การปฎิบัตธรรมนี่อัศจรรย์จริง

       ในโอกาสขึ้นปีใหม่ใครต่อใครต่างก็  อวยพรให้ผู้เฒ่ามีความสุข ส่งกำลังใจมาให้และเหนือคำอวยพรใดๆ  คือหลายท่านเป็นห่วงเรื่องสุขภาพ ก็น้อมรับความปรารถนาดีด้วยความขอบคุณยิ่ง  และถือโอกาสนี้ขอบคุณเพื่อนพ้องน้องพี่ญาติมิตรชาวบล๊อก  ด้วยการนำ  สคส.  สุขภาพของอาจารย์พระครูกิตติวราภรณ์ ดร.มหาทวี*วัดป่าลิไลย์  ตำบลลำปำ พัทลุงมาเป็นการตอบแทน  โดยการคัดมาตอนหนึ่ง ดังนี้

         "การปฎิบัติธรรมนี่อัศจรรย์จริง  จะสัมผัสได้ด้วยจิตฝึกจิต  ความรู้แรกมีสติก่อน...ความรู้ต่อมาความแก่กล้า  ตื่นตัว(จิตละเอียดขึ้น)ผลของจิตละเอียด  สดชื่น  เบิกบาน  สะอาด สว่าง  สงบ  และอิสระ เหมือนคำสวดพุทธคุณของพระพุทธเจ้าที่ว่า  "ทรงเป็นผู้รู้  ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน โดยเฉพาะเวลาเราเจ็บไข้ไดป่วย  เราจะรู้ได้ดีว่าธรรมะที่เราจำมันช่วยเราไม่ได้มาก  แต่ธรรมะที่เกิดจากประสบการณ์จริง จะเป็นเข็มทิศชี้ทางจิตอยู่ด้วยสติสัมปชัญญะตลดเวลา  ประคับประคองไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อน  ป่วยโรคหนึ่ง แต่อีกหลายโรคที่จะพ่วงตามมา  คนที่ป่วยด้วยโรคร้ายเช่น โรคมะเร็ง  ก็นับว่าหนักหนาพออยู่แล้ว แต่ถ้าใจขาดสติเสียแล้ว  โรคแทรกซ้อน  ก็จะเข้าคิวตามกันมาเป็นแถว...แต่เมื่อเราตั้งสติได้เราก็จะจัดวางระบบการใช้ชีวิตใหม่ โดยการคิดใหม่ (คิดเป็น) กินใหม่(กินเป็น) นอนใหม่(นอนเป็น) ฝึกจิตใหม่(ฝึกจิตเป็น)

   คิดคือคิดออก คิดได้  คิดออกเสียจากทุกข์  

   กินเป็นคือกินตามที่จำเป็นควรกิน  ไม่ใช่กินตามใจอยากไม่กินสิ่งปนเปื้อนสารพิษ  แต่กินแล้วนำสารพิษออกจากตัวกินอาหารมนุษย์หรือกินอาหารเทวา  ไม่กินอาหารสัตว์   เนื้อสัตว์ทุกประเภท

     นอนเป็นคือนอนให้เป็นเวลา  นอนให้พอดี  ไม่มากไม่น้อย  ไม่นอนดึกเกินไป ไม่นอนตื่นสายเป็นประจำ  ไม่นอนกลางวันหลังจากอาหารเต็มท้อง  ควรนอนตะแคงขวาดีที่สุด ไม่ควรนำเรื่องต่างๆมาคิดนึกเวลานอน ควรนั่งฝึกจิตใจให้สงบก่อนล้มตัวลงนอน

     ฝึกจิตเป็นคือฝึกให้เกาะอยู่ที่  สุข (ศีล)  สงบ(สมาธิ) เย็น(ปัญญา)  เป็นประโยชน์(เมตตา)พระพุทธองค์พร่ำเวไนยสัตว์  4  อย่าง  สุข สงบ เย็น เป็นประโยชน์

    *พระครู  กิตติวราภรณ์ ดร.ทวีกิ.ติยาโณ วัดป่าลิไลย์ ตำบลลำปำ อำเภอเมืองจังหวัดพัทลุง ท่านอาพาธด้วยโรคมะเร็งเนื้องอกสีดำ ขั้นอันตราย แต่ท่าปฎิเสธการผ่าตัด และฉายแสง ปัจจุบันอาการาพาธเกือบหายปกติแล้ว

 *มีหลายตอนในหนังสือที่ควรค่าแก่การศึกษาวิธีการครับ*