วจีอันอมตะของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) ที่ว่า "จินตนาการสำคัญกว่าความรู้" Imagination is more imPortant than Knowledge. นั้น มีหลายคนมักนำมาอ้างอืงบ่อยๆ ผู้เขียนเองก็เคย จึงเลยนำมาศึกษาเปรียบเทียบกับปัญญา 3 ในพระพุทธศาสนา พอเป็นแนวศึกษา ลปรร. ได้ดังนี้ครับ
สุตมยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการฟัง รวมถึงเกิดจากการเห็น การดม การลิ้ม การสัมผัส หมายเอาการเรียนรู้ด้วยประสาททั้ง 5 คือ ตา หู จมูก ลิ้น และกาย เป็นความรู้หรือปัญญาที่ได้จากผู้อื่น มีทั้งที่เป็นคุณและโทษ
จินตมยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการคิดพิจารณาไตร่ตรอง วิเคราะห์ สังเคราะห์ เชื่อมโยงความรู้ต่างๆ ทำให้เกิดเป็นองค์ความรู้ใหม่ เป็นความรู้หรือปัญญาที่เกิดขึ้นด้วยจิตตน มีทั้งที่เป็นคุณและโทษเช่นเดียวกัน
ภาวนามยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการปฏิบัติ คือการน้อมจิตเข้าไปศึกษาในสรรพสิ่งตามความเป็นจริง เพื่อให้รู้แจ้งแห่งสัทธรรม เฟ้นแต่ฝ่ายดี มีแต่คุณไม่มีโทษ แล้วประกาศเผยแพร่ไป หมายเอาพระปัญญาธิคุณแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเทียว
และหากกล่าวถึง "จินตนาการสำคัญกว่าความรู้" ก็หมายเอาเพียง "จินตมยปัญญาสำคัญกว่าสุตมยปัญญา" เท่านั้น ยังมิเทียบถึงภาวนามยปัญญาแต่อย่างใด สรุปเอาอย่างนี้ ได้ไหมหนอ?
ขอแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยกันครับ...
ต้อมรู้จัก "ไอน์สไตน์" เพราะว่าชอบประโยคเด็ดอันนี้ล่ะค่ะ >> จินตนาการสำคัญกว่าความรู้
สวัสดีค่ะ เพื่อนรัก
อูยยย อธิบายไม่ถูก ดีใจที่เพื่อนไปทักทายในบล็อก...ดีใจ
สวัสดีครับ เนปาลี ขอบคุณมากที่แวะมาทักทาย
สวัสดีครับ เพื่อนรัก...ครูอ้อย แซ่เฮ ขอบคุณมากที่แวะมาเยี่ยม
ขอบคุณค่ะ ได้อ่านหนังสือไอน์สไตน์ ถาม พระพุทธเจ้าตอบ ยังไม่จบ
แต่คิดว่าน่าจะใช่ เรื่องภาวนาเป็นเลิศนะคะ
กราบอ.ทนันค่ะ
Imagination is more important than Knowledge
คนไม่มีรากเห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ แต่ไม่ได้หมายความว่า มีแต่จินตนาการโดยไม่มีความรู้ล่ะมังคะ ....
ความรู้ที่ขาดจินตนาการคงเป็นอะไรที่แห้ง ๆ แล้ง ๆ แต่ถ้ารวมกับจินตนาการแล้ว ความรู้ก็จะมีชีวิตชีวา...นำไปใช้ได้หลากหลายวิธีขึ้น....
ขงจื้อกล่าวว่า..."เรียนโดยไม่คิด...เสียเวลา คิดโดยไม่เรียน...เข้ารกเข้าพง"
ระลึกถึงอาจารย์ค่ะ...^_^...
สำคัญเท่าเทียมกัน
เริ่มแรกเกิดจากครรภ์ ร่ำเรียนหนังสือ จนเติบใหญ่ มีความรู้ ต้องใช้ สุตมัยปัญญา
เมื่อ สุตมัยปัญญา มีมากขึ้น จินตมัยปัญญา จึงตามมา เมื่อ จินตมัยปัญญา มีมากขึ้น ภาวนามัยปัญญา ก็เกิดขึ้นตามมา
เมื่อเกิด ภาวนามัยปัญญา แล้ว จินตมัยปัญญา ก็เกิดรู้ในสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดจาก ภาวนามัยปัญญา เมื่อเกิดปัญหาที่ จินตมัยปัญญา แก้ไม่ได้ ก็ต้องอาศัย สุตมัยปัญญา ช่วยแก้ไข
ดังนั้น ทั้งสามจึงเป็นองค์ประกอบ สนับสนุน ซึ่งกันและกัน จะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้เลย
และ ต่างก็มีความสำคัญเท่าเทียมกัน นำพาไปสู่หนทางแห่งธรรม
ที่อัลเบิรต์ ไอสน์ไตน์ กล่าวนั้น เพราะ ไม่ใช่เป็นชาวพุทธ และ เข้าใจในคำสอนของพุทธศาสนา ต่างไปจากชาวพุทธ แต่ในทางพุทธศาสนาแล้ว เป็นอย่างที่กล่าวมาข้างต้น ทั้งตนเองคงลืมไปแล้วว่า สูตรต่าง ๆ ที่ตนได้นำมาค้นคว้านั้น มีพื้นฐานมาจาก สุตมัยปัญญา ทั้งสิ้น โดยอาศัย จินตมัยปัญญา เข้ามาพิจารณา จึงหลงคิดไปว่า จินตนาการ หรือ ความคิดฝัน นั้น สำคัญกว่า ความรู้ หากว่าคนเรา ไม่ได้เรียนรู้มาก่อนแล้ว จะนำเอา สิ่งใดมา คิด หรือ ฝัน สรรสร้างสิ่งต่าง ๆ ได้เล่า
พอแค่นี้ก่อน ไม่อยากเขียนมาก เดี๋ยวจะยาว
รักษาสุขภาพให้ดี
สวัสดี
สวัสดีครับ คนไม่มีราก ขอบคุณมากที่แวะมาเยี่ยม
อาจเป็นว่า ให้ความสำคัญเหมือน ๆ กัน แต่จินตนาการสำคัญกว่า อย่างนั้นกระมัง
คงเป็นว่า ให้ความสำคัญเหมือน ๆ กัน และเท่า ๆ กัน อย่างนั้นกระมัง
เรียน อ.ทนัน
ผมมาติดตามข้อเขียนดีๆ ที่เปรียบในเชิงพุทธศาสนา ได้เรียนรู้เรื่องราวที่ต่างออกไปในหลากหลายแง่มุม
ต้องขอขอบคุณครับ
...ดังนั้น ทั้งสามจึงเป็นองค์ประกอบ สนับสนุน ซึ่งกันและกัน จะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้เลย...หากว่าคนเรา ไม่ได้เรียนรู้มาก่อนแล้ว จะนำเอา สิ่งใดมา คิด หรือ ฝัน สรรสร้างสิ่งต่าง ๆ ได้เล่า...
ปัญญาทุกระดับย่อมมีผลคือพลัง สรรค์สร้างให้เกิดสิ่งต่างๆ ได้ แต่ถ้าไต่ไปให้ถึงภาวนามยปัญญา จะประเสริฐสุดนั่นเทียว
สวัสดีครับ
สวัสดีครับท่าน จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร ขอบคุณมากที่แวะมาเยี่ยมครับ
สวัสดีคะ
ตามมาอ่าน
ขำป้ายคนดีศรีเจียงใหม่ หากไปวางไว้คนละที่แถวรัฐสภา แถวๆกรุงเทพ เป็นอีกเรื่องเลยนะนี่คะ
สวัสดีครับท่านทนัน
ไม่เจอกันนานก็คิดถึงอยู่ดอก.....
สุตตมยปัญญา คือปัญญาที่ได้จากการเรียนรู้ ศึกษาตำรับตำรา ฟัง ดูมองเห็นได้ยินมา ครั้นจำได้แต่มีโอกาสลืมเลือนได้ตามกาลเวลา เช่นการท่องจำพระสูตร คัมภีร์ต่างๆ เป็นต้น เปรียบเสมือนลูกศิษย์ต้องพึ่งพาอาศัยครูอยู่
จินตมยปัญญา คือปัญญาที่ได้จากการตรึกนึกคิด จินตนาการไปในทางที่ดีจนทำให้เกิดปัญญา มีโอกาสเสื่อมได้ตามกาลเวลาเช่นกัน เปรียบเสมือนลูกศิษย์ที่ไม่มีครูต้องพึ่งตนเองโดยการตรึกไป นึกคิดไป เช่นท่านอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein)
ภาวนามยปัญญา คือปัญญาที่เกิดจากการภาวนา เช่นการภาวนาพิจารณาในมหาสติปัฎฐาน ๔ มี รูป เวทนา จิต ธรรม เป็นต้น ปัญญาชนิดนี้เกิดจากการภาวนาล้วนๆ จนเกิดปัญญาอันรู้แจ้งเห็นจริง หากเมื่อรู้แล้ว เห็นจริงแล้วไม่มีทางเสื่อม จะคงอยู่ เป็นจริงอยู่อย่างนั้นตลอดไป อย่างเช่นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ตามแนวทางอริยสัจ ๔ ซึ่งพระองค์ทรงตรัสรู้ได้โดยพระองค์เอง เปรียบเสมือนผู้ที่ไม่มีครู ศึกษาภาวนาจนเกิดความรู้แตกฉานด้วยตนเอง แล้วจึงนำความรู้ภาวนามยปัญญาที่ได้ไปเผยแผ่แนะนำสั่งสอนพุทธสาวกของพระองค์โดยการบอกเล่า บันทึก พระไตรปิฎก พระสูตร คัมภีร์ เป็นต้น
ปัญญาอันเป็นเลิศเหนือภาวนามยปัญญาเป็นไม่มี
[เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนหนึ่งของข้าพเจ้าเอง ผิดถูกประการใดท่านทนันอย่าได้ถือสา]