ของตน ต้องมีคนทำแทนทุกอย่าง เช่น เด็ก
-
มีเหตุบางอย่าง ที่มีผลกระทบกระเทือนถึงความสามารถของบุคคล แต่ไม่เกิดผลแต่อย่างใดต่อสถานะของบุคคลนั้น ทางครอบครัวเลย อาทิ คนวิกลจริต ทำกิจการต่างๆ ด้วยตนเองไม่ได้ ต้องมีผู้อนุบาล แต่สถานะทางครอบครัว เช่น พ่อแม่ ลูก ยังคงอยู่เหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง
-
-
ความสำคัญของการจดทะเบียนการอันเกี่ยวด้วยกับสถานะบุคคล การลงทะเบียนหรือการจดทะเบียนการต่างๆ ที่ก่อหรือเปลี่ยนสถานะของบุคคลนั้น ย่อมมีประโยชน์มาก เพราะทะเบียนสถานะของบุคคลมีไว้เพื่อแจ้งให้ประชาชน และแม้แต่ตัวผู้ที่ได้จดทะเบียนนั้นเอง รู้ ถึงสถานะของบุคคลแต่ละบุคคลที่ดำรงอยู่ ทำให้รู้ว่า อายุเท่าไร เพศอะไร โสดหรือไม่ จำนวนผุ้มีสิทธิลงคะแนนเสียง
กม.เกี่ยวกับการจดทะเบียนสถานะบุคคล ก่อนหน้าปี 2499 ไม่มีกม.วางบทบัญญัติเรื่องทะเบียนสถานะบุคคล (การเกิด การตาย) เอาไว้ในฉบับเดียวกัน, การจดทะเบียนสถานะทั้งหมด ที่ปรากฎในปพพ. กำหนดให้จด คือ สมรส หย่า เพิกถอนการสมรส การรับบุตรบุญธรรม การรับรองบุตร ฯลฯ
ลักษณะสำคัญของทะเบียนสถานะบุคคล
ต้องครบถ้วน ก่อน ปพพ. บรรพ 5 (1 ตุลาคม 2478) มีการจดทะเบียนสถานะบุคคล แค่ 2 อย่างคือ เกิดและตาย อย่างอื่นไม่มี หากอยากรู้ต้องสืบสวนเอง แต่นับจากมีการประกาศใช้บรรพ 5 คือว่าด้วยครอบครัวและพรบ.จดทะเบียนครอบครัว 2478 การต่างๆ ที่ก่อ/เปลี่ยนแปลงสถานะบุคคล (สมรส, เพิกถอนการสมรส, หย่า, รับรองบุตร, รับบุตรบุญธรรม, ฯลฯ) ต้องจดทะเบียน
ต้องรวมอยู่ในที่เดียวกัน เพื่อความสะดวกในการค้นหาสถานะบุคคลได้ครบถ้วน
ต้องเปิดเผย : เพื่อทราบถึงสถานะุของการบุคคลหนึ่งๆ ว่ามีอยู่อย่างไร สามารถใช้สิทธิและปฏิบัติหน้าที่ได้เพียงไหน เดิม วัตถุประสงค์ของการวิธีการจดทะเบียนสถานะบุคคลหายไป ต่อมาจึงมีการกำหนดลักษณะการเปิดเผยของทะเบียนไว้ด้วย (ทะเบียนคนเกิดตาย, ทะเบียนสถานะแห่งครอบครัว ต่อมาเพิ่ม การสมรส หย่า การเพิกถอนการสมรส การรับบุตรบุญธรรม การเลิกรับฯ การรับรองบุตร)
เรื่องพวกนี้ มีคนศึกษาน้อยมากในประเทศไทย เข้าใจกันน้อยมาก อ.แหววต้องสนใจเพราะเรียนกฎหมายขัดกัน ในกฎหมายขัดกันว่าด้วยบุคคล มันต้องอ่านหลักกฎหมายขัดกันสากล จึงพบอะไรแปลกๆ ที่ไม่ได้เรียนในประเทศไทย แต่ตอนที่กลับมาจากฝรั่งเศสใหม่ๆ ไม่มีงานทำ อ.สุดาแนะนำให้อ่านหนังสือไทยใหม่ เน้นอ่านงานต้องที่สร้างระบบกฎหมายไทยในยุคที่ลูกศิษย์ฝรั่งมาสร้างระบบกฎหมายไทย เราจะเข้าใจลึกซึ้งว่า จุดเชื่อมระหว่างฝรั่งกับไทยอยู่ตรงไหน
ด้วยความเคารพ การอ่านจากหนังสือที่ลอก common Law มา แล้วเชื่อแบบไม่สงสัย จะอันตรายมาก
แต่จบแค่นั้นไม่ได้ ต้องตรวจสอบด้วยความเข้าใจในสมัยใหม่ การเข้าสู่ International Community โดยเฉพาะ การเข้าสู่ European Organization ของนานารัฐยุโรปทำให้ระบบกฎหมายฝรั่งเปลี่ยนรูปให้สอดคล้องกับ Modernism
แนะนำให้ไปหา ICCPR อ่าน และค้นหาข้อบทที่ UN พยายามที่จะบังคับให้รัฐแสดงการรับรอง (Recognition) ต่อนิติสัมพันธ์ทางบุคคล ทางหนี้ และทรัพย์สิน กล่าวคือ นิติสัมพันธ์ทางแพ่ง ที่จำเป็นต้องได้รับการเคารพซึ่งเสรีภาพ ความมีอยู่ และการบังคับตามสิทธิ
คำถามต่อไปสำหรับด๋าวและโก๋ ก็คือ กฎหมายระหว่างประเทศรองรับ Personality of Natural Person อย่างไร ? โดยเฉพาะ ICCPR
เข้าใจหรือยังว่า ทำไมให้มาทำงานเป็นอนุกรรมการจัดทำร่างรายงาน ICCPR เรื่องคนชายขอบในประเทศไทย
การที่คนมอญอยากมีนามสกุลน่ะ เป็นอำนาจของรัฐหรือสิทธิของบุคคล การที่รัฐไทยไม่ยอมให้เขาเปลี่ยนแปลงชื่อในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย จึงเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ
การที่รัฐไทยไม่ยอมรับให้หมาเบิ้มเปลี่ยนชื่อจนกระทั่งได้สัญชาติไทยล่ะ ผิดไหม ?
การที่รัฐไทยไม่ยอมรับจดทะเบียนสมรสล่ะ ?
การที่รัฐไทยไม่ยอมชดเชยค่าเสียหายจากการทำงานที่นายทุนมีตามกฎหมาย โดยไม่มีเหตุผล ก็คงเป็นความผิดที่ สปส. ต้องตอบให้ดีแล้วค่ะ เรื่องที่สองที่มาถึง หลังจากเรื่องของนางหนุ่มไหมแสง
คำตอบต่อคำถามพวกนี้ ลองหาดูค่ะ มีคนพยายามตอบไหม
เรื่องสิทธิในการรับส่งเงินทางธนาณัตินะคะ เงินเป็นทรัพย์สิน เป็นสิทธิของมนุษย์ แต่บริษัทไปรษณีย์เป็นบริการสาธารณะที่รัฐไทยต้องให้บริการมนุษย์ มิใช่หมา ดังนั้น ถ้าคุณจะไม่ให้บริการชาวเขานั้น เป็นเพราะอะไร เป็นเพราะเขามิใช่บุคคลตามกฎหมายหรือคะ ความเป็นบุคคลตามกฎหมายนั้น กรมการปกครองเป็นคนตัดสินหรือคะ คำตอบที่จะไม่จ่ายเงินตามธนาณัตินั้น บริษัทไปรษณีย์ต้องอธิบายให้ดีเลยล่ะ ถ้าเป็นปัญหา Identification of personality ล่ะ ก็พอฟังได้ แต่ถ้าคิดว่า ไม่จ่ายเพราะเข้าใจว่า เขาไม่มีสิทธิในเงิน และสิทธิในทรัพย์สินนี้ขึ้นอยู่กับอำเภอใจของกรมการปกครองล่ะเวรกรรมเลยล่ะ
อ.ด๋าวและ อ.โก๋ คะ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ส่งแนวความคิดมาให้คิด เราก็ต้อง "ตั้งใจ" คิด และเผยแพร่สิ่งที่คิดได้ และดูเหมือนพระองค์จะส่ง "กองทัพคน" มาช่วยท่านอาจารย์ทั้งสอง แต่ดูเหมือน ท่านทั้งสองก็จะไม่ตระหนักในน้ำพระทัยดีของพระองค์ท่าน
อ.ด๋าวเอง ก็ไม่ตระหนักในภาระกิจอันศักดิ์สิทธิที่จะเป็นผู้ให้ความรู้ต่อสังคม บาปกรรมจึงตามทันอย่างไม่ลดละ พระเจ้าจึงไม่อวยพรให้ก้าวข้ามอุปสรรคอย่างราบรืน ต้องทำโทษกันบ้าง
เจ้าต้องเขาฝากมาบอกค่ะ .... ฮิฮิ...... (แอบอ้าง)
แต่ อ.แหววเชื่อว่า สิ่งศักดิ์สิทธิมีจริง หากเราเอามนุษย์นิยมเป็นตัวตั้งของชีวิต พระเจ้าจะอวยพรเราค่ะ
เดินหน้า อ่านๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ต่อค่า
เธอจะถูกพระเจ้าส่ง "มาร" มาผจญเธออีกมาก เธอคอยดูซิ
ถ้าอาจารย์แม่นเหมือน
เทพธิดาพยากรณ์
มันจะเป็นอนาคตที่น่ากัวมั่กๆๆอะค่ะ
love love อ.ค่ะ
ว้าว อ่านบทลงท้ายของ อ.แหวว แล้ว
ไม่น่าเชื่อ นึกว่ากำลังฟังคุณพ่อเทศน์อยู่ในโบสถ์
แต่อ.แหวว ก็ทำภารกิจพิเศษนี้จาก "สิ่งศักดิ์สิทธิ์" มานานแล้ว
ฉะนั้น พี่ด๋าวเชื่อเถอะ อ.แหววพูดไม่เคยผิดอยู่แล้ว
เตรียมสะสมกำลังภายในไว้รับมือนะคะ
เอาใจช่วยค่ะ
โอ๊ะโอ ..ดีใจจริง
ได้ยินเสียงต้อง (่ผ่านตัวหนังสือ)
คิดถึงนะคะ
คิดถึง