ชาครธมโม
นาย สมชาย ชาครธมโม ชินวานิชย์เจริญ

เขียนไว้ให้ลูก(ปัจฉิมพากย์)


เพื่อความไม่ประมาท

ตั้งใจว่าจะให้บทความนี้เป็นหนังสือหน้างานฉลอง 100 วันของตัวเอง เพราะผมตั้งใจจะบริจาคร่างกายให้คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และในงาน 100 วัน ของตัวเอง ถ้าครอบครัวอยากจัดก็นำข้อความในบล๊อคนี้ไปทำหนังสือ ซึ่งผมจะค่อย ๆ บันทึก  ไปเรื่อย ๆ ณ ขณะนี้ ยังไม่มีโรคภัยไข้เจ็บอะไร แต่เพื่อความไม่ประมาท

หมายเลขบันทึก: 248470เขียนเมื่อ 14 มีนาคม 2009 20:55 น. ()แก้ไขเมื่อ 3 พฤษภาคม 2012 17:16 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (17)

17 มีนาคม 2551 วันนี้ ตื่น 08.00 น.ค่อนข้างสาย พร้อมกับอาการน้ำมูกไหล เลยกินซัลฟากับยาแก้แพ้แบบไม่ง่วง ยายนุชมาปลุก บอกว่าแปดโมงเช้าแล้วไม่ไปทำงานหรือ รีบอาบน้ำแต่งตัว พาลูกชาย 2 คน ไปด้วย พอลงเวลาเสร็จ ก็พาไปส่งที่บ้านศิลปะ แล้วกลับมาเคลียร์เอกสารบนโต๊ะทำงาน โชคดีที่เมื่อวานจัดโต๊ะไปหน่อยนึงแล้ว วันนี้มีประชุม PMQA ที่ รร.เจริญโฮเต็ล นั่งประชุมไปนึกได้ว่าลืมโทรศัพท์ไว้ที่บ้าน เลยยืมโทรศัพท์พี่ปุ้ย ใช้แต่ไม่มีใครโทรมาหา พอตอนเที่ยงกลับมา มีมิสคอล 14 สาย เปิดไล่โทรกลับ ตอนบ่ายเข้าที่ทำงาน ฝากให้ปุ๊กจัดการเอกสารเล็กน้อย แล้วไปอบรมต่อ ก็ถือว่าเป็นการพัฒนาตัวเองได้ดีพอสมควร บ่ายสามโมงครึ่ง ไปรับจินจวน ส่งที่บ้านแล้วไปอบรมต่อจนสี่โมงครึ่งกลับบ้านเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วออกไปวิ่ง 8 รอบ แต่ละรอบ ท่องพาหุง แต่ละบท ครบแล้วจะได้ไม่ลืมว่าวิ่งไปแล้วกี่รอบ ฮา แล้วปั่นจักรยาน ไปกดเงินบ้าน ก สัมพันธ์ ขากลับผ่านไปทางหนองประจักษ์ เจอคนรู้จักเป็นบ้าไปแล้ว นั่งคุกเข่าพนมมือหันไปดูดวงตะวัน แกเคยเป็นสามีของพี่พยาบาลที่ รพ.นากลาง ได้ข่าวว่าเลิกกันแล้ว เรายังเคยไปงานกำ (ฉลองการเกิด) ของลูกแกอยู่เลย เห็นแล้วรู้สึกว่าอยู่บนโลกใบนี้ต้องมีสติให้มาก ไปแวะคุยที่ สสจ. แล้วกลับบ้าน กินข้าว กับข้าวเย็นวันนี้เป็น ปลาหมึกทอด กับผักมะเขือยาว

ข้อคิดประจำวัน อยู่บนโลกใบนี้ต้องมีสติให้มาก

23 มีนาคม 2551 ทำโปรแกรม CRM ถึงตีหนึ่งกว่า ๆ ดีใจมาก

25 มีนาคม 2551 วันนี้ ทำใมต้องเริ่มด้วยวันนี้ทุกครั้งไม่รู้ แต่ถ้าเริ่มแล้วมันรู้สึกดี เมื่อคืนนอนเล่นดูทีวีเพลินจนหลับในห้องหลังบ้าน ลุกมาแปรงฟัน ตอนประมาณตี 2 มาตื่นจริงจังตอนเจ็ดโมง กว่า ๆ เอาผ้าห่มไปตาก พาลูกลงมาข้างล่าง แล้วอาบน้ำเตรียมตัวไปทำงาน วันนี้มีอาหารเช้าเป็นสังขยา ช่วงนี้เบื่ออาหารเช้า ไม่รู้เป็นไร แต่ต้องกินเพราะไม่งั้น 11 โมง จะเริ่มใจสั่นแล้ว ลงมาจุดธูปขอพรตอนเช้า “ขอขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิทั้งหลายที่ดลบันดาลให้ข้าพเจ้าตื่นมาวันนี้มีความสุข มีสติสัมปชัญญะ ขอให้ครอบครัวของข้าพเจ้ามีความสุข ทำมค้าขึ้น ค้าขายร่ำรวย มีลูกหลานเป็นที่พึ่ง เป็นที่พึ่งให้ลูกหลาน ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน จิตใจดีงาม จิตใจเข้มแข็ง ฟันฝ่าอุปสรรคทั้งหลายทั้งปวง ลูกหลานเรียนหนังสือเก่ง ๆ หมดหนี้โดยเร็ว ขอให้วันนี้ขายได้ 2 – 3 หมื่น บาท สาธุ” (ปล. เทอมที่แล้วลูกชาย 2 คน สอบได้เกรด 4.00 ผลสอบออกวันก่อน เลยพาไปเลี้ยงรวมกับฉลองวันเกิดอาฟะด้วย) ไปทำงาน ตั้งใจจะวางระบบฐานข้อมูลหมอพื้นบ้านพร้อมกันไปกับระบบข้อมูลผู้มีประสบการณ์ด้านการแพทย์แผนไทยโดยใช้ระบบ Access นึกขอบคุณที่เกิดมาเป็นผู้ชาย ที่โดยฐานแล้วมีความคิดสร้างสรรแต่ไม่ละเอียดละออ และขอบคุณที่พระเจ้าสร้างผู้หญิงที่มาเติมความไม่ละเอียดละออของผู้ชาย นั่งทำงานไปสักพัก สาย ๆ ออกมาตามที่มารดาร้องขอ (มาเซ็นชื่อถอนเงิน) เพราะต้องการซื้อของชิ้นหนึ่งที่ราคาสูงมาก ๆ แต่ผู้ขายซึ่งจริง ๆ แล้วขายแพงกว่าคนอื่น แต่เราก็อยากซื้อด้วย แต่เนื่องจากเขามีลูกเล่นมากไปหน่อย ก็เลยเปลี่ยนที่ซื้อ เกิดข้อคิด “ถ้าคุณภักดีฉัน ฉันจะภักดีคุณ” พอบ่าย ๆ ออกไปกุมภวาปี ถกกันเรื่องคณะกรรมการที่เป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับการอนุมัติโครงการ ซึ่งก็ขึ้นกับมุมมองของผู้บริหารกับคนทำงาน ผู้บริหารมองว่า มันถึงขีดถ้วยแล้วจะไปเติมให้มันเกินทำใม ทั้ง ๆ ที่น้ำไม่ล้นแก้ว แล้วแก้วอีกใบที่น้ำยังไม่ถึงขีด ทำใมไม่เติมก่อน อันนี้ผมได้ให้ความเห็นว่า ผู้นำเสนอต้องนำเสนอภาพรวมของระบบงานนั้น ๆ ไม่เสนอเป็นท่อน เดี๋ยวจะกลายเป็นตาบอดคลำช้างไป อย่างไรก็ตามผู้จะมาวิพากย์อะไรก็ควรจะมีองค์ความรู้ในประเด็นนั้น ๆ หรือผู้ตอบควรมีคำตอบในกรณ๊ที่ผู้ถามสงสัย เพื่อเป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน เย็น ๆ ไปรับลูกคนเล็ก คือเจ้าจินเถียน กลับมาบ้านแล้ว นั่งเฝ้า สักพักก่อนออกไปร้าน ก สัมพันธ์ วันนี้ยายนุชขึ้นเวรบ่าย จินเถียนอยากถ่าย ขอให้ถอดกางเกงให้ ก็เลยรำพึงว่า “คนอื่น ๆ หลาย ๆ คนที่อยากมีลูกบางคนต้องลงทุนเป็นแสนเด้อ ต้องดูแลมันหน่อย” ในใจนึกว่าตนเอง (มึง) มีแล้วก็จงเลี้ยงเขาอย่างเต็มภาคภูมิ เต็มภูมที่ตนเองจะพึงมีได้ ไม่ปล่อยปละละทิ้ง ละเลย แจ้อุ้มมาคิดว่า “กู” ประชดเขา คนอย่างผมนะมวยไฟท์เตอร์ครับไม่ใช่บอกเซอร์ ถ้าสงสัยจะพูดตรง ๆ ไม่ขี่ม้าเลียบค่ายดอก หัวค่ำ ไปขายเครื่องวัดน้ำตาล ที่ร้าน ก สัมพันธ์ ชอบลูกค้าคนนี้มาก เพราะซักถามอย่างละเอียดจะได้สามารถพึ่งตนเองได้ อัตตาหิ อัตโนนาโถ (เขียนแบบอ่านนะ ไม่ได้เขียนแบบบาลี) จากนั้นไปรับเทียนจุ้ยกับฟะฉายซ้อมดนตรี เห็นฟะฉาย ฟาดปิงปองโดยใช้เทคนิคเทนนิส ขอบใจยายนุชที่บ่มเพาะลูก พอค่ำ กลับบ้าน ฟาดฟันกับสติที่แตกของตนเอง เพราะผิดคาด หรืออาจจะจุกจิกในเรื่องที่คนอื่นไม่จุกจิก คือว่าหลานชายจินจวน ไปหยิบด้ายสีทองที่เอาไว้ทำงานกับสินค้า มาวิ่งเล่น ถึงกับจุกครับ พูดไม่ออกได้แต่บอกมารดาว่า ช่วยเอามาเก็บที่แล้วพาลพูดว่า “มันขึ้นไปเอามาเล่นได้ยังงัย” ก็เลยโดนพายุคืนมา พอเดินเข้าไปกลางบ้าน เจอเมโลเดี้ยนกระจายอยู่ ก็เลยต้องไปตามทุกคน ขอย้ำว่าทุกคน เข้ามาเพื่อร่วมรับรู้ แต่กลายเป็นมารดาผู้เดียว มารดาจะจัดการทุกอย่างได้เชียวหรือให้คิดถึงคำพูดที่ว่า “แบกโลก” แล้วได้แง่คิดว่า สิทธิและหน้าที่ เด็กมีสิทธิเล่น ผู้ใหญ่มีหน้าที่เก็บและดูแล ยิ่งเล่นมาก ยิ่งต้องดูแลมากเช่นกัน

แบ่งกลุ่มของเล่นเป็น 6 กลุ่มได้

กลุ่ม ตัวต่อเกรดเอ ฝึกความละเมียดละไม ดูงานที่ละเอียดอ่อน

กลุ่ม ตัวต่อเกรดบี ฝึกความแข็งแรง ดึงยาก ต่อยาก ต้องใช้แรง

กลุ่มตัวต่อ แบบเข้าสลัก และรูปทรง เรียนรู้เรื่องเรขาคณิต

กลุ่ม ชุดครัว เรียนรู้ชีวิต

กลุ่มตุ๊กตูน หุ่น รถยนต์ เรียนรู้ความจริงของชีวิต

กลุ่มของเล่นไม้ ปลอดภัยไร้สารพิษ

แล้วก็แบ่งออกใส่ 6 กล่อง

ข้อคิดประจำวัน คิดนอกกรอบคือเทรวมกันได้ อย่าลืม สิทธิของเด็กคือเล่น หน้าที่ผู้ใหญ่คือเก็บ อย่าเบื่อเก็บ เพราะเด็กไม่เบื่อเล่น

26 มีนาคม 2551 วันนี้ อีกละ มีประชุมตอนเช้า หลังจากไปส่งลูกชายด้วยมอเตอร์ไซค์ เพื่อเรียนศิลปะเข้าไปที่ทำงาน วันนี้มีประชุมเรื่องสมรรถนะ และการเขียนบันทึกคุณงามความดีของข้าราชการ ผมหอบเอางานวางระบบข้อมูลหมอพื้นบ้านเพื่อเอาเข้าไปนั่งทำไป ฟังไป ได้เทคนิคจากการเขียนระบบนี้แยะ เพราะผมเพิ่งเริ่มหันมาสนใจ ACCESS ลองวางแบบฟอร์ม วางทูลบาร์ต่าง ๆ สนุกดี มีความสุขด้วย เผลอแป๊บเดียวเที่ยง ตอนบ่ายไปงานศพพ่อพี่กิ้มที่บ้านดุง มีพี่ต้อยไปด้วย ได้ทราบว่าการทำงานในฝ่ายค่อนข้างจะมีปัญหาจุกจิกเล็กน้อย แต่ถ้าทิ้งไว้นานคงจะเป็นสนิมได้ เช่นเอาอารมณ์มาทำงานด้วย ผมเห็นว่าเป็นข้าราชการ ต้องใช้เหตุผล ต้องมีคณะกรรมการถ้าคุณอยากได้นั่นนี่ ไม่ใช่วิ่งเข้าไปขอหัวหน้า นานไป หัวหน้าเลยจะกลายเป็นมาเฟียไม่รู้ตัวเพราะมีอำนาจ ต้องผ่องถ่ายอำนาจมาอยู่ในมือคณะกรรมการฝ่าย เรื่องของหลวง ไม่ใช่เรื่องครอบครัว ถ้าเรื่องครอบครัวเป็นเรื่องที่ไม่ต้องมีเหตุผล กลับมาตอนเย็นมาเขียนระบบฐานข้อมูลเพิ่ม มันมันดี แวะไปที่บ้านป๋าเหมอ แกถามว่าทำใมไม่โทรกลับตอนที่ไปบอกฝากยายนุชไว้ ผมว่าผมลืม แต่จริง ๆ แล้วไม่อยากโทรเพราะกลัวชวนเล่นไพ่ แต่อันที่จริงแกมาเพื่อจะถามว่าจะเอารูปหล่อหลวงตาบัวไหม ผมไม่โทรก็เลยชวดหลวงตาบัว มาคิด ๆ ดูแล้วก็เลยพูดกับยายนุชว่า “ต้นไม่มีอะไรปิดบังนุช ถ้ามีใครมาหานะให้ถามว่า ฝากธุระได้ค่ะ” แหมก็คนคนเดียวกันนะครับ เลยโดนบูดใส่ สงสารหัวใจกันมั่งนะ อย่างว่าครับ เรื่องครอบครัวเป็นเรื่องที่ไม่ต้องมีเหตุผล ตอนประมาณ 2 ทุ่ม ไฟดับ เอากีต้าร์มาดีดร้องเพลงหน้าบ้าน ขณะที่ลูก ๆ เล่นฝนอยู่ พร้อมกับร้องเพลงด้วยกันอย่างมีความสุข พอไฟมาตอนประมาณ 3 ทุ่มก็เลยเอาของซ่อมไปส่งลูกค้า ที่กระบวนการเรียนรู้น้อยมาก แต่มีสตางค์แยะ โถน่าสงสาร เงินซื้อไม่ได้ทุกอย่างหรอกนะครับ แต่อย่างไรก็ตามผมอุเบกขาจิตครับ เพาะเราได้ไปดูแลผู้เฒ่าของเขา ซึ่งบางครั้งลูกหลานยังไม่กล้าเข้าไปอุ้ม แต่ผมได้อุ้มครับ ผมนึกถึงตอนที่ผมได้มีโอกาสแค่ครั้งเดียวไปล้วงอึของตาทวด (พ่อของแม่ยาย) ผมหาโอกาสทำอย่างนั้นกับคนแก่ครับ มันมีความสุข จบข่าว

28 มีนาคม 2551 ไปทำงาน งานแรกคือนั่งคุยปรึกษากับคุณมรกต เกี่ยวกับการอ้างอิงข้อมูลในระบบฐานข้อมูลแอกเซส ซึ่งผมเริ่มจะสนใจขึ้นมาอย่างมาก จากที่เดิมเขียนภาษาของ ฟ๊อกโปร คุยกันได้ความรู้ประมาณ 2 ชั่วโมง กลับมากะว่าจะรีบมาทำ พอดีหัวหน้าต้องการให้ส่งบันทึกคุณงามความดีภายในสิ้นเดือนนี้ ก็เลยนั่งทำไปได้ 30 กว่าหน้า เริ่มเขียนจริง ๆ ก็เลยลองเขียนระบบการประชุมเสียก่อน ปรากฏว่าเขียนไปได้ส่วนนึงก็เจอตอ คือมันไปต่อไม่ได้ กับทั้งคืนก่อนหน้านี้นอนไม่พอ ซึ่งผมรู้สึกตัวว่าตั้งแต่มีอายุมากขึ้นเนี่ย ล้มหมอนนอนเสื่อบ่อยขึ้น เพราะเริ่มตะหงิด ๆ ปวดหัว ก็เลยกินทัมใจเข้าไปแต่ก็เอาไม่ทันครับ ยิ่งมาติดกับดักโปรแกรมที่แก้ไขไม่ได้เลยรู้สึกตึงเครียด แต่ไม่ใช่ว่าเครียดนะครับ ตึงเครียด อาการปวดหัวก็เลยมากขึ้น ชนิดที่ว่าผมสังเกตได้เลยว่ามันจะมีอาการหาวเรอมาด้วย หาวเรอ หาวเรอ และ หาวเรอ บ่ายสี่โมงครึ่ง นุชขึ้นเวรบ่าย โทรมาบอกให้ไปรับลูกที่ไปเล่นที่บ้านอู๋ ปวดหัวมาก กลับมาถึงบ้าน แอบแม่ขึ้นไปนอนที่ห้องแจ้เก๋หลังบ้าน จนถึงประมาณทุ่มนึง อาการก็ค่อยยังชั่วขึ้น มาลองวิเคราะห์ดูแล้วน่าจะเป็นเพราะการนอนน้อยมากกว่า พออาการดีขึ้นก็ไม่เข็ดหรอกครับ เพราะยายนุชไปซื้อข้าวต้มกุ้งมาให้กิน กินได้ไม่มาก ตกค่ำไม่นอนอีก ไปนั่งเขียนระบบการประชุมในเครื่องหน้าบ้าน กะว่าจะเอามาใช้ตอนที่นั่งคุยกับพี่เมือง และคนอื่น ๆ เทียนจุ้ยเอาการบ้านภาษาอังกฤษ มาคุยด้วย ผมก็เลยใช้วิธีให้อ่านสลับกัน แบบ Role Play ลูกก็สามารถหาคำตอบจากตรงนี้ได้ จากนั้นเขาไปเล่นเกมส์ซิมส์ (เกมส์สร้างชีวิต สร้างเนื้อสร้างตัวของมนุษย์) เจ้าจุ้ยก็เรียกผมไปนั่งฟังเขาพูดเล่าเกี่ยวกับเกมส์ ผมเลยนึกได้ว่าผมได้ถ่ายทอดความเป็นคนช่างพูดให้ใครสักคนซะแล้ว ก็นั่งเขียนโปรแกรมต่อจนถึงตีสี่ ก็ขึ้นนอน ไม่เข็ด

29 มีนาคม 2551 วันนี้นุชขึ้นเวร เช้า บ่าย ตอนเช้า มาพับกล่องเอาขึ้นรถไว้รอไปขาย กว่าจะเสร็จเกือบ 9 โมงเช้า กะว่าเสร็จแล้วจะไปตัดผม พูดถึงเรื่องล้มหมอนนอนเสื่อ แม่เคยเตือน ตอนที่ผมไปภูกระดึงบ่อย ๆ บอกว่าระวังพลังหมดนะ ผมก็สงสัยว่าหมดแรงก็กินข้าว แต่เริ่มรู้จักคำว่าหมดแรงก็ตอนไปเที่ยวดอยภูคา ตอนนั้นมีลูกแล้ว 2 คน พาไปตามเส้นทางที่เขาไม่ไปกัน โดยขึ้นไปตามเส้นทางจากวนอุทยานแห่งชาติสักใหญ่ บ่อเหล็กน้ำพี้ สักการะพระยาพิชัยดาบหัก เข้าเส้นทางไปทางน้ำปาดของอุตรดิตถ์ กะว่าจะข้ามเขื่อนภูมิพลไปขึ้นตรงเวียงสา น่าน เส้นทางมหาโหดและต้องขอบคุณคุณพระคุณเจ้าที่โปรดให้ลูกรอดมาได้ เพราะพอออกจากสักใหญ่แล้วเส้นทางเริ่มเป็นทางที่ทำไม่เสร็จบ้าง เป็นทางวิ่งในป่าบ้าง ไม่แน่ใจก็เริ่มถามคนนู้นคนนี้ ก็ไปเรื่อย ๆ จนไปถึงตรงที่น้ำปาดจริง ๆ คือแม่น้ำน่านตัดผ่านบริเวณเส้นรอยต่อระหว่างน้ำปาดกับเวียงสา ปรากฏว่ามีหลุมหล่มอยู่ตอนนึง ผมนึกถึงคำสอนของลุงสะท้านว่า ถ้าเจอแบบนี้ให้วิ่งตามร่องเดิม ผมไม่เชื่อเพราะกลัวท้องรถเลอะ เหยียบคันเร่งวิ่งใส่หลุมใหม่ เฮอะ ปึกเดียวไม่ร่อนผ่าน ติดหล่มอย่างแรง หน้ารถจมเลยครับ ตอนนั้น 6 โมงเย็น มืดมากแล้วผมออกไปตามคนมาช่วย โชคดีที่มีน้องนักเรียนปิดเทอมวันแรกมากระโดดน้ำเล่น กับพี่อะไรผมจำชื่อไม่ได้แล้วเป็นคนคุมแพขนานยนต์ข้ามฟาก มาช่วยกันผลัก แต่คนเหนือนี่ใจดีนะครับ แกขายอาหารด้วย เป็นไข่เจียวที่ฟะฉายบอกว่าอร่อยที่สุด ข้ามไปได้ก็ไปนอนตามที่ยายนุชซื้อทัวร์นั่งช้าง ล่องแก่งไว้ ที่จังหวัดน่านนี้มีต้นดิกเดียมแต่ไม่ได้เข้าไปดู ไปถึงอุทยานแห่งชาติดอยภูคา มีเจ้าหน้าที่ที่ขาเสีย ประมาณว่าพิการอยู่หนึ่งคน เหมือนกับว่าแกรับไม่ได้ที่เกิดอุบัติเหตุแล้วทำให้ต้องพิการ ก็เลยหลบมาอยู่ที่นี่ เพราะนักท่องเที่ยวไม่ค่อยมาก อากาศหนาวมาก ตอนเย็น อาหารร้อน ๆ ทำออกมาไม่เกิน 5 นาที เย็นเฉียบ พาลูก ๆ ไปเดินเที่ยวตามที่ต่าง ๆ ยอดภูบางส่วน ยายนุชเอาใจเด็ก ๆ มาก ประมาณว่าลูกชอบเล่นน้ำตก ขนาดอยู่อีกฟากหุบเขาก็พากันเดิน เดินไม่ไหวก็ให้ลูกขี่ ผมยังสบายครับตอนนี้ แต่ตอนที่พากันไปดูต้นชมพูภูคานี่สิ ขึ้นไปทางยอดภู เดินไปเรื่อย ๆ จากที่แห้ง ๆ เริ่มชื้น เอาลูกมาขี่คอ แรงชักจะหมดทั้ง ๆ ที่กินข้าวมาอย่างอิ่มครับ พอไปถึงที่สูง ๆ เริ่มมีทากดูดเลือดนี่แหละครับ ยายนั่นหายไปตอนไหนไม่รู้ ผมเลยต้องรีบลงมาหา อารมณ์รีบบวกกับการใช้แรงมาก ๆ ทั้งปีนเขา และเขา (ลูก) ปีนป่ายอยู่บนบ่านี่แหละ “หมดแรง” มาแล้ว รู้จักแล้วครับ เที่ยวกันคราวนั้นสนุกมาก เพราะไปซื้อผ้าอนามัยกับชาวเขา ไม่ใช่กาบมะพร้าวนะครับ เขามีขาย ผมหยอกเขาด้วยการจ่ายเป็นก้อนหินที่หยิบมาจากหน้าร้านขายของนั่นแหละ เขาก็มองหน้านะ ผมเลยบอกว่าหยอกเล่นนะ ที่ทำการและห้องน้ำสะอาดมาก ตอนนั้นจำได้ว่าท่านปลอดประสพ เป็นอธิบดีกรมป่าไม้ ถูกใจยายนุชเขาละ อีกอย่างอุทยานนี้เพิ่งเปิดใหม่ เลยสะอาดมาก กลับทางเส้นทางสายปกติ สายไฮเวย์ ตำรวจถามตลอดทางว่ารถไปทำอะไรมา แวะเที่ยวเล่นน้ำตกทุกป้ายที่มี เลยได้แวะนอนที่พิษณุโลกอีก 1 คืน จำได้ว่าตอนนั้นเจอ “กาละแม” พิธีกรช่อง 3 แบบผ่าน ๆ นะ ตอนนั้นเขายังไม่ดัง

4 ว่าไปแล้ววันนี้ พับกล่องเสร็จ มานั่งขายของ มีคนสติไม่ค่อยดี ประมาณว่าโฮมเลส แต่จิตใจดี มาบอกว่าเมื่อคืนนี้ไม่ได้เก็บจักรยานเข้าบ้าน เลยเอาขึ้นรถกระบะของใครก็ไม่รู้ไว้ให้ เพราะตอนเช้ามีพนักงานซิงเกอร์มาบอกว่า รถจักรยานของลูกอยู่ท้ายรถพนักงานเลยยกกลับคืนมา เสร็จแล้วออกไปรับลูก ตอน 10.30 น. แล้วพากันเอากระดาษไปขาย ก็ไปเจอที่คั่นหนังสือ เอามาชั่งกิโล 5.5 กิโล เป็นเงิน 110 บาทเลยซื้อมาเลย คิดแล้วกิโลละ 20 บาท แต่ร้านเวลาซื้อเข้า จะซื้อกิโลละ 12 บาท แต่ก็นั่นแหละครับ พอใจซื้อ พอใจขาย กินก๋วยเตี๋ยวตอนเที่ยงกับข้าวเหนียว พอดียายนุชพาลูกมา ก็เลยเอามาอวด เฮ้อบางทีผมก็มาคิดว่ายายนุชอาจจะไม่ค่อยสนใจผมก็ได้ ไปตัดผมแล้วแวะบ้าน น้าเหมอ (กิ๊กของผม – ยายนุชเขาว่า) พาพี่สมพิศทบทวนหน้าที่ และน้าเหมอเอาเหรียญหลวงตาบัวมาให้ และบอกให้คิดเชิงบวกจะได้ไม่ขัดแย้งกัน งันงันงัน ตกเย็น พี่โต อดีตแฟนพี่อ้อย ซึ่งเสียสติไปแล้วมานั่งคลั่งอยู่หน้าบ้านแม่เลยสั่งปิดบ้าน พาลูกไปหาแม่เขา แล้วพา 3 คนกลับบ้าน นอน ตื่นหกทุ่มมานั่งรอยายนุชกลับจากขึ้นเวร

30 มีนาคม 2551 ตื่นเช้าอาบน้ำ วันนี้ถ่ายสะดวกดีมาก นั่งอ่าน ACCESS จัดของในกระเป๋า และชั้นวางของ เช็ดที่คั่นหนังสือ เห็นราคาอันละ 39 บาท โห ซื้อมาเกือบ 10 อันในราคา 110 บาท คุ้มแล้ว นั่งทำงานไป อ่านหนังสือไป คิดถึงเรื่องของพี่โต – พี่อ้อย ถ้าไม่ลืมจะเล่าให้ฟัง วันนี้ มีลูกค้าสะบักจมมาซื้อ เลยคิดว่าน่าจะลงอเขียนคำอธิบายแผนการรักษาปวดบริเวณสบักไว้ คืออาการ ปวดล้า บริเวณหัวไหล่ ไหล่ติด ปวดสบัก เอ็นเข้าเกี้ยง

สาเหตุ เนื่องจากความเครียดในกล้ามเนื้อบริเวณสบัก เช่น คนเล่นกอล์ฟที่วอร์มไม่หนักพอ เพราะกอล์ฟเป็นกีฬาที่เร่งความเครียดให้กล้ามเนื้อนั้นมาก , การนั่งนาน ๆ เช่นการขับรถ นั่งหน้าจอ เมื่อกล้ามเนื้อบริเวณสะบักเครียดนาน ๆ จะทำให้ล้าและมีการเคลื่อนของสบัก ซึ่งจะมีเส้นเลือดเส้นประสาทมาลอดที่รูของสบัก ทำให้เกิดการเคลื่อนลงไปกดทับ จนเกิดอาการปวด ซึ่งแผนการรักษา

ถ้าเป็นมานานต้องรักษาโดยใช้ทั้ง 3 วิธี คือ 1.ให้ความร้อนเฉพาะที่ 2.กินยา 3.ยกไหล่ ถ้าเป็นไม่นาน อาจจะกินยา + ยกไหล่ หรือ ทายา + ยกไหล่ ก็พอ ทีนี้มาดูวิธี

1.ให้ความร้อนบริเวณที่เป็น เช่น ใช้ลูกประคบ , ไข่ต้ม , ยานวดที่มีส่วนประกอบของน้ำมันระกำ แต่ถ้าปวดมาก ๆ ให้ใช้ยานวดที่มีส่วนประกอบของยาแก้กล้ามเนื้ออักเสบ

2.กินยา โดยองค์ประกอบของยา ได้แก่ ยาคลายกล้ามเนื้อ + ยาแก้กล้ามเนื้ออักเสบ ยาคลายกล้ามเนื้อ เช่น นอร์เจสิค , นอร์จิก , โอราโน หรือที่ดีหน่อย คือ มิวโซแลก ส่วนยาแก้กล้ามเนื้ออักเสบหรือที่เรียกกันว่ายาแก้ปวด ก็เลือกแบบที่กัดกระเพาะน้อย ๆ แต่ราคาค่อนข้างสูง เช่น นิเมซูไลด์ กรณีที่จะประหยัดค่าใช้จ่าย ก็ใช้ไดโคลฟีแนค แต่ต้องมียาเคลือบกระเพาะพ่วงไปด้วย

3.สุดท้ายเลยการยกไหล่ เพื่อเปิดทางให้เส้นเลือด เส้นประสาทที่ลอดรูของสะบักได้ถูกปลดปล่อยจากการกดทับ โดยค่อย ๆ ยกไหล่ขึ้น นับ 1 – 5 ค่อย ๆ ปล่อยลง ถ้าอาการดีขึ้น อาจใช้วิธี กางแขนแล้วยกมือขึ้น ทำสัก 8 – 10 ครั้ง

วันนี้ตอน 18.12 น. เจอลูกค้ามาหาซื้อยาชื่อแนทเทียร์ ราคาของเรา 130 บาท ของเมืองเลย 95 บาท มันเกิดอะไรขึ้นคงต้องสอบถามจากบริษัทสีลมการแพทย์ดู แต่ก็ขายไปนะ ในราคา 95 บาท ทั้งที่รู้ว่าขาดทุน

2 เมษายน 2551 วันนี้ไปสารคาม ไปคุยกันเรื่องการจัดงานคาราวานหมอพื้นบ้าน ใช้ระบบฐานข้อมูลการประชุมที่ใช้แอกเซสเขียนระบบไว้ปรากฏว่าใช้ดีมาก และกำลังจัดทำระบบการพิมพ์รายงานอยู่ เลิกประชุม อาจารย์อุษาพาไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เห็ด โอ้ทำอะไรต้องใหญ่ ๆ เข้าไว้ แต่ต้องใหญ่มีนัย มีคุณภาพนะครับ เห็ดที่ว่าอายุ เป็นพันปี และมีคุณค่า ซึ่งเป็นเห็ดตั้งโชว์ และมีเห็ดทุกชนิด ทุกสายพันธ์ของภูมิภาคมาจัดแสดงถึงวิถีชีวิตคนเราที่เกี่ยวข้องกับเห็ด สดุดีอาจารย์มาก ๆ ครับ ตอนเย็นกลับถึงบ้านว่าจะออกไปวิ่งแต่เห็นยายนุชยกผ้าลงมาแล้วเราไม่ได้ช่วย เลยมีตัดพ้อเล็ก ๆ ก็เลยทำชักรอกสำหรับเอาผ้าขึ้นไปตาก เพราะทางลงบ้านค่อนข้างจะคับแคบ ก็ได้แต่หวังว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง (ยายนุช) จะมองเห็นประโยชน์และใช้มันเพื่อความสะดวกของตนเอง ตอนหัวค่ำแจ้อุ้มโทรมาบอกว่านั่งรอจินจวนอยู่ที่บ้าน ซึ่งเราก็ได้พูดคุยกันว่าควรที่จะลำดับความสำคัญของสิ่งที่น่าจะทำเรื่องไหนก่อนหลัง เรื่องแรกเลยคือการมาดูแลจินจวน เรื่องถัดมาคือการกลับบ้านเพื่อไปเก็บกวาดบ้านซึ่งก็เป็นหน้าที่ของแม่ และแม่บ้านตามลำดับ น่าจะโอเคมั้ย แล้วผมก็ไปคุยกับมารดาว่าขอให้มารดาปล่อยแจ้อุ้มไปเถอะ เพื่อให้ทุกคนผ่อนคลายสบายใจ แต่ลึก ๆ แล้วผมคิดว่าแม่จะรู้สึกไม่สบายใจ เพราะอาจจะรู้สึกพร่องในหน้าที่ ซึ่งลูก ๆ ไม่รู้สึกในเรื่องเหล่านั้นเลย ระหว่างนั้นยายนุชก็วิ่งเข้า ๆ ออก ๆ หน้าบ้านกับกลางบ้าน ผมก็เลยคิดว่าจะไปกดบัญชีที่บ้านแจ้เก๋ได้ ก็เลยนั่งอยู่หน้าบ้าน ยายนุชก็เข้ามาคุยด้วย ว่าทำใมไม่ไป ผมก็เลยให้เหตุผลว่าถ้าจดจ่ออยู่กับการซักผ้า แล้วขโมยเข้ามากดสตางค์หรือขโมยกาแฟหรือแบรนด์ จะทำอย่างไร และถ้ามาคิดในรูปของทีมงานแล้วความมี AUTONOMY หรือ AUTHORITY หรือการทดแทนทำงานแทนกันได้ ของเราอาจจะเป็นไปได้น้อย เป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะปรับจูนเรื่องดังกล่าว หรือถ้าจะให้ความใส่ใจกับงานบ้าน ซึ่งก็ถูกต้องอยู่แล้ว ถ้าอย่างนั้นอาจจะต้องใส่กุญแจแคชเชียร์และปิดช่องทางที่จะเข้าถึงโต๊ะบัญชีด้านในได้ วันนี้ตอนเย็นทำสไปรท์หก ไม่มีสติเล้ยเรา ช่วงนี้นอนดึก สร้างความเครียดให้กับร่างกาย และไม่สบายมาตั้งแต่ปีใหม่ เป็นหวัด ไออย่างแรง หลอดลมอักเสบ เสมหะคายมาเก็บตั้งแต่เช้าได้เป็นถุง ๆ เลย เริ่มมีอาการปวดแขนขวาเลยกลัวว่าจะเป็น CONGESTIVE HEART FAIL ปฏิญญากับตนเองว่าจะออกกำลังกายและนอนให้มากขึ้น เมื่อวานนี้ต้องนอนดึกมากเพราะเกิดการรวนของโปรแกรมคุมคลังซึ่งเขียนโดยระบบของฟอกโปร ทีนี้เกิดการรวนเร ตอนแรกคิดว่าเกิดจากการที่มันงอนผม เพราะช่วงนี้ผมบ้าแอกเซสมากเลย แต่พอลองไปลบข้อมูลเดิม ๆ ออกจากระบบ คือลบข้อมูลช่วงปี 2000 -2004 ก็พบว่ามันเลิกรวนแล้ว เฮดีใจมาก ไม่ต้องเขียนโปรแกรม ฟอกโปร ฉันยังรักนายเหมือนเดิมนะ

3 เมษายน 2551 ช่วง 2 – 3 วันมานี้ผมรู้สึกว่าผมใช้เวลากับโปรแกรมแอกเซสแบบบ้าระห่ำดีเดือด เพราะไม่เคยสนใจมานาน เนื่องจากยังภักดีกับฟอกซ์ (ไม่มีวันตาย) แต่เทื่อได้เข้าไปสัมผัส ผมจะรำพึงออกมาเป็นเสียงให้พี่น้องที่ทำงานได้ยินเสมอว่า ขอบคุณพระเจ้าที่สร้างผู้ชายให้ชาญฉลาด และมีทักษะในการสร้างสรร แต่ไม่ได้ให้ความละเอียดอ่อนมาด้วย และขอบคุณที่พระเจ้าสร้างผู้หญิงให้มีสิ่งที่ผู้ชายไม่มีโดยเฉพาะความละเอียดอ่อน การก้าวออกไปหาสิ่งใหม่ ๆ ที่ไม่เคยทำ ทำให้ผมได้พบกับโลกทัศน์ใหม่ เช่น การไปเรียนเภสัชกรรมแผนไทย ทำให้มุมมองการใช้ยาไทยกว้างขวางขึ้นมามาก ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยาพิกัดตรี พิกัดต่าง ๆ มหาพิกัดต่าง ๆ ว่าแล้ว คงจะได้ต้องไปทบทวนอีกครั้งหนึ่ง วันนี้ไปทำงาน ปรับปรุงระบบฐานข้อมูลและการรายงานให้พิมพ์ได้เลย ได้ความรู้จากคุณสนธยา แก้วคำแสน ดีมาก และกลับมาทำการลงข้อมูลหมอพื้นบ้าน ซึ่งพ่ออำนวยได้มาคุยด้วยว่าได้งบประมาณมาแล้วแต่คณะทำงานยังไม่มีข้อตกลงที่ชัดเจน ผมเลยเสนอว่าให้ไปประชุมกันและตกลงอย่างเป็นทางการ และทำแผนระยะสั้น กลาง ยาว เพื่อจะได้มีเข็มมุ่งที่ชัดเจนต่อไป โดยเฉพาะความมุ่งมั่นในการผลิตยาให้ได้ของพี่สำรวย กับพ่อผอง ตอนเย็นออกกำลังกายใส่เสื้ออบไปวิ่งรอบหนองประจักษ์ เหงื่อโชกเต็มตัว แทบเป็นลมเลย กลับมานั่งกินน้ำหวาน โค๊ก ค่อยดีขึ้น กะว่าวันนี้จะนั่งทำปราสาทโอซาก้า และนอนตอนสี่ทุ่มให้ได้

6 เมษายน 2551 วันนี้ เจอขอทานโกหก เมื่อวาน (วันแรก) ให้ไปเพื่อโทรศัพท์กลับบ้านดุง วันนี้มาขออีก เลยเชิญออกจากบ้านอย่างสุภาพ พร้อมกับได้กลิ่นเหล้า มีมาอีกคราวนี้ขอข้าวกิน ถามว่าจะกินข้าวเหนียวได้มั้ย ขอกินข้าวสวย เลยให้ยายนุชจัดให้ มีมาอีก คราวนี้เป็นคนเมืองเก่ากุมภวาปี ยืนสัมภาษณ์ว่าทำใมได้มาขอเขากินอย่างนี้ เขาว่าก็พยายามหางานทำแต่ไม่มีใครให้งานทำ เลยต้องมาขอเขากิน ให้ไป 10 บาท ขอบบุญขอบคุณใหญ่เลย ทำใมทุกวันนี้มีมากจัง

20 พฤษภาคม 2551 หลังจากหลาย ๆ วันที่ผ่านมาของการทำงานที่ที่ทำงาน ข้าพเจ้าได้ใช้ระบบฐานข้อมูลในการประมวลและรวบรวมภูมิปัญญาหของหมอพื้นบ้านและในวันนี้ได้นำกลับไปอ่านรายงานการเก็บข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ ให้ผู้เฒ่าที่เป็นเจ้าของเรื่องราวฟังเพื่อการตรวจสอบ ในประเด็นเกี่ยวกับการรักษาโรค อาการที่เป็นของคนไข้ และกระบวนการรักษา ใช้เวลาตั้งแต่ 10 โมงเช้า ถึง 4โมงเย็น กลับถึงบ้านหกโมงเย็นแล้วกลับมาทำงานที่บ้านต่อถึง 2 ทุ่มกว่า ใครจะรู้กับข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าสนุกกับมัน และด้วยความสัจจริง ข้าพเจ้ามีความสุข มันส์เขาละ มนุษย์งาน

24 พฤษภาคม 2551 ไปร่วมประชุมสรุปการทำงานหมอพื้นบ้านกับเครือข่ายอีกหลายจังหวัด ก็ดีนะครับเพราะเป็นการติดตามงานและได้มีเวทีให้ได้ดูเพื่อ แบบเพียร์ รีวิว ขากลับพี่ชัยพฤกษ์ ชวนไปคุยกับฝรั่งมาร์ติน บอกว่าอยู่ที่ทางแยกเขื่อนอุบลรัตน์เข้าไปนิดเดียว แต่ที่ไหนได้ พากันไปถึงบ้านคำปลาหลาย พ่ออำนวยบ่นกะปอดกะแปด แต่พอได้มีโอกาสพูดคุยกับมาร์ตินแบบถึงเนื้อถึงตัว จับไม้จับมือกันด้วยแล้ว แถมได้กลิ่นขี้ กลิ่นทุ่งนา แบบนี้ข้าพเจ้าว่ามันได้อรรถรสกว่าเชิญปราชญ์ชาวบ้านให้แต่งตัวหรู แล้วไปคุยที่โรงแรม มาร์ติดพูดถึงเรื่องความพอใจ รักสันโดษ แต่ก็ใช้ปัญญา มาร์ตินเป็นคนอังกฤษ ชอบแมนยู ดูข่าวสาร อ่านหนังสือ ติดตามเรื่องราวเป็นปัจจุบันกว่าข้าพเจ้าเสียอีก พอไปถึงบ้าน คำแรกที่ข้าพเจ้าถามมาร์ตินคือ ไม่เบื่อเหรอมีคนมาหาที่บ้าน เขากลับบอกว่าชอบการแลกเปลี่ยน ชอบให้มีคนมาคุย แต่ไม่ไปกับคำเชิญของใครแม้แต่รัฐมนตรี หลายคำถามที่ถามมาร์ตินเช่นใช้ชีวิตอะไรมาบ้าง มาร์ตินบอกว่าเราต้องพยายามค้นหาใจตนเองให้พบ เขาลองมาทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะไปเรียนที่เคมบริดจส์อยู่ 1 ปี หรือเรียนจบปริญญาตรีที่ลอนดอน มาร์ตินพยายามค้นหาตนเอง มาร์ตินเล่าว่ามารดาของเขาเข้าใจเขามากที่สุด และเคยบอกว่าจะเป็นคนที่มีปัญหาที่สุด ซึ่งก็เป็นความจริง มาร์ตินบอกว่าเมืองไทยเป็นทางผ่านในตอนแรก กะว่าจะมาเที่ยวแล้วจะไปอยู่ที่ออสเตรเลีย แต่ต่อมาก็ได้แต่งงานและอาศัยอยู่ในเมืองไทย ข้าพเจ้าถามเกี่ยวกับภาษาอิสานที่ลึกซึ้งของมาร์ติน แม้แต่คำว่า นาฮูขี้ หรือนาตีนบ้านที่แม้แต่ข้าพเจ้าเองยังต้องถามความหมายจากพี่ชัยพฤกษ์ หรือพี่สำรวยที่ไปด้วยกันในวันนั้น มาร์ตินเล่าว่า ไอ้เรื่องภาษาคำพูดเนี่ยไม่เกี่ยวกับความฉลาดดอก มันเกี่ยวกับเวลา เขามาอยู่ที่อีสานนาน 15 ปี ทำใมจะพูดไม่ได้ มาร์ตินจะพูดถึงลูกบ่อย ๆ ทำให้ข้าพเจ้าแปลกใจว่าปกติแล้วในหนังภาพยนตร์จะเห็นคนต่างชาติหรือฝรั่งเนี่ยเลิกกันง่าย ๆ แล้วเอาลูกไปฝากคนนู้นคนนี้เลี้ยง โดยไม่สนใจความรู้สึกของลูก แต่มาร์ตินรักลูกมาก พูดถึงบ่อย ๆ คณะที่ไปมีสุเทพก็เลยถามว่าวางแผนชีวิตให้ลูกยังงัย มาร์ตินบอกว่าดูตามความถนัด ถ้าชอบแต่ไม่ถนัดก็ต้องยอมรับความเป็นจริงตอนนี้ลูกไปเรียนโรงเรียนกีฬา 1 คน ไปเรียนนาฏศิลป์ 1 คน มาร์ตินบอกว่าเขาไม่ได้สุดโต่งนะ เพราะคอมพิวเตอร์ที่ลูกเล่นอยู่ในเถียงนาตอนนี้ก็น่าจะทันสมัยที่สุดในหมู่บ้าน ไปเที่ยวโลตัส บิ๊กซี แมคโครก็ไป แต่ไม่ซื้อรถหรูหราเพราะมันไม่สลักสำคัญอะไร ภรรยาก็อาจจะบ่นว่าได้ว่ามีเงินทำใมไม่ใช้ มาร์ตินบอกข้าพเจ้าว่า การที่คนเรามีเงินมากทำให้ขี้เกียจไม่อยากทำงาน การเป็นคนขี้เกียจไม่ดี ข้าพเจ้าประทับใจแนวคิดการใช้คูโบต้าของมาร์ติน เมื่อเทียบกับที่ราชการไปส่งเสริมความพอเพียงแบบทำได้ยาก คือ ปลูกข้าว ทำปุ๋ย เลี้ยงควาย ทำให้ชาวบ้านเบื่อหน่าย ความพอเพียงมีจุดพอเพียงเช่นกัน ถ้าเรามีนา 20 ไร่แล้วต้องใช้แต่ควาย ควายไถนาจนตายพอดี มาร์ตินเล่าให้ฟังถึงชนชั้นในอังกฤษ ที่มาร์ตินบอกว่าทุกคนไม่มีที่อยู่ ไม่มีที่ทำกิน ทุกคนเป็นขี้ข้า เป็นลูกจ้าง เศรษฐีของอังกฤษคือชนชั้นชาวนา ขี้ข้าแต่ละกลุ่มก็คือลูกจ้าง แล้วแต่ว่าใครจะได้มาก น้อย พี่ชายมาร์ตินที่เป็นศาสตราจารย์ก็ได้เงินเดือนมาก แต่ถ้าเขาเลิกจ้างก็หมดเช่นกัน มาร์ตินเล่าถึงที่นาว่าทำไว้ให้ลูกเป็นทางเลือก ถ้าเขาไม่เอาก็จะทำเฉพาะนาฮูขี้ในบ้านนั่นเอง วันนั้นจากกับมาร์ตินข้าพเจ้าขออนุญาตพาครอบครัวไปเยี่ยมมาร์ตินอีก และกลับออกมาอย่างชื่นมื่น และแซวกันว่าคุ้มค่าไหม

พี่ชัยพฤกษ์ทดสอบข้าพเจ้า ว่าเป็นจังได๋ละพันธมิตรสร้างสุขภาพ ข้าพเจ้ามองว่าถ้าเราอยู่กับอะไรนาน ๆ จะทำให้เราเข้าใจ คึดนำทำนำทำอีหลี และไม่ครอบงำไม่ทำให้ชาวบ้านเพื่อให้เพิ่มขีดความสามารถของเขา อาจเป็นเพราะระบบราชการที่ทำให้คนราชการจับจด ไม่พอใจงาน ไม่พอใจเจ้านาย ไม่พอใจเพื่อนร่วมงาน ไม่พอใจลูกน้อง ไม่พอใจตนเอง ก็ย้ายซะจะได้หมดเรื่อง ถอดความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่ตนเองทำมาตั้งนาน โยนทิ้งน้ำไปเลย ถ้าโยนทิ้งไว้บนโต๊ะทำงานให้คนที่มาทำงานต่อได้เก็บไปใช้ก็ยังดี

เรื่องของชมรมร้านขายยาจังหวัดอุดรธานี กลับจากขอนแก่นมาประชุม ปรากฏว่าข้าพเจ้าได้เสนอเกี่ยวกับการปรับกระบวนทัศน์การทำงานของชมรมใหม่ เพื่อให้มีความก้าวหน้า กรรมการบางท่านคงจะหงุดหงิดกับแนวคิดนี้ แต่ข้าพเจ้าก็หวังว่าจะผลักดันแนวคิดนี้ได้ เพื่อให้สมาชิกเชื่อในชมรมอย่างจริงใจ

25 พฤษภาคม 2551 พระน้องมาฉันที่บ้าน ก็สร้างความสุขนะ แบ่งงานกันทำ มีคนมาบ้านไม่มากจัดบ้านเล็กน้อย ไม่ทำเรื่องง่าย ให้เป็นเรื่องยาก ก็สบายใจกันทุกฝ่าย

อันนี้ลอกเขามานะ ไม่แน่ใจว่าของใครแต่น่าสนใจดีมาก ๆ

ทีมเวอร์ค

การสร้างการเติบโตแก่ทีม

1. พัฒนาสมาชิกทีม

2. เพิ่มสมาชิกทีมคนสำคัญ

3. เปลี่ยนเป็นผู้นำ

4. ถอนสมาชิกที่ไร้ประสิทธิผลออกไป

“สายน้ำจะแสวงหาระดับของมันเอง”

ลักษณะนิสัยของผู้กระตุ้นการเปลี่ยนแปลง

1. เป็นคนมีสัญชาตญาณ

2. มีความสามารถในการสื่อสาร

3. มีความปรารถนาอย่างแรงกล้า

4. เป็นผู้มีความสามารถอย่างแท้จริง

5. มีความสร้างสรรค์

6. การริเริ่ม

7. ความรับผิดชอบ

8. ใจคอกว้างขวาง

9. มีอิทธิพล

THE ART OF LEADER

1. สร้างความภาคภูมิใจในการเป็นสมาชิกภาพของกลุ่ม

2. ตอกย้ำแก่กลุ่มของคุณว่าพวกเขาดีที่สุด

3. แสดงความยอมรับในความดีของเพื่อนสมาชิกทุกครั้งที่ทำได้

4. จัดทำป้ายคำขวัญขององค์กร

5. กำหนดคุณค่าของทีม – ค่านิยมของทีม

6. ให้ความสนใจต่อวัตถุประสงค์ร่วม

7. กระตุ้นให้คนมีส่วนร่วมในกิจกรรมอื่น นอกเหนือจากงานประจำ

ตั้งแต่ช่วงปีใหม่มาแล้ว มีเหตุการณ์หลายอย่างที่ไม่ได้บันทึก เอาเป็นว่ารวบรวมมาบันทึกในคราวเดียวนี้แล้วกัน ช่วงปีใหม่มานี้อาการอย่างหนึ่งที่ผมเป็นมาเมื่อปี 2551 คืออาการไอ อาการแพ้อากาศ เพราะปี 2550 จำได้ว่าก่อนที่จะไออย่างหนักนั้นผมนั่งอยู่กลางบ้านตรงที่ลมจะโกรกพัดมาอย่างแรงมาก เพราะบ้านผมนั้นมารดาท่านจัดโครงสร้างบ้านดี มีแอร์ล๊อค ลมเลยทะลวงเข้ามาแล้วหมุนแล้วทะลวงออกอีกทีหนึ่ง ช่วงปลายปี 2550 อากาศเย็นมาก แต่ผมไม่ใส่เสื้อกันหนาว ด้วยสาเหตุ 2 อย่างคือ คาดไม่ถึงว่าตัวเองจะไม่สามารถทนต่อลมหนาวนี้ได้ และ รู้สึกน้อยใจที่ยายนุชขึ้นเวรมากเหลือเกินไม่เหลือเสาร์อาทิตย์ไว้ให้ชีวิตคู่ของเราบ้างเลย แต่สาเหตุนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะทุกคนต้องทำงาน (แต่ทำใมต้องเสาร์ – อาทิตย์) ผมรู้สึกได้ว่าอากาศเย็นเข้าไปถึงไต ถึงภายใน และเริ่มต้นไอ ไอแบบชนิดที่ว่ามีเสมหะสามารถคายใส่ถุงไว้ได้เป็นเป๊กเลยก็ว่าได้ ผมเคยลองคายใส่ถุงไว้ แล้วลืมเก็บ มารู้ตัวอีกที สงสัยว่าใครมาทำน้ำหกใส่เท้าเรานะ ที่แท้เป็นน้ำลายครับ หมอบอกว่าเป็นหลอดลมอักเสบ พอช่วงต้นปี 2551 มีประชุมที่มุกดาหาร ผมไปร่วมประชุมและมีกินเลี้ยง ผมทดลองกินเบียร์ แต่กินแบบยกหมด ยกขาว ยกเกลี้ยง อุปมาว่าน้องสาวเชียร์เบียร์ยังไม่วางแก้วถึงโต๊ะก็หมดแก้วแล้ว ผมกินฮวบ ๆ แบบคนกินเบียร์ไม่เป็น ก็ปรากฏว่าพอขึ้นไปร้องเพลง “มาทำใมให้อายบ้านนา...” แล้วผมก็รู้สึกว่าผมจะวูบไป ลืมตามาอีกทีเหมือนในหนังเลยครับ มีคนมาห้อมล้อมแล้วถามว่าผมเป็นอะไร ผมตอบว่าก็เมานะสิ แล้วก็มีคำว่า “เมา... หาย” เดินกลับห้องเห็นดาวระยิบระยับ คืนนั้นอ้วกทั้งคืนครับ แล้วอาการไอที่ทำท่าว่าจะดีขึ้นก็กลับมาเล่นงานเอาอีก ผมกินเล่น ๆ ไปอย่างนั้นเอง แต่อาการไอไม่เล่นกับผม ไม่พอ พอกลับมาประมาณปลายเดือนมีนาคม 2551 ผมแอบกลั้นอาการไอไปบริจาคโลหิต ร่างกายที่บอบช้ำอยู่แล้วก็เลยกลับมาไอหนักขึ้น ทุกคืนผมจะคายน้ำลายได้มากประมาณ 60 มล.เห็นจะได้ ผมเริ่มรู้สึกว่าเห็นท่าจะไม่ดี เลยเอากระเป๋าน้ำร้อนไฟฟ้ามาประคบตัวเอง ช่วงเข้าปลายปี ฤดูหนาวมา ผมใส่เสื้อกันหนาว 3 ชั้น เขาร้อนกัน ผมหนาว มาเริ่มต้นปี ผมกินยาแก้ไอมาตลอดปี กิน ๆ หยุด ๆ น้องเซลล์ขายยาเอายาแผงละ 250 .- ต่อ 5 เม็ด มาให้กิน วันละเม็ด ผมกินของเขา และของที่ผมซื้อมาจำหน่ายอีก 5 เม็ด หายครับ ดีใจมาก ๆ ผมจะไม่ประมาทกับความเจ็บป่วยอีกเลย

บันทึกเมื่อ 14 มีนาคม 2552 เหตุการณ์การรบกันของผมกับยายนุชในช่วงต้นปี 2552 จริง ๆ แล้วช่วงก่อนหน้านี้ผมอ่านหนังสือ ทำวัตรเช้า ฟังเรื่องราวของธรรมบท แล้วมีข้อเตือนใจหลายอย่าง โดยเฉพาะการปล่อยวาง เวลามีข้อขัดแย้งอะไรผมจะทำมือมากำอะไรที่หัวแล้วขยำทิ้งไป อุปมาเหมือนกับกำอารมณ์ไม่ดีทิ้งไป แต่วันนั้นไม่รู้เกิดอะไรขึ้น เริ่มที่ตอนเช้า ผมขอให้ยายนุชไปแวะดูร้านออกซิเจนว่าเปิดหรือไม่ พอดีเป็นวันอาทิตย์และเขาก็อยู่นอกบ้าน แต่เขาบอกว่าทำใมต้องไปดู ไม่โทรศัพท์เอา ผมเลยบอกให้กลับมา ทั้งๆที่อยากให้ไปดูให้ พอกลับมาผมขับรถไปดูเอง แล้วก็กลับมาถามว่า “ทำใมเรื่องที่เราขอร้องนะ เธอจัดลำดับไว้ตอนท้าย ๆ ฮะ” ผลคือเป็นเรื่อง ครับ มึนตึงครับ ไม่เป็นไรผมรับได้ พอตกเย็นผมมีกินเลี้ยงที่ 24 น. เรานั่งคุยกันมีผม มียายนุช มีแจ้เก๋ ผมขอให้นุชเขาคุยโทรศัพท์กับนก (ร้านส่งเสริมแมคดิคอล) เขาบอกว่าทำใมต้องให้เขาพูด ผมเลยบอกว่าตอนนั้นผมเข้าห้องน้ำอยู่ แต่จริง ๆ แล้วผมรู้ว่าเขาไม่ชอบคุยกับคนที่ไม่คุ้นเคยกันถึงขนาด ซึ่งพอออกห้องน้ำมาผมเลยแซวว่า ยายนี่ไม่ชอบพูดกับคน ผลคือเป็นเรื่องครับ แต่ทีนี้มีตัวกระตุ้นคือแจ่เก๋ เอ็ดว่าด่าผมใหญ่เลย ผมเลยบอกตัวเองว่าไม่เป็นไร และผมก็เลยหยิบกระป๋องคุกกี้ขึ้นมาทุ่มลงไปดังเพล้ง คือผมจะอุปมาว่าปกติผมจะได้อารมณ์แบบจำลอง แต่คราวนี้ผมใช้กระป๋องครับ ทีนี้อารมณ์ก็ขึ้นสิครับ จนมาจบกันที่คำว่า “เลิกกันมั้ยละ” นุชถาม ผมเลยอึ้งแล้วเลยเดินระบายความเครียดไปที่กินเลี้ยงประมาณระยะทาง 3 กิโลเมตร หายโกรธแล้วครับ ขอบคุณหนังสือธรรมมะ โดยเฉพาะ “อยากเปลี่ยนชีวิต ต้องเปลี่ยนวิธีคิด” กลับมาจากกินเลี้ยงผมพูดกับลูกต่อหน้านุชว่า “จุ้ย วันนี้ฟันกัดลิ้นแรงมากจนเลือดออกเลยลูก” เลยได้คิดจากเหตุการณ์นี้ว่า

1.คิดซะว่าทะเลาะกับไม้ที่หล่นมาโดนหัว จะไปยืนด่ากับไม้ ไม้ก็ไม่ตอบโต้ เพราะปกตินุชจะเดินหนี โดยมีผมเดินตามไปเคลียร์ แต่เคลียร์ทีไรเป็นเรื่อง

2.คิดซะว่าเรารักเขามากเกินกว่าคำบรรยาย

บันทึกเมื่อ 14 มีนาคม 2552 คนมาบอกว่าไม่มีเงินกลับบ้านเอาพระมาให้ วันนั้นผมนึกในใจว่าถ้าเขาต้องการหลอกก็หลอกเถอะ ผมเลยให้ไป 200 ได้พระมา 3 องค์ เอาไปให้คนดูเขาบอกว่า 600 แนะ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี