จิตอาสา gotoknow นั้นได้กลายมาเป็นพลังที่น่าสนใจ

ผมเขียนบันทึกนี้ในขณะที่ทุกคนกำลังซุกกายหลับฝันอยู่ใต้ผ้าห่มนวมอันอบอุ่นใน “สวนสบาย”  ของคุณหมอสุพัฒน์  ใจงาม (kmsabai) และห้วงเวลาที่ว่านี้ก็คือ 1.16  นาฬิกา


บรรยากาศเช้าชื่น สรวลเสเฮฮาดื่มน้ำเต้าหู้อันฉ่ำหวานหน้าบ้านของน้องพิมพ์ดีด

 

หวนคิดถึงเรื่องราวในค่ำคืนที่ผ่านมา   ผมมีโอกาสได้นั่งคุยกับหนุ่มนักฝันอย่าง “คุณเอก”  (จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร) เพียงสั้น ๆ  แต่ในห้วงสั้น ๆ ที่ว่านั้นก็ดูประหนึ่งว่าจะเป็นวันเวลาที่มีค่าอย่างมหาศาล  โดยเฉพาะการกล่าวถึงคุณประโยชน์ของ gotoknow  ที่มีต่อตัวเราทั้งสองคน  โดยคร่าว ๆ  แล้วเราต่างก็เห็นตรงกันว่า  gotoknow  เป็นกลไกอันสำคัญที่ช่วยให้เราได้เรียนรู้ตัวเอง  พัฒนาตนเอง  และเรียนรู้ที่จะอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขบนพื้นฐานของการ “แบ่งปัน” 

 

คุณเอก,  สะท้อนแบบง่าย ๆ และตรงไปตรงมาว่า gotoknow  ได้ฝึกให้ตัวเองเรียนรู้การคิด  การอ่าน  การเขียนอย่างเป็นระบบ  และหลายปีให้หลังมานี้เจ้าตัวก็เอาจริงเอาจังกับกระบวนการเรียนรู้ผ่าน gotoknow มากขึ้น ละเอียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด  โดยนั่นก็หมายถึงการยอมรับว่า  ส่วนหนึ่งในการเติบใหญ่ของชีวิตนั้นก็ได้รับการเพาะบ่มและขัดเกลาจากเวทีแห่งนี้อยู่มากเหมือนกัน  ซึ่งนั่นก็ยังไม่รวมถึงการก่อเกิดปรากฏการณ์ทางมิตรภาพที่ฉายสะท้อนให้เห็นความเป็นต้นทุนทางสังคมที่สานใยเป็น “เครือข่าย” อันไร้พรมแดนอย่างมหัศจรรย์

 

นั่นคือคำบอกเล่าของคุณเอกที่ผมรับรู้และสัมผัสได้อย่างไม่กังขา  บางครั้งอาจฟังดูอาจไม่ใช่บทสรุปที่แปลกใหม่  เพราะใคร ๆ ต่างล้วนสรุปไว้ในทำนองนี้ด้วยกันทั้งนั้น  แต่ที่ผมหยิบยกมาพูดถึงอีกรอบนั้นก็เพียงเพื่อที่จะตอกย้ำให้เห็นว่าการมา “ปาย”  ในครั้งนี้  ผมเองก็อาศัยต้นทุนทางสังคมที่ว่านี้เป็นใบเบิกทางมาอย่างไม่เขินอาย

 

และยิ่งได้หยั่งคิดถึงวาทกรรมที่ว่า “จิตอาสา gotoknow”  ก็ยิ่งให้ความเคารพต่อวาทกรรมนี้อย่างหนักแน่น   เพราะนี่คือบทพิสูจน์มิตรภาพอันดีงามของบล็อกเกอร์ที่มีต่อกันและกัน  ซึ่งต่างพร้อมเสมอกับการ “เทใจ”  ทำสิ่งดี ๆ ร่วมกันอย่างไม่เกี่ยงงอน  โดยรู้ทั้งรู้ว่าการเดินทางครั้งนี้  บางทีอาจจะต้องร่วมเดินทางมากับคนที่เรายังไม่เคยพบหน้ากันมาก่อนเลยก็ตาม  

 

โดยส่วนตัวแล้ว  ผมมองเรื่องนี้ว่า  นี่คือปฐมบทของกิจกรรมที่ยกระดับจากความเป็น “ปัจเจก”  ส่วนบุคคลมาสู่ความเป็น “องค์กร”  หรือ “สถาบัน”  อย่างน่าสนใจ   เพราะเมื่อนับย้อนกลับไปสักสามถึงสีปี หรือมากกว่านั้นกิจกรรมนี้ก็เกิดก่อเป็นรูปเป็นร่างจากการผนึกแรงใจแห่งความเป็น "จิตอาสา" ของ "คุณเอก" และ "หมอสุพัฒน์"  ล้วน ๆ  โดยวิถีแห่งจิตอาสานั้นมีกัลยาณมิตรจากทั่วสารทิศต่าง ๆ  ทยอยส่งสิ่งของเครื่องใช้และปัจจัยต่าง ๆ มาเกื้อหนุนตามกำลังศรัทธาอย่างน่ายกย่อง  ถัดจากนั้น  ทั้งคุณเอกและหมอสุพัฒน์ ก็ทำหน้าที่ในการเป็น “ผู้นำสาร”  แห่งความรักและมิตรภาพเหล่านั้นไปมอบให้กับเด็กๆ  ในหมู่บ้านที่ขาดแคลน  และนำพาภาพชีวิตที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความหวังของเด็ก ๆ สื่อสารกลับมายังเจ้าของ “สาร”  อย่างไม่ตกหล่น  พลอยให้แต่ละท่านอิ่มใจและอิ่มบุญกันอย่างถ้วนหน้า 

 

แต่สำหรับต้นหนาวของปีนี้   ผมเข้าใจว่ากิจกรรมดังกล่าวได้เปลี่ยนสถานะขึ้นอย่างน่าสนใจ  อย่างน้อยก็เห็นได้ชัดว่ากิจกรรมนี้ได้ถูกระบบของความเป็น gotoknow  สานรับอย่างแน่นหนัก  และเป็นเสมือนการตอบรับว่านี่คืออีกกิจกรรมหนึ่งของ gotoknow ที่คืนกำไรกลับสู่สังคม  และถึงแม้กิจกรรมนี้จะไม่ใช่วัตถุประสงค์หลักของการก่อเกิด gotoknow  แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า  นี่คือผลพวงของเวทีแห่งการเรียนรู้นี้ด้วยเช่นกัน

 

ในทำนองเดียวกันนี้  ผมเองก็คิดเองเออเองไปไกลเลยว่า  คงดีไม่น้อยหาก  “จิตอาสา gotoknow”  จะยังคงหยัดยืนอยู่ต่อไป  พร้อม ๆ กับการขยายเครือข่ายไปสู่ภูมิภาคอื่น ๆ  หากแต่เป็นกิจกรรมที่ง่าย ๆ  และแสนงาม  ไม่หวือหวาและตั้งเป้าสูงส่ง  เฉกเช่นกับที่ผมคิดเองเออเอง รวมถึงแลกเปลี่ยนกับเพื่อนร่วมทางไปแบบเรื่อย ๆ  ในทำนองที่ว่า   “คงจะดีมากหากกิจกรรมนี้มีขึ้นอย่างต่อเนื่องและยาวนาน  และเป็นงานอันสร้างสรรค์ของเครือข่าย gotoknow  ที่อาจต้องร่วมกันสานต่ออย่างมีพลังสืบไป   ขึ้นอยู่กับว่าจะมีการหมุนเวียนสัญจรไปยังภูมิภาคอื่นๆ หรือไม่  หรือหากมีขึ้น ณ ที่ใดก้แล้วแต่  รูปแบบก็ย่อมปรับแต่งไปตามภูมิภาค หรือท้องถิ่นนั้น ๆ ก่อเกิดบรรยากาศการเรียนรู้ร่วมกันและได้ทำประโยชน์ให้กับสังคมอย่างไม่ซับซ้อน  ซึ่งบางครั้งก็รวมถึงการพักผ่อนเพื่อเติมพลังให้กันและกันไปในตัว”


ต้นกล้า : หนุ่มแม่ฮ่องแสนกับการมาเมืองปายเป็นครั้งแรกของชีวิต

 

อย่างไรก็ตาม  ผมก็ยังอยากที่จะยืนยันว่า การขับเคลื่อนกิจกรรมภายใต้แนวคิดของความเป็น “จิตอาสา gotoknow” นั้นได้กลายมาเป็นพลังที่น่าสนใจ   หากสามารถขยายผลต่อเนื่องและสามารถนำพากลุ่มบรรดาบล็อกเกอร์ทั้งหลายทั้งปวงมาร่วมกันอย่างหนักแน่น  ยิ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่า  ท้ายที่สุดแล้ว  ดีไม่ดีกลุ่มจิตอาสา gotoknow  อาจได้รับการกล่าวถึงอย่างแพร่หลาย  เฉกเช่นหลายกลุ่มที่สังคมให้การยกย่องและกล่าวถึงมาแล้วอย่างมากมาย   ยิ่งหากสามารถนำคนหนุ่มคนสาวในรั้วมหาวิทยาลัยมาร่วมเป็นเครือข่ายได้  ยิ่งน่าจะเป็น “ห้องเรียน”  อีกห้องที่ควรค่าต่อการเรียนรู้อย่างยิ่งยวด  เพราะจะช่วยให้พวกเขาได้มีโอกาสพบเจอกับครูคนใหม่ที่มาในภาพของ “บล็อกเกอร์”  และร่วมกิจกรรมด้วยกันอย่างแสนสนุก  

แต่อย่างไรก็ดี  ผมก็เข้าใจดีว่า  โดยเนื้อแท้แล้วคนริเริ่มกิจกรรมนี้อย่างคุณเอกและหมอสุพัฒน์ก็คงมิได้ปรารถนาให้กิจกรรมนี้เติบใหญ่และมีชื่อเสียงเสียทั้งหมดหรอก  หากแต่ปรารถนาเพียงการได้แบ่งปันสิ่งดี ๆ  ให้กับคนรอบข้างเป็นหลักสำคัญ  และเพียงต้องการยืนยันให้เราได้ตระหนักอย่างหนักแน่นว่า "ความดี..งดงามเสมอ"  และการให้ที่แท้จริงก็คือการให้ที่ปราศจากการหวังสิ่งตอบแทน


นิสิตจาก มศว. กำลังลำเลียงสิ่งของขึ้นรถสองแถว ณ บ้านสุขใจ

 

 

สำหรับผมแล้ว  ในห้วงเวลาที่ผ่านมา  หลายต่อหลายกิจกรรมที่จัดแต่งขึ้นก็ล้วนแล้วแต่ได้รับพลังขับเคลื่อนและหนุนนำจากกัลยาณมิตรที่เป็นบล็อกเกอร์ใน gotoknow  แทบทั้งสิ้น  ไม่ว่าจะเป็นค่ายเล็ก ๆ  ในชื่อ สายธารความรู้สู่เด็กและเยาวชน   เรียนนอกห้องเรียนปรับเปลี่ยนทัศนคติสู่จิตสำนึกสาธารณะ   หรือแม้แต่ มมส รวมใจสู้ภัยน้ำท่วม  และล่าสุดนั้นก็คือ  การพานิสิตไปต่อเติมศาลาเพื่อจัดกฐินโบราณแบบสมถะ ๆ  ซึ่งทุกกิจกรรมก็มีความเป็น “บล็อกเกอร์ gotoknow”  เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมเหล่านั้นเสมอ  ไม่ว่าจะมาในรูปของเงินทอง  สมุดหนังสือ  ของเล่น ฯลฯ  สิ่งเหล่านี้ก็ยืนยันได้ว่า gotoknow  เป็นพื้นที่แห่งการสนับสนุนการทำความดีในแบบ “จิตอาสา”  อย่างชัดเจน  เพียงแต่กิจกรรมที่มีขึ้นนั้น  มิได้นำเข้าสู่ระบบและวาทกรรมเฉกเช่นกิจกรรมในครั้งนี้เท่านั้นเอง

 

และสำหรับกิจกรรมในครั้งนี้  ผมถือได้ว่าเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ไม่ซับซ้อนนัก  และเชื่อว่าทุกคนที่เข้าร่วมจะรู้สึกในทำนองเดียวกันว่า “เวลากับงาน”  นั้นสามารถจัดการได้อย่างไม่ยากเย็น  อีกทั้งไม่เพียงแต่ได้ทำสิ่งดี ๆ  เท่านั้น  หากแต่ยังผูกโยงถึงการเรียนรู้ “ภาพชีวิต”  ของผู้คนและสังคมต่าง ๆ  ไปในตัวอย่างแนบเนียน   ได้ทั้งการบำเพ็ญประโยชน์  ได้ทั้งการพักผ่อนและเรียนรู้เรื่องประวัติศาสตร์ชุมชนไปในตัว  และที่สำคัญก็คือการเป็นเสมือนการมา “เยี่ยมญาติ”  ด้วยเช่นกันกระมัง   ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น  ทั้งปวงแล้วก็คงต้องยกคุณประโยชน์นั้นให้กับ gotoknow  ไปเต็ม ๆ

 

 

ท้ายที่สุดนี้  ถึงแม้ ณ ห้วงที่ผมกำลังนั่งเขียนบันทึกด้วยคอมพิวเตอร์นี้  กิจกรรมที่ว่าด้วย “จิตอาสา”  จะยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องลงมือทำอย่างเป็นรูปเป็นร่าง  แต่ก็เชื่อและเข้าใจอย่างไม่กังขาว่า  แท้ที่จริงแล้ว  กิจกรรมทั้งปวงนี้ก็ก่อเกิดและดำเนินมาเกือบเสร็จสมบูรณ์แล้ว 

 

และนี่ก็เป็นปรากฏการณ์ของการพัฒนากิจกรรมหนึ่งในระดับปัจเจกขึ้นสู่ความเป็นองค์กรอย่างน่ายกย่อง   โดยเฉพาะการใช้พลังของเครือข่ายอันเป็นต้นทุนของสังคมมาขับเคลื่อนอย่างน่าสนใจ  และถึงแม้กิจกรรมนี้จะมีขึ้นและปิดตัวลงเพื่อรอการมาเยือนอีกครั้งในปีหน้า  แต่ผมก็เชื่อว่า  ความดี..ยังงดงามเสมอ

พี่แก้ว  พี่คิม และพี่ใบบุญ ..ทีมงานจิตอาสาจากขอนแก่นและโรงพยาบาลศรีนครินทร์ ฯ

 

ผมมีความสุขที่ได้เขียนบันทึกนี้จากมุมมองดิบ ๆ ของตนเอง  โดยไม่หยั่งคิดอะไรมาก  เพราะนี่คือการเขียนแบบเปิดเปลือยตามสไตล์ของผม   ส่วนจะผิดหรือถูกนั้นก็สุดแท้แต่ผู้อ่านจะวินิจฉัย  ซึ่งผมก็พร้อมน้อมเคารพอย่างปราศจากเงื่อนไขใด ๆ

 

แต่ที่สำคัญเลยก็คือ ...  ผมรู้สึกชัดเจนเหลือเกินว่า  งานนี้ คืองานบุญ
และ 
“จิตอาสา gotoknow”  คือปรากฏการณ์ “บุญ”  ที่ควรได้รับการขยายผลต่อไปและต่อไป

....

 

 

02.25 น.
สวนสบาย, ปาย
คืนที่ความฝันไม่ยอมหลับฝัน