
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แม่ต้อยกับพอลล่าได้เดินทางไปจังหวัดนครราชสีมา เพื่อเยี่ยมโรงพยาบาลที่เข้าร่วม” โครงการพัฒนาคุณภาพด้วยรัก” เราเดินทาง โดยรถตู้ของที่ทำงาน ออกจากรุงเทพฯในตอนบ่าย หลังจากที่เสร็จภารกิจภายในที่ทำงานแล้ว ก่อนที่จะเข้าเมืองโคราช เราแวะทานอาหารเย็นที่โชคชัย steak house เพราะว่าเป็นเวลาที่เหมาะสม อีกทั้งยังมีของอร่อยมากมายที่สามารถตุนไว้กินอย่างต่อเนื่องได้ เช่น ไอศกรีม โยเกริ์ต ข้าวโพดหวาน กระหรี่ฟั้พ ผลไม้ ต่างๆ แค่ฟังชื่อรายการอาหารก็ให้กลัวว่าน้าหนักจะขึ้นอีกหลายกิโล เป็นแน่แท้
มาดูงานที่โรงพยาบาลคราวนี้ แม่ต้อยได้รับรู้เรื่องราวดีดี ที่คนในโรงพยาบาลได้พยายามทุ่มเทเพื่อคนไข้โดยแท้ จนแม่ต้อยอดที่จะชื่นชมในความตั้งใจและความพยายามไม่ได้ สิ่งดีดีที่เกิดขึ้นนี้บางครั้งคนในโรงพยาบาลเองอาจจะยังไม่ทราบด้วยซ้ำ เนื่องจากแต่ละคนก็มีภาระงานเต็มหน้าตักในแต่ละวัน
แม่ต้อยได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมทั้งโรงพยาบาลขนาดใหญ่ และโรงพยาบาลขนาดเล็ก น่าแปลกที่ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลทั้งใหญ่และเล็ก ต่างก็มีสิ่งดีงามซุกซ่อนอยู่ภายใน อย่างเช่น
เรื่อง” ข่าวร้ายที่ต้องบอกเร็ว”
หากใครมีโอกาสได้ทำหน้าที่ในโรงพยาบาลก็จะต้องมีสักวันใดวันหนึ่งที่จะต้องเป็นผู้แจ้ง “ข่าวร้าย” ที่เกี่ยวข้องกับอาการเจ็บป่วย ไม่ว่าจะเป็นโรคร้าย หรือในกรณีที่สุดวิสัยที่ไม่สามารถช่วยชีวิตได้เป็นต้น
การเป็นผู้แจ้งข่าวนี้ นับว่าต้องใช้ความรอบคอบและต้องมีความละเอียด เข้าใจความรู้สึกของผู้ที่เราจะสื่อสารพอสมควร
เมื่อประมาณสิบปีที่ผ่านมา แม่ต้อยเคยเป็นผู้หนึ่งที่ได้รับการแจ้งข่าวทำนองนี้จากเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล ในครั้งนั้นน้องสาวลูกพี่ลูกน้องป่วยของแม่ต้อยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย เธอเป็นคนสวยมาก เป็นลุกสาวคนสุดท้องของพ่อแม่ อายุเพียงยี่สิบสามปีเท่านั้น ทำงานเป็นเลขานุการของบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง กำลังมีอนาคตที่รุ่งโรจน์ เนื่องด้วยกำลังเตรียมตัวไปทำงานในสาขาต่างประเทศในโอกาสไม่นานนัก
ด้วยความที่เธอเป็นความหวังของ พ่อแม่ เมื่อมาเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายชนิดที่รักษาไม่ไหวอย่างนี้ทำให้ครอบครัวเธอทำใจไม่ได้ แม่ต้อยจึงต้องทำหน้าเป็นพี่สาวที่เข้าไปดูแลเธออย่างใกล้ชิด ตลอดเวลาที่เธอรักษาตัวในโรงพยาบาล รับรู้ได้ด้วยอาการว่าเธอไม่มีโอกาสที่จะหายแน่นอน นึกในใจว่า จะมีวิธีบอกพ่อ แม่ พี่ น้องเธอได้อย่างไร
แม่ต้อยได้รับการติดต่อให้ไปพบเจ้าหน้าที่พยาบาลท่านหนึ่ง เพื่อ” แจ้งข่าวร้าย” นี้ ด้วยเห็นว่าเป็นญาติที่ใกล้ชิดที่สุด จำได้ว่าบรรยากาศที่ได้รับทราบเรื่องราวของน้องสาว ช่างน่าเศร้า วังเวง เคร่งเครียด ไม่เห็นความหวังใดใด เหลืออยู่เลย แม่ต้อยแม้ว่าจะทราบล่วงหน้ายัง รู้สึกว่ามันไม่อบอุ่นจริงๆ แต่ก็เข้าใจผุ้ที่ทำหน้าที่ว่าเขาได้ทำหน้าที่ที่ดีที่สุดแล้วอย่างแน่นอน “
และเรื่องนี้ยังค้างคาใจแม่ต้อยจวบจนวันที่ได้ไปที่โรงพยาบาลในจังหวัดโคราชนี่เอง
ทางทีมโรงพยาบาลได้นำเสนอประเด็น” ข่าวร้ายที่ต้องบอกเร็ว” ว่าเป็นประเด็นที่ทีมให้ความสนใจ เพราะว่าโรคร้ายบางอย่าง หากเราสามารถประเมินได้เร็ว และแจ้งผู้ป่วย รวมทั้งญาติได้เร็วเท่าไหร่ก็เป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับทั้งแพทย์ และคนไข้ที่จะร่วมมือกันในการรักษาได้เร็วขึ้น หรือบางครั้ง การบอกข่าวร้ายที่สุดสำหรับคนไข้ก็เป็นความท้าทายรวมทั้งศิลปะที่ควรต้องเข้าใจความรู้สึกรวมทั้งผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมา
ทีมได้ใช้เวทีการสนทนาระหว่าง แพทย์ พยาบาล นักจิตวิทยา แลกเปลี่ยนแนวคิด ว่าจะทำอย่างไร หากคนไข้ ตกใจ กลัว หากคนไข้ รับทราบแล้ว มีอาการทรุดลง และหากผู้ป่วยเสียชีวิต ทีมจะมีทางช่วยเหลือหรือให้กำลังใจแก่ครอบครัวในวิธีใดได้บ้าง ที่สำคัญคือ โดยสมมุติว่าเหตุการณ์นั้นเป็นเรื่องจริงของทีมเอง
“ ทำอย่างไรที่จะทำให้ทั้งคนไข้ และญาติ มีความรู้สึกไม่โดดเดี่ยว และยังมีทางเลือกที่ดีสำหรับชีวิตเสมอ แม้คนป่วยที่สิ้นหวังทำอย่างไรที่จะให้มีกำลังใจ และมีสติในช่วงสุดท้ายของชีวิตได้”
และทำอย่างไรที่จะทำให้คนไข้ ญาติ ได้สัมผัส ความจริงใจ ความรัก ความเอื้ออาทร แม้ในวันที่ร้ายที่สุดของ ของมนุษย์คนหนึ่ง วันที่จะต้องรับฟังข่าวร้ายที่บั่นทอนความหวัง บั่นทอนความสุข หรือแม้กระทั่ง บั่นทอนชีวิตคนที่เขารักที่สุดแต่ในขณะนั้น เขายังมีมนุษย์อีกหลายๆคนที่ทำหน้าที่เป็นแพทย์ พยาบาล ที่มีหัวใจเปี่ยมรัก พร้อมที่จะประคับประคองความรู้สึก ให้กำลังใจ ให้ความอบอุ่น เป็นเพื่อนมนุษย์ อีกคนที่จะช่วยให้รับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น อย่างมั่นคง และเข้มแข็งต่อไป
หลังจากการเยี่ยมโรงพยาบาลครั้งนี้แล้ว แม่ต้อยมีความรู้สึกขึ้นมาทันทีว่า สิ่งที่เคยติดค้างในใจเมื่อสิบปีท่านมา เริ่มกระจ่างชัด กระจ่างชัดขึ้น เหมือนดอกไม้ที่กำลังเริ่มบานสะพรั่ง ดอกแล้ว ดอกเล่า ความดี และความงามในการทำงานของทีมแพทย์ และพยาบาลกำลังเริ่มผลิบานและแผ่ขยาย
นี่เป็นสิ่งที่อยู่ในใจของทีมงานที่แม่ต้อยได้ไปสัมผัสมา
“ จากดอกไม้หนึ่งดอกของแต่ละคน เมื่อรวมกัน กลายเป็นแจกันที่สวยงาม”
“ผู้ป่วยสุขสงบ ญาติ สบายใจเจ้าหน้าที่มีความสุข องค์กรได้ภาพลักษณ์ที่ดีคืนมา”
“ ผู้สูงอายุ เหมือนพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตายาย พูดภาษาเดียวกับเขา ทำให้ใกล้ชิด เป็นกันเอง เราเหมือนลูกหลาน”
“ เลือกปฏิบัติในสิ่งที่ดี เอาใจไปทำงานจริงๆ เข้าใจความรู้สึกของคนไข้แต่ละคน”
และแม่ต้อยจึงอยากที่จะขอกำลังใจจาก ทุกท่านที่ได้แวะมาอ่าน เรื่องเล่านี้ ให้กับทีมเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลนี้ด้วยนะคะ
“ แม่ต้อยจะบอกขื่อโรงพยาบาลในโอกาสที่สมควรนะคะ”
แม่ต้อยจ๋า
ไปทำบุญป่าวค่ะ
คืนนี้ฝันดีนะคะ
บรรยากาศของความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต แม้รู้ก่อนว่าต้องพรากจากกันอย่างไม่มีวันได้คืนมา ก็ยากที่จะทำใจได้ แม้เข้าใจว่าเกิดมา ตั้งอยู๋ และดับไป เป็นอย่างนี้เอง ก็ปวดร้าว เพียงแต่ความเจ็บปวด ความเสียใจนั้นดับได้ช้าเร็ว
ขอบคุณแม่ต้อยที่มีจิตใจงดงาม อาชีพหมอและพยาบาล จึงมีคุณอนันต์ยากที่จะบรรยาย เพราะหากไม่มีหมอพยาบาลดูแลผู้ป่วยและให้กำลังใจญาติ ตลอดจนคนใกล้ชิดผู้ป่วยแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรจะเป็นอย่างไร
หมอและพยาบาลสามารถช่วยคนไข้ใกล้สิ้นลมได้ข้ามภพข้ามชาติ ไปสู่ความสงบสุขได้อย่างเห็นๆ ด้วยความคิดบวกนำพาไป
ขอเทิดทูนความดีของ หมอพยาบาลทุกท่านค่ะ
ขอบคุณแม่ต้อยที่นำเรื่องนี้มาเริ่มประเด็นครับ
ในแต่ละที่ แต่ละองค์กร คงจะมีสูตรในการบอกข่าวร้ายต่างๆกันไป ผมเลยขออนุญาต share สิ่งที่ไม่ใช่สูตร แต่เป็นหลักการส่วนตัว ซึ่งมีการปรับไปเปลี่ยนมาหลายรอบ (และคงจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆตามประสบการณ์ ตามวัย ตามความเชื่อ)
บรรยากาศอันเศร้าสลดหดหู่นั้น มาจากหลาย sources ซึ่งจะว่าไป source ใหญ่ก็คือมาจาก "คน" นั่นเอง เรามักจะเข้าใจผิดว่ามาจาก "ข่าวร้าย" ประเด็นนี้สำคัญ เพราะถ้าเราคิดว่ามาจาก "ข่าว" เราก็จะมี intervention ไปที่ข่าว พยายามปรับข่าว ภาษา ฯลฯ ให้ข่าวร้ายกลายเป็นดี หรือไม่ค่อยร้าย ซึ่งในความเป็นจริงก็คือเกิดความเสี่ยงในการสื่อสาร
ข่าวที่ร้ายนั้น เป็นเพราะ "คน"
ถ้าจะมี intervention ให้ลงไปที่คน ไม่ใช่ที่ข่าว
เราอาจจะเตรียมตัวญาติพี่น้องคนไข้ได้ระดับหนึ่ง (ไม่มากเลย เราจะตระเตรียมคนๆหนึ่งที่มีการรับรู้ข้อมูลมาเป็นเวลา 10 ปี 20-50 ปี ได้สักแค่ไหน?) แต่ที่เราสามารถ (และควรทำอย่างยิ่ง) ก็คือการตระเตรียมตัวบุคคลในทีมของเรานั่นเอง จะเป็นกลุ่มที่เราสามารถทำอะไรได้มากที่สุด มีประสิทธิภาพมากที่สุด (และโดยความเห็นส่วนตัวของผมก็คือมีประโยชน์ที่สุดด้วย)
ถ้าเอา analyses ตรงนี้เป็นฐาน โจทย์ของเราก็จะเป็นว่า ทำอย่างไรบุคลากรทางการแพทย์ จึง "มองและรับรู้" ข่าวที่ว่านี้อย่างมีความหวังได้บ้าง?
ข่าวนั้นเป็น "ความจริง" ส่วนจะร้าย หรือไม่ร้าย ขึ้นกับสภาวะโลกภายในของคนมอง ที่เราต้องทำก็คือ ถ้าหากงานของเราจำเป็นต้องคุ้นเคย ทำประจำ กับความทุกข์ของคน ในแง่มุมใดบ้างที่เราจะนำ "ความจริง" ดังกล่าว มาเป็นประเด็น positive ให้แก่ชีวิตของเราได้บ้าง
จนกว่าเราจะเห็น positive angle จากการเรียนรู้ความจริงเหล่านี้ด้วยตัวเราเอง ระหว่างนั้น เราอาจจะใช้สูตรต่างๆ guideline ต่างๆ มาเป็นเครื่องมือช่วยเหลือไปพลางๆ จนในที่สุด เครื่องมือที่ดีที่สุดของเรา ก็คือสิ่งที่ "เป็นเรา" จริงๆ ได้แก่ความรัก และความเมตตาต่อผู้อื่น การใช้่ความรู้ความสามารถของเราอย่างเต็มที่ เพื่อให้คนไข้และญาติพี่น้องของเขาสามารถใช้เวลาที่เหลืออย่างมีความหมายที่สุด โดยไม่ได้ถูกกลุ่มอาการต่างๆบั่นทอนศักยภาพลง โดยไม่ได้ถูกยาต่างๆ knock สลบไสลนิทราไปทุกวันๆ
ขอ share แค่นี้ก่อนครับ ต้องไปราวน์เช้าแล้ว
8.16 AM, Braeside Hospital, Sydney
. พิมญดา ศรีสวัสดิ์
วันนี้เป็นวันมาฆบูชา วันสำคัญทางพุทธศาสนา ตื่นเช้ามาไหว้พระสวดมนต์ ตลอดทั้งวัน พยายามรักษาศีลห้า ตอนเย็นไปวัด หรือสวดมนต์ที่บ้านก้ได้ ดีไหมคะ
ขอให้น้องพิมญดา มีความสุขตลอดไปคะ
5. krutoi
ขอบคุณในกำลังใจสำหรับทีมแพทย์ พยาบาลคะ รวมทั้งบุคลากรอื่นๆ
น้ำใจดีดีแบบนี้แม่ต้อยคิดว่าเป็น" ยาใจ" ที่สำคัญจริงๆคะ สำหรับคนทำงาน
สวัสดีค่ะ แม่ต้อย เป็นศิลปะเฉพาะตัวจริงๆค่ะ เรื่องการแจ้งข่าวร้าย ต้องขอยืม ท่าน อ.สกล มาใช้ค่ะ
ความรัก และความเมตตาต่อผู้อื่น การใช้่ความรู้ความสามารถของเราอย่างเต็มที่ เพื่อให้คนไข้และญาติพี่น้องของเขาสามารถใช้เวลาที่เหลืออย่างมีความหมายที่สุด
ขอบคุณเรื่องเล่า งามๆ ค่ะ
จากแม่ต้อยคน(เคย) หน้าตาดีคะ
มาชม ข่าวร้าย กลายเป็นดีนะนี่ที่ได้รู้
มายิ้มๆๆ แม่ต้อยแอบไปใช้ gotoknow ตอนไหนเพราะอยู่ในห้องประชุมด้วยกัน ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ
สวัสดีครับ แม่ต้อย
เพิ่งทราบว่าแม่ต้อยมีบล็อกด้วย แวะมากราบสวัสดีครับ
http://learners.in.th/blog/preapim/247689
แม่ต้อยค่ะ
พิมอยู่บล๊อกนี้นะคะ
คิดถึงเจ้าค่ะ
ขอบคุณแม่ต้อยนะคะ ที่นำเรื่องนี้มาแบ่งปันด้วย ...อนาคตแหววคงต้องมีที่ปรึกษา หรือหาความรู้เพิ่มเติมอีกเยอะเลยค่ะ