เคยให้นักเรียนเขียนเรียงความเรื่อง “ครอบครัวของฉัน” เมื่อนักเรียนเขียนเสร็จคุณครูมาอ่าน ก็ได้เห็นความจริงที่เป็นโศกนาฎกรรมชีวิตของเด็กตัวน้อยๆที่เขาแสดงความรู้สึกเต็มที่ลงตัวอักษร เขียนเป็นเรื่องราว อ่านแล้วเศร้า สลด จิตตกเหมือนละครชีวิตเรื่องเศร้า จึงเลิกให้เขียน

>>> บันทึกก่อนหน้า "ปลูกต้นกล้าจิตอาสา" ที่โรงเรียนหนองตาบ่ง กาญจนบุรี

 (๒)

 

ถามว่า “โรงเรียนขาดอะไร? 

ผอ.วิวรรธน์ วรรณศิริ  ผอ.โรงเรียนหนองตาบ่ง บอกผมว่า มีหลายต่อคนพยายามถามคำถามนี้กับทางโรงเรียนเพื่อที่จะให้การช่วยเหลือ  และคำตอบที่ตอบทุกครั้งก็คือ “โรงเรียนนี้ขาดความรัก”

  

เรื่องนี้มีที่มาครับ ทำไมถึงขาดความรัก???  และเมื่อขาดความรักจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องหา “ความรัก” มาเติมเต็ม

  

“เคยมีเด็กๆนักเรียนเดินเข้ามาขอโอบกอดคุณครู” ผอ.เปรยขึ้นก่อนที่จะเล่าเรื่องราวอื่นๆต่อ  

“ผมก็คิดว่า ถึงคราวิกฤตแล้ว เด็กๆ ขาดความรัก ขาดความอบอุ่น ...ถึงเวลาที่จะต้องเยียวยาปัญหานี้”

  

เด็กหนี่งในสามที่นี่ ไม่พร้อมทางด้านครอบครัว เช่น พ่อแม่แยกทาง เสียชีวิต และปัญหาทางเศรษฐกิจ ทำให้เกิดปรากฏการณ์ครอบครัวแตกแยก ส่งผลกระทบต่อการเรียน ไม่มีสมาธิ ขาดความเอาใจใส่ พฤติกรรมก้าวร้าว ถ้าปล่อยไว้ปัญหาอื่นๆก็ตามมา

  

เคยให้นักเรียนเขียนเรียงความเรื่อง “ครอบครัวของฉัน” เมื่อนักเรียนเขียนเสร็จคุณครูมาอ่าน ก็ได้เห็นความจริงที่เป็นโศกนาฎกรรมชีวิตของเด็กตัวน้อยๆที่เขาแสดงความรู้สึกเต็มที่ลงตัวอักษร เขียนเป็นเรื่องราว อ่านแล้วเศร้า สลด จิตตก น้ำตานองเหมือนชมละครชีวิตเรื่องเศร้า จึงเลิกให้เขียน

  

ผมถามต่อว่า “โรงเรียนคิดแก้ไขปัญหานี้อย่างไร?

  

ผอ.วิวรรธน์ บอกว่า “เราได้ประชุมกันในกลุ่มคณะครู และผู้ปกครองนำปัญหานี้มาพูดคุย เล่าเรื่องสถานการณ์ต่างๆในโรงเรียนให้ทุกคนได้รับรู้  หาทางออกร่วมกัน”

  

เมื่อเรา  “ขาด” ทางออกปัญหาก็คือต้อง “เติม”

  

ความรักเป็นความรู้สึกที่ดีงาม บริสุทธิ์ ฉุดดึงพลังใจกายที่อ่อนแอ ให้ลุกขึ้นมีชีวิตชีวา

  

ทางโรงเรียนได้คิดโครงการ “ชุมชนอาสา” ขึ้น เป็นโครงการเพื่อส่งเสริมให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลเยาวชน มุ่งเน้นการเสียสละช่วยเหลือเยาวชนที่มีปัญหาต่างๆ จากครอบครัวซึ่งเด็กไม่ได้เป็นคนก่อ แต่ต้องมาเป็นผู้รับกรรม คอยชี้แนะและให้กำลังใจแก่เด็กที่มีปัญหา ให้สามารถ เรียนรู้ และยืนอยู่บนโลกนี้ให้เหมือนกับคนอื่นๆ

  

กิจกรรม“พ่อแม่อุปถัมภ์” เป็นกลวิธีที่ช่วย “เติม” ความรักให้กับเด็กที่ขาดแคลนความรัก และเป็นกิจกรรมที่สร้าง เชื่อมโยงความรักระหว่างกันและกัน อ่อนโยน และงดงาม

  

การหาพ่อแม่บุญธรรมให้แก่เด็กๆ ทางโรงเรียนได้เชิญชวนผู้ที่มีความพร้อมที่จะอุปการะเด็กๆ ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี ปัจจุบันมีพ่อแม่บุญธรรมมากกว่า ๓๕ คน

  

ส่วนการเลือก – จับคู่ (พ่อแม่อุปถัมภ์– เด็ก) ทำอย่างไร?

ผอ.วิวรรธน์ เล่าว่า “การเลือกจับคู่ระหว่างเด็กกับผู้ที่มีความพร้อมจะอุปการะเด็ก เรามองถึงความเหมาะสม และมองถึงสิ่งที่พวกเขาจะสามารถเติมให้กันได้  เช่น ผู้อุปการะที่มีลูกชายอยู่แล้ว ทางโรงเรียนก็จัดเด็กนักเรียนผู้หญิงให้ หรือ ผู้อุปการะที่ชอบกีฬา ทางโรงเรียนก็คัดเด็กที่สนใจทางกีฬา ให้เป็นลูกบุญธรรม” 

ความสอดคล้องกับความต้องการ และความลงตัวของสิ่งที่ขาด และสิ่งที่ต้องเติม มาบรรจบกันพอดี การอุปการะของพ่อแม่บุญธรรมไม่ใช่เรื่องเงินทอง แต่จะดูแลทางด้านจิตใจ ช่วงแรกอาจไม่คุ้นเคย ผ่านไปสักระยะหนึ่งความผูกพันระหว่างกันก็เริ่มก่อตัว บางคนส่งเสียให้เรียนพิเศษ ซื้อของเล่นให้ และเด็กเองเมื่อได้รับการเติมเต็มความรัก ความอบอุ่น พฤติกรรมก็เปลี่ยนไป สมาธิดีขึ้น เรียนเก่งขึ้น อ่อนน้อม และมีน้ำใจ

“พวกเขาจะมาเยี่ยมกันบ่อยๆที่โรงเรียน บรรยากาศอบอุ่นดี บางครั้งหากพ่อแม่บุญธรรมผ่านหน้าโรงเรียน ลูกบุญธรรมเขาก็โบกไม้โบกมือให้กัน”

คำว่าพวกเขาของท่าน ผอ. ก็คือ “พ่อแม่บุญธรรม กับเด็ก”

พ่อเปี้ยก - ลูกหนึ่ง

แม่อุไร - ลูกแนท

แม่กัญนิกา - ลูกมิ้ว

เบื้องหลังของความสำเร็จของกิจกรรม “จิตอาสา” สามารถวัดผลตามผลลัพธ์ที่ได้เป็นผลงานเชิงประจักษ์ แต่ดอกผลของต้นจิตอาสาที่ปลูกลงไปในจิตใจของคนนั้น งอกงามให้ร่มเงา ผลิดอกออกผลให้สังคมนี้หอมหวลและงดงาม เกินจะกล่าวด้วยคำบรรยายใดๆ

เป็นเรื่องราวดีๆ “จิตอาสา” กล่อมเกลาผู้คนในสังคมให้เป็นคนดี มีคุณธรรม มอบความรักให้กันที่โรงเรียนหนองตาบ่ง

 

 

 


ขอบคุณ :

  • คุณสุนีย์ จาก สช. (สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ) ผู้แนะนำ
  • มูลนิธิสดศรี – สฤษดิ์วงศ์ ที่สนับสนุนงบประมาณในการ mapping โรงเรียนทั่วประเทศ
  • ผอ.วิวรรธน์ วรรณศิริ และคณะครู โรงเรียนหนองตาบ่ง อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี

 

 

 

จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร

๑๒ เมย.๕๒