อย่างไรก็ตามผู้มีเหตุผลและมีจิตใจกว้างก็ไม่ควรด่วนปฏิเสธเสียทีเดียว

ชาวพุทธควรมีความเชื่อดังนี้

1 . เชื่อว่าทำดีได้รับผลดี  ทำชั่วได้รับผลชั่ว  ตามกฎแห่งผลกรรม  แต่คนสมัยนี้มองว่าเห็นคนทำชั่วบางคนร่ำรวยมีเกียรติ  มียศ  มีอำนาจวาสนา  คนทำดีบางคนกลับจนยาก  ไร้ยศ  ไร้ตำแหน่ง ไร้เกียรติ  ที่จริงตามหลักพุทธธรรมผมมองว่า  ความดีอยู่ที่จิตใจสะอาด  สว่าง  สงบ  ปราศจากกิเลส  จิตใจมีความสุข  ไม่ใช่การทำดีแล้วสิ่งที่ได้คือยศ  ตำแหน่ง  เงิน  ร่ำรวย  การมุ่งหวังในสิ่งเหล่านี้ทำให้เจตนาเขาไม่สมบูรณ์  กลายเป็นสิ่งวุ่นวายสร้างความทุกข์ทางใจ  ในทางพุทธมองว่าเมื่อทำดีแล้วไม่ปฏิเสธที่จะได้รับลาภ  ยศ  สรรเสริญ  สุข  แต่สิ่งเหล่านี้ไม่แน่นอน  เพราะมันเป็นผลพลอยได้ของความดี  แต่ถ้าสังคมมีค่านิยมผิด ๆ มันก็จะไม่ได้รับสิ่งเหล่านั้น

2 . เชื่อว่าคนที่มีบุญคุณต่อเรามีจริงเช่น  บิดา  มารดาเป็นผู้มีพระคุณต่อบุตรธิดา  เพราะท่านเป็นผู้ให้กำเนิดลูกมา  เลี้ยงลูกให้เจริญเติบโต  รักลูกด้วยความบริสุทธิ์ใจ  มารดาบิดาจึงมีบุญคุณอย่างสูงแก่ลูก ๆ   ดังนั้นลูก ๆ ควรรู้สำนึกในบุญคุณของท่านแล้วตอบแทนในบุญคุณของท่านเหล่านั้น  ในความหมายของบุญคือการกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้แก่ใครแล้วทำอย่างบริสุทธิ์ใจโดยไม่หวังผลตอบแทน  การกระทำที่หวังผลตอบแทนไม่ถือว่าเป็นบุญ

3 . เชื่อว่าพระสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ  คล้ายกับความเชื่อตามตถาคตโพธิสัทธา  ต่างแต่ว่าเป็นความเชื่อในนักบวชที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบผู้เดินตามแนวทางหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าย่อมมีผลต่อการบรรลุธรรมที่สูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป

4 . เชื่อว่าโลกหน้าอยู่จริง  เป็นความเชื่อตามภพภูมิเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ไม่เฉพาะแต่ในโลกมนุษย์นี้เท่านั้น  เมื่อคนเราตายแล้วอาจไปเกิดในภพภูมิต่าง ๆ แล้วแต่กรรมเวรของแต่ละคน  เรื่องโลกอื่นนี้แม้ว่าคนเรายังพิสูจน์ไม่ได้  เพราะความรู้เกี่ยวกับจักรวาลนี้คนเราพึ่งมีความสนใจอยู่ในระยะเริ่มต้นเท่านั้นเอง

5 . เชื่อว่ามีโอปปาติกะจริง  คือสัตว์ที่ผุดเกิดขึ้นมาเป็นรูปร่างนั้นมีอยู่จริง  โดยไม่ต้องอาศัยอยู่ในครรภ์มารดามาก่อน  สัตว์เหล่านี้เช่น  สัตว์นรก  เปรต  อสุรกาย  เทวดา  และรูปพรหม  เป็นต้น 

อย่างไรก็ตามผู้มีเหตุผลและมีจิตใจกว้างก็ไม่ควรด่วนปฏิเสธเสียทีเดียวว่ามีเพียงแต่สัตว์มนุษย์เท่านั้น  สัตว์ในโลกอื่นไม่มีอยู่จริงเพราะมองไปในสากลจักวาลนี้นั้นกว้างใหญ่ไพศาลเอาเสียจริง ๆ .