ชุมชนมีสถานะที่เป็นส่วนหนึ่งกับมหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยก็เป็นส่วนหนึ่งกับชุมชน

 

 

ในขณะที่หลายคนกำลังสนุกสนานกับการเข้าร่วมกิจกรรม “สงกรานต์ร่วมใจมหาวิทยาลัยกับชุมชน”  ผมกลับพยายามแทรกซึมเข้าสู่กิจกรรมต่างๆ เพื่อสังเกตการณ์  ประเมินผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด 

          ขณะเดียวกันก็ยังคงต้องทำหน้าที่ดูแลให้คำปรึกษาแก่ทีมงาน  ทั้งในระดับนิสิตและเจ้าหน้าที่  เช่นเดียวกับบางครั้ง  ก็จำต้องแสดงบทบาทในฐานะการกำกับดูแลไปในตัว 

          ก่อนกิจกรรมจะมีขึ้นนั้น  ผมได้ย้ำถึงหลักการเรียนรู้อีกประการหนึ่งอย่างชัดเจนแก่นิสิต  นั่นคือ  การเรียนรู้กระบวนการทำงานร่วมกันร่วมกันระหว่าง “นิสิตกับชุมชน”
         
เป็นต้นว่า การร่วมคิดร่วมวางแผน-กำหนดรูปแบบ  การประสานงาน  การบริหารจัดการ  รวมถึงการย้ำชัดว่า งานครั้งนี้  ชุมชนไม่ใช่มาในฐานะผู้มาเยือน  หากแต่มาในฐานะเจ้าบ้าน และเจ้าภาพของกิจกรรม 

ดังนั้น  ในแต่ละภาคส่วนของกิจกรรม  จึงเป็นการแบ่งความรับผิดชอบกันไปตาม “เนื้องาน”  โดยแต่ละฝ่ายร่วมบริหารจัดการไปตามกรอบงานที่ร่วมกำหนดขึ้น  ไม่มีใครเป็นพระเอก พระรอง ไม่มีใครเป็นนางเอก นางรอง
         
แต่ทุกคนเป็นพระเอกและนางเอก เท่าๆ กัน 

และนั่นคือ นัยสำคัญของการสอนให้นิสิตได้เรียนรู้การให้เกียรติต่อสถานะของชุมชน และการฝากนัยสำคัญถึงชุมชนว่า “ชุมชนมีสถานะที่เป็นส่วนหนึ่งกับมหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยก็เป็นส่วนหนึ่งกับชุมชน”
 

 

 

ปราชญ์ชาวบ้านนำลูกหลานในชุมชนก่อพระทรายสืบสานประเพณี


แรกเริ่มของการคิดนั้น  ผมและทีมงานตั้งใจให้กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่ไม่มีพิธีการอะไรมาก  แต่พอท่านผู้ว่าราชการจังหวัด  ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิด  บางสิ่งบางอย่างจึงจำต้องปรับแต่งให้เป็นทางการขึ้น  

          แต่ถึงกระนั้น  ผมก็ยังยืนยันในหลักการของแนวคิดที่เน้นให้เห็น “พระเอกและนางเอก”  ของงานนี้โดยแท้จริง  นั่นคือ แทนที่ท่านอธิการบดีจะเป็นผู้กล่าวรายงาน ก็มอบให้นายกองค์การนิสิตเป็นผู้กล่าวรายงานต่อท่านผู้ว่าราชการจังหวัด          
         
ส่วนนายกเทศบาลตำบลทั้งสองแห่ง ก็ขึ้นเวทีกล่าวทักทายอย่างมีตัวตน
         
        
ขณะที่ท่านอธิการบดี ก็เป็นผู้แทนของมหาวิทยาลัยในการกล่าวทักทายด้วยเช่นกัน
         และก็
เป็นที่น่ายินดีว่า  ท่านพ่อเมืองฯ  ไม่เพียงทำหน้าที่ของการเป็นประธานในพิธีเปิดเท่านั้น  หากแต่ยังทำหน้าที่เป็น “พ่อเมือง” ที่คอยอบรมสั่งสอนแก่ “ลูกบ้าน” ได้ตระหนักถึงความเป็นวัฒนธรรมอันดีงามของเมืองไทย  และยังบรรยายให้ทุกคนได้รับรู้ถึงความเป็นมาของสงกรานต์อย่างละเอียดละออ

 

 

ผู้ว่าราชการจังหวัดฯ อธิการบดี และผู้นำชุมชนร่วมปล่อยนกตามวิถีความเชื่อของคนไทย

 

  

         พอเสร็จสิ้นจากพิธีเปิด  คณะผู้บริหารทั้งหมด ทั้งจากจังหวัด มหาวิทยาลัยและชุมชน  อันประกอบด้วย  อธิการบดี รองอธิการบดี  อาจารย์อาวุโส  นายกเทศบาลฯ  ประธานสภาเทศบาลฯ  กำนัน ก็ร่วมกันทำพิธีปล่อยนก  และสรงน้ำพระพุทธรูปองค์ประธาน รวมถึงการที่อธิการบดีนำผู้คนเข้าสรงน้ำ “พ่อเมือง” และ “ผู้สูงอายุ” จากหมู่บ้านต่างๆ อย่างอบอุ่น          
        
ฟากนิสิตก็ทยอยเข้ารดน้ำดำหัวเป็นทิวแถว  มีการมอบของชำร่วยให้กับผู้สูงอายุอย่างถ้วนทั่ว  พร้อมๆ กับการน้อมรับพรให้ชีวิตสุขกาย สบายใจ- 
       
มองดูแล้วก็พลอยอิ่มอุ่นใจไปด้วย 
       
เพราะนั่นคือ  ภาพชีวิตอันงดงามที่ยังหลงเหลือในความเป็นสงกรานต์และวันขึ้นปีใหม่ ท่ามกลางยุคสมัยอันแดกดิบ และร้อนเร่ง จนแยกแยะไม่ออกว่า อะไรคือความเป็นไทย          
        และอะไรคือวัฒนธรรมใหม่ที่กำลังรุกคืบ จนยากยิ่งต่อการฝืนทาน
...

  

 


ผู้ว่าราชการจังหวัดมอบประกาศนียบัตรแก่วิทยากรด้านการตบปะทายและการทำขนมไทย

        

อย่างไรก็ดี  ในช่วงที่กิจกรรมดำเนินไปเรื่อยๆ นั้น  ผมมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนพูดคุยกับหลายๆ คน  ทั้งที่เป็นนิสิต ชาวบ้าน ผู้บริหารจากมหาวิทยาลัยและผู้บริหารจากชุมชน  
         สำหรับสาระหลักๆ ของการพูดคุยและแลกเปลี่ยนกันนั้น  ทุกคนเห็นด้วยกับการหลงหลักปักฐานให้มีกิจกรรมทนี้เกิดขึ้นในทุกๆ ปี  เป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชน  ไปพร้อมๆ กับการสร้างองค์ความรู้ในเรื่องการอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมดั้งเดิมของสังคมไทย            
        
รวมถึงการจัดเวทีให้เห็นถึงภาพชีวิตของการเล่นสงกรานต์ของชุมชนท่าขอนยางในแบบวิถี “ญ้อ”  ที่อพยพข้ามฟากมาจากประเทศลาว 
        
เช่นเดียวกับการกระตุ้นให้ชุมชนขามเรียง ได้ศึกษาถึงตัวตนทางวัฒนธรรมของตนเองไปในตัว   โดยไม่ลืมที่จะสร้างกระบวนการของการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างคนต่างวัย  ทั้งที่เป็นปราชญ์ชาวบ้าน  นักวิชาการจากมหาวิทยาลัย  เยาวชนในหมู่บ้านและนิสิตมหาวิทยาลัย เป็นต้น



การแสดงพิธีเปิดโดยวงโปงลางจากโรงเรียนสารคามพิทยาคม

 

ส่วนทิศทาง หรือรูปแบบจะเป็นเช่นไรนั้น  ทุกคนเห็นร่วมว่า  ควรมีเวทีพูดคุยกันอย่างจริงจังในโอกาสต่อไป  เพื่อให้กิจกรรม “สงกรานต์”  ในปีหน้า เป็นมหกรรมทาง “วัฒนธรรม”  อย่างที่ควรจะเป็น 
         
นั่นเป็นประเด็นโดยกว้างๆ ที่ผมมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง 
         
ถึงแม้ประเด็นที่แลกเปลี่ยนกันนั้น  จะยังไม่ปรากฏเป็นรูปธรรมมากเท่าใดนัก  แต่ก็ถือว่าไม่ถึงกลับขี้เหร่เสียทั้งหมด  เพราะอย่างน้อย  ก็ได้เห็นมิติของการเริ่มต้นแบบ  “มีส่วนร่วม”  ของทุกภาคฝ่าย 
         
อีกทั้งบางประเด็นก็เป็นที่น่ายินดียิ่งนัก  เพราะมีการกำหนดเป็นนโยบายเป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นกัน  นั่นคือ  ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชนในการที่จะอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมและประเพณีไทยร่วมกัน 
         
อาทิ   บุญบั้งไฟ  ไหลเรือไฟ  บุญมหาชาติ  เข้าพรรษา ถวายเทียนพรรษา  พัฒนาเทศบาล ฯลฯ
         
ทั้งหมดนั้น  เป็นประเพณีนิยมที่ชุมชนมีขึ้นในทุกปี  แต่มหาวิทยาลัยจะก้าวเข้าไปเป็นส่วนร่วมอย่างสนิทแน่น  ทั้งในมิติของนิสิต และมิติของบุคลากรของมหาวิทยาลัยฯ

 

และท้ายที่สุดนั้น  ในช่วงที่นิสิตกำลังเก็บข้าวเก็บของอยู่นั้น ผมเองก็มีโอกาสได้แลกเปลี่ยนอย่างเป็นกันเองกับผู้บริหารท่านหนึ่ง  โดยหลักๆ เป็นเรื่องเกี่ยวกับกระบวนการ “ต่อยอดความคิดสู่พันธกิจทางสังคม”  ผ่านกิจกรรมสงกรานต์ที่เพิ่งยุติลง         
        
โดยหลักๆ ท่านสอบถามว่า ทำอย่างไรนิสิตถึงจะถ่ายโยงองค์ความรู้นี้ไปสู่คณะกรรมการดำเนินงานชุดใหม่ได้  เพราะ
หากไม่มีกระบวนการจัดการที่ชัดเจน  ก็เป็นที่น่าเสียดายว่า  สิ่งดีๆ ที่เริ่มต้นไว้ในวันนี้ อาจไม่ได้รับการต่อยอด และหล่นหายไปอย่างน่าเสียดาย

ผมเองก็อยู่ในอาการล้าสมอง  นึกคิดอะไรไม่ออก-ถึงนึกออกก็เป็นติดๆ ขัดๆ  ภาพที่เห็นก็เป็นแบบไม่ประติดประต่อ  เลือนลาง ราวกับกำลังอยู่ในอาการของคนเมาหมัดก็ไม่ปาน

แต่ก็ฝืนตอบคำถามท่านแบบพื้นๆ ไปว่า

-         เสร็จงานแล้ว  จะกระตุ้นให้มีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันระหว่างคณะทำงานที่เป็นนิสิตและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง รวมถึงชุมชนด้วยเช่นกัน

-         เสร็จแล้ว  จะกระตุ้นให้มีการเขียนเป็น “คู่มือ” ปฏิบัติงานในเรื่องนี้ให้ชัดเจน  ทั้งในมิติของรูปแบบและมิติของการทำงานร่วมกับชุมชน

-         เสร็จแล้ว  จะกระตุ้นให้มีการผลิตเป็นสื่อ หรือนวตกรรมต่างๆ เน้นการเผยแพร่ไปยังภาคส่วนต่างๆ

 

ผู้สูงอายุจากหมู่บ้านต่างๆ  จำนวนเกือบร้อยคน นั่งรอการรดน้ำดำหัวจากลูกหลาน

ครับ- ผมเน้นคำว่า “กระตุ้น”  มากกว่าการใช้คำว่า “กำหนด”  เพราะผมคิดว่าการกำหนดนั้น ดูเป็นการบังคับมากจนเกินไป 
ผมไม่อยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง รู้สึกเหมือนกำลังถูกต้อนเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้มากจนอึดอัด - ไม่มี “ความสุข” 

และรู้สึกเหมือนกำลังถูกบังคับให้ต้องสรุปความเป็น “วันนี้” เพื่อ “วันหน้า” มากจนเกินไป
โดยที่ผมอยากให้มีกระบวนการเหล่านี้บนพื้นฐานของ “ความพร้อม”  มากกว่าการถูกบังคับชักลาก 

พร้อมด้วยภาวะของการ “ตระหนัก”  ในการทำหน้าที่  และพร้อมด้วยการเห็นความสำคัญของการ “ต่อยอดความคิดสู่พันธกิจของสังคม”

และท้ายที่สุดนั้น  ผมก็หลุดปากเปรยออกไปแบบพื้นๆ ตื้นๆ อีกรอบว่า

-         บางที ก่อนจะขออนุมัติโครงการนี้  ผมจะจัดให้คณะทำงานได้มานั่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันสักยกใหญ่ๆ ...เปิดโอกาสให้ปราชญ์ชาวบ้านและนักวิชาการในมหาวิทยาลัยได้มาร่วมแลกเปลี่ยนในประเด็น “ความเป็นไทยในสงกรานต์”  ทั้งในมิติอดีต และสภาพการณ์ปัจจุบันที่เลื่อนไหลไปสุดกู่

-         เสร็จแล้วก็ค้นหาตัวตนของชุมชนในบริบทของ “สงกรานต์”

-         จากนั้น  จึงมอบให้คณะทำงาน  นำต้นทุนที่ได้จากเวทีดังกล่าว  ไปเขียนเป็นโครงการร่วมกัน

 

 
พระพุทธรูปประจำคณะถูกนำออกมาร่วมขบวนแห่เพื่อทำพิธีสรงน้ำ

แน่นอนครับ  ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง  ก็คงได้เห็นสงกรานต์ที่เป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชนอย่างแท้จริง 

เป็นสงกรานต์ที่เกิดกระบวนการของการกำหนดวาทกรรมทางวัฒนธรรมแบบมีส่วนร่วม

          เป็นสงกรานต์ที่เกิดจากกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของภาคฝ่ายต่างๆ  และเกิดจากการต่อยอดความคิดสู่พันธกิจทางสังคมแบบง่ายๆ ..

          สนุกแบบได้สาระ

หรือ  บันเทิง เริงปัญญา ....นั่นเอง