การปลูกฝังเรื่อง “จิตอาสา” หรือ “จิตสำนึกสาธารณะ” ให้แก่นิสิต

บ่ายสองโมงเศษของเมื่อวาน  หลังเซ็นแฟ้มจำนวนมากเสร็จสิ้นลง  ผมถือโอกาสพาตัวเองออกมาจากโต๊ะทำงานและห้องหับอันจำเจ  
       -
โดยมีวัดสุธรรมารามของบ้านหนองแข้  เป็นจุดหมายปลายทาง

วัดสุธรรมาราม, เป็นวัดที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่บ้านหนองแข้  ต.ขามเรียง  อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม  ครอบคลุมพื้นที่ทางใจและทางสังคมของชาวบ้านหนองแข้ หมู่ที่ 4 และ 21  จำนวนประมาณ 105 ครัวเรือน

ระยะทางจากมหาวิทยาลัยไปจนถึงวัดฯ  ไม่ห่างไกลนัก  แต่คะเนได้ว่าคงไม่เกิน 5  กิโลเมตร
       ผมเลือกที่จะเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวหลังจากรู้ว่ารถตู้ของหน่วยงานไม่ว่างให้บริการ  โดยแรกเริ่มเดิมทีกะจะชวนน้องๆ ในทีมงานลงพื้นที่ไปด้วย แต่เห็นว่าหลายคนกำลังก้มๆ เงยๆ อยู่กับงานเฉพาะหน้าอย่างสาหัส  เลยจำต้องล้มเลิกความตั้งใจนั้นทันที  
       -
และเลือกที่จะ “บินเดี่ยว”  แบบเก๋ๆ แทน

(ซ้าย)  กุฏิสงฆ์ที่สร้างเมื่อปี ๒๕๑๘   (ขวา)  ศาลาที่สร้างขึ้นเพื่อจัดเก็บสิ่งของเครื่องใช้ของวัด

การลงพื้นที่ของผมในครั้งนี้  มีวัตถุประสงค์หลัก ๒  ประการ
ประการแรกคือการไปพบปะเยี่ยมเยียนชาวบ้านที่ประสบภัยน้ำท่วม  (พูดราวกับเป็นนักการเมือง-เลยใช่ไหมครับ) 
รวมถึงการไปดูสภาพพื้นที่หลังภัยน้ำท่วม (เผื่อช่วยอะไรได้บ้าง)
และที่สำคัญประการที่สองเลยก็คือ  การไปสำรวจพื้นที่ในการจัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์ในพื้นที่ของวัดวาอาราม

จะว่าไปแล้ว  ภารกิจทั้งสองประการนั้น ก็หาใช่หน้าที่โดยตรงของผม หรือแม้แต่หน่วยงานของผมที่ต้องรับผิดชอบ  หากแต่เป็น “ภารกิจทางใจ”  ที่ผมคิดอยากจะทำ  และปรารถนาที่จะต่อยอดความคิดของตัวเองอีกครั้ง  หลังจากก่อนหน้านั้น เคยได้ตะลุยออกไปจัดกิจกรรมในทำนองนี้มาแล้วเป็นระยะๆ

โดยส่วนตัวนั้น  ผมปรารถนาที่จะเห็นมหาวิทยาลัยให้บริการด้านต่างๆ ต่อชุมชนรายรอบมหาวิทยาลัยอย่างสม่ำเสมอ  ร่วมประสานใจสร้างชุมชนให้เป็น “ศูนย์การเรียนรู้”  ร่วมกันระหว่างชุมชนกับมหาวิทยาลัย  พร้อมๆ กับการส่งเสริมและสนับสนุนให้ชุมชนได้ยืนหยัดด้วยรากฐานอันเป็นภูมิปัญญาของชุมชน  มากกว่าการเคลื่อนไหลไปตามกระแสทุนนิยม  จนไม่หลงเหลือ “รากเหง้า”  ให้แตะต้องสัมผัส

 

ดังนั้น  ในระยะหลายปีมานี้  ผมจึงดิ้นรนหางบประมาณจากแหล่งต่างๆ  ไปจัดกิจกรรมกับชุมชนรายรอบมหาวิทยาลัยเป็นระยะๆ  ผ่านมิติของ “ค่ายอาสาพัฒนา” ในรูปแบบต่างๆ  ทั้งค่ายสร้าง-ค่ายสอน-ค่ายเรียนรู้แบบบูรณาการ  โดยหวังให้ชุมชนเกิดความตระหนักในคุณค่าและศักยภาพของตนเอง  และเชื่อมโยงไปสู่การเปิดพื้นเป็น “ห้องเรียน”  ให้นิสิตได้เข้าไปศึกษาเรียนรู้ร่วมกัน ทั้งในหมู่นิสิตกับนิสิต และนิสิตกับชาวบ้าน

-  มิติการเรียนรู้ที่ผมว่านั้น  อาจหมายถึงมิติแห่งการเปิดตนเปิดใจสู่กระบวนการต่างๆ  เป็นต้นว่า

·         การทำงานเป็นทีม

·         การเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี

·         การวางแผนงานและบริหารจัดการ

·         การคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า

·         การซึมซับวิถีวัฒนธรรมของชุมชนด้วยการฝังตัวอยู่ในชุมชน ฯลฯ

และที่สำคัญอีกอย่างที่ผมให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เลยก็คือ การปลูกฝังเรื่อง “จิตอาสา” หรือ “จิตสำนึกสาธารณะ”  ให้แก่นิสิต  เพื่อให้ความตระหนักถึงความรับผิดชอบทั้งต่อ “ตนเอง” และ”สังคม” เป็นที่ตั้ง  ซึ่งกระบวนการทั้งปวงนั้น  บางครั้ง ลำพังการเรียนรู้จากห้องเรียน ก็ไม่สามารถเชื่อมโยงมาสู่เรื่องเหล่านี้ได้เสียทั้งหมด

ส่วนเหตุผลของการเลือกพื้นที่ใกล้ๆ กับมหาวิทยาลัยนั้น  ผมก็ตอบอย่างชัดเจนมาในทุกยุคสมัย  ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการแก่ชุมชนอันเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัย  ความสะดวกในเรื่องระยะทาง ทั้งการริเริมและต่อเนื่อง 
      
รวมถึงความสะดวกของการในเรื่องระยะทางและเวลาของการลงสู่การศึกษาเรียนรู้ของนิสิตกับชุมชน 
      
ซึ่งไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเดินทางไปไกลแสนไกล ข้ามวันข้ามคืน  จนเหนื่อยหนักคอพับคออ่อนอย่างที่พบเจออยู่ในปัจจุบัน

แต่นั่นก็ไม่ใช่ว่าจะปิดประตูตายสำหรับการเดินทางไปยังที่อื่นๆ  เสียทั้งหมด  เพราะแนวคิดที่ว่านี้เพียงต้องการให้นิสิตมี “ห้องเรียนชีวิต”  ในอีกนิยามหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ กับมหาวิทยาลัย  ไปมาสะดวก..และเชื่อมความเป็นชุมชนกับมหาวิทยาลัยอย่างสนิทแน่นเท่านั้นเอง


ศาลาวัดที่เริ่มเสื่อมโทรมรอการซ่อมแซมปรับปรุง

และสำหรับครั้งนี้..
การมาเยือนวัดสุธรรมาราม  จึงเป็นแต่เพียงการสำรวจพื้นที่ของการให้บริการชุมชนเท่านั้น ยังไม่หลงหลักปักใจว่าจะเลือกพื้นที่ดังกล่าวเป็นสถานที่ของการให้บริการทางสังคมและผูกโยงเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ หรือ “ห้องเรียนชีวิต” ของนิสิตและชาวบ้านแต่อย่างใด

โดยก่อนหน้านี้สักเล็กน้อย  ผมได้รับข้อมูลข่าวสารจากชาวบ้านว่า “ศาลาวัด”  กำลังผุกร่อน  หลังคาเสื่อมโทรม  มีรูรั่วกระจายเต็มไปหมด  หน้าฝนคราใดน้ำเจิ่งนองทั่วพื้นศาลา ลำบากขนย้ายทรัพย์สินสิ่งของกันจ้าละหวั่น  อีกทั้งพื้นที่ก็เริ่มคับแคบ  งานบุญงานทานคนล้นศาลากันทุกปี –

ด้วยเหตุนี้แหละ  ผมถึงจำต้องลากสังขารดุ่มเดินลงพื้นที่ด้วยตนเอง  เพียงเพื่อมาดูให้เห็นกับตาว่าสภาพที่ว่านั้น จริงเท็จอย่างไร ?  และเร่งด่วนแค่ไหน ?  หรือพอจะช่วยอะไรได้บ้าง ?  
    - 
ซึ่งก่อนหน้านั้น  ผมก็ประสานเรื่องงบประมาณบ้างแล้ว  คาดว่าอย่างน้อย  ก็คงพอมีทุนรอนให้ช่วยเหลือได้บ้างในระดับหนึ่ง

 



จากสภาพที่พบเจอนั้น
ศาลาหลังที่ว่านี้สร้างขึ้นในราวๆ ปี ๒๕๑๖   ตอนนี้สภาพผุพังอย่างเห็นได้ชัด  หลังคามีรูรั่วเต็มไปหมด  พื้นศาลาเริ่มมีอาการทรุด  ผนังศาลาที่ก่อด้วยอิฐเอนทรุดรอทะลายตัวลงทุกขณะ  จำต้องใช้ลวดขึงยึดไว้ในแน่นหนากับเสาไม้ที่หยัดยืนเป็นแกนหลักของศาลา

จากการพูดคุยกับแกนนำชาวบ้านรวมถึงพระเจ้าอาวาสนั้น  ทำให้รู้ว่าเดิมทีลูกหลานที่ไปทำงานในกรุงเทพฯ จะนำผ้าป่ามาทอดถวายในห้วงสงกรานต์  แต่พอเจอพิษเศรษฐกิจแบบจังๆ  เลยจำต้องชะล่าถอยออกไปอย่างน่าเห็นใจ  พลอยให้แผนการซ่อมแซมนี้ชะงักลงอย่างไม่มีข้อแม้ 
      -
ส่วนทุนรอนที่มีอยู่ในมือหลายหมื่นบาทนั้น  ก็ไม่เพียงพอต่อการซ่อมแซมเป็นแน่แท้  จึงจำต้อง “รอศรัทธา”  และ “ปาฏิหาริย์”  มาเกื้อหนุน


ด้านหลังของศาลาที่คาดว่าเป็นจุดที่ต้องทุบเพื่อขยายพื้นที่การใช้สอยให้กว้างขวาง

สิ่งที่ผมค้นพบข้อเท็จจริงบางประการก็คือ
ขณะนี้ ยังไม่แน่ชัดว่าจะซ่อมแซม ด้วยการมุงหลังคาและขยายห้องหับให้กว้างขวางขึ้น  หรือไม่ก็รื้อออกให้หมด จากนั้นก็ยกเสาให้สูง เทคานใหม่และมุงหลังคาใหม่ไว้ก่อน  ทีเหลือค่อนระดมทุนทำให้แล้วเสร็จ

       ซึ่งแนวคิดหลังนั้น เรียกได้ว่าเป็นการทำใหม่ หรือสร้างใหม่เลยก็ว่าได้  
       
และนั่นก็หมายถึงเงินก้อนโตไมใช่ย่อยเลยทีเดียว 

เพียงเพราะความต้องการที่ยังไม่แจ่มชัดนั้น  ผมจึงร้องขอให้ชาวบ้านได้พูดคุยกันอีกสักรอบว่าต้องการอะไร ? มีแผนระยะสั้นระยะยาวรองรับหรือไม่ ? และงบประมาณต้องใช้เท่าไหร่ .?.มีทุนอยู่แล้วกี่บาท  ? ฯลฯ  เสร็จแล้วค่อยหวนกลับมาหารือกันอีกรอบก็ยังไม่สาย..

สิ่งเหล่านั้น  คือทางออกที่ผมเชื่อว่าเหมาะสมที่สุด  ทั้งการกลับไปสู่การถามตัวตนของชุมชนเองว่าต้องการอะไร ..และมีต้นทุนอะไรแค่ไหน  ทุกอย่างที่มีอยู่สอดรับกับความเป็นไปได้กี่มากน้อยกันแน่ แต่ถึงกระนั้นก็เป็นที่น่ายินดีว่าชาวบ้านเปิดเผยข้อมูลว่า  ขณะนี้มีเงินอยู่กี่หมื่น และจำนวนเงินที่ว่านั้น ก็พร้อมที่จะนำมาสมทบแบบไม่เกี่ยงงอน  ขอเพียงมหาวิทยาลัยเข้ามาเกื้อหนุนอีกแรงหนึ่ง

อย่างน้อยเจตนารมณ์เช่นนั้น ก็พลอยทำให้ผมอุ่นใจถึงความเป็น “ส่วนร่วม”  ของชุมชนอยู่มาก  เพราะนั่นคือการยืนยันได้ว่า  เราได้เริ่มต้นด้วยกัน  และชุมชนก็รู้สึกถึงการเป็น “เจ้าของ” ในสิ่งที่เรากำลังจะให้บริการ

แต่ด้วยความที่ยังไม่ชัดเจนในสิ่งที่ต้องลงมือทำ  ผมจึงยังคงไม่ให้ความหวังใดกับชาวบ้านมากนัก  แต่รับปากว่าจะกลับมาพูดคุยกันอีกรอบ  โดยเก็บงำแนวคิดของการสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ร่วมกัน (ห้องเรียนชีวิต)  ไว้เงียบๆ

ไว้ให้ชาวบ้านชัดเจนในสิ่งที่ต้องการ ค่อยมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หรือขายฝันร่วมกันอีกครั้ง 
บางทีศาลาหลังที่ว่านี้  อาจไม่แต่เฉพาะเป็นพื้นที่การจัดกิจกรรมในทางศาสนาเท่านั้น  หากแต่บางที  อาจเป็น “ห้องเรียนชีวิต  อีกห้องหนึ่งเลยก็ได้ …

แต่ตอนนี้คงยังไม่ถึงเวลาที่ผมต้องสื่อสารอะไรไปมากกว่านี้..กระมัง !
แต่อย่างน้อยก็ยืนยันได้ว่า  ผมจะยังคงเดินทางเพื่อสร้างห้องเรียนชีวิตให้เกิดขึ้นในชุมชนรายรอบมหาวิทยาลัยให้จงได้
- เพราะผมเชื่อว่า  ในโลกใบนี้  ไม่มีที่ใดที่ไม่ใช่ “ห้องเรียน”   ของ “ชีวิต

๑๖ ก.พ.๕๒
บ่ายคล้อยของวันทำงาน