สวัสดีครับท่านทนัน
ไม่เจอกันนานก็คิดถึงอยู่ดอก.....
สุตตมยปัญญา คือปัญญาที่ได้จากการเรียนรู้ ศึกษาตำรับตำรา ฟัง ดูมองเห็นได้ยินมา ครั้นจำได้แต่มีโอกาสลืมเลือนได้ตามกาลเวลา เช่นการท่องจำพระสูตร คัมภีร์ต่างๆ เป็นต้น เปรียบเสมือนลูกศิษย์ต้องพึ่งพาอาศัยครูอยู่
จินตมยปัญญา คือปัญญาที่ได้จากการตรึกนึกคิด จินตนาการไปในทางที่ดีจนทำให้เกิดปัญญา มีโอกาสเสื่อมได้ตามกาลเวลาเช่นกัน เปรียบเสมือนลูกศิษย์ที่ไม่มีครูต้องพึ่งตนเองโดยการตรึกไป นึกคิดไป เช่นท่านอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein)
ภาวนามยปัญญา คือปัญญาที่เกิดจากการภาวนา เช่นการภาวนาพิจารณาในมหาสติปัฎฐาน ๔ มี รูป เวทนา จิต ธรรม เป็นต้น ปัญญาชนิดนี้เกิดจากการภาวนาล้วนๆ จนเกิดปัญญาอันรู้แจ้งเห็นจริง หากเมื่อรู้แล้ว เห็นจริงแล้วไม่มีทางเสื่อม จะคงอยู่ เป็นจริงอยู่อย่างนั้นตลอดไป อย่างเช่นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ตามแนวทางอริยสัจ ๔ ซึ่งพระองค์ทรงตรัสรู้ได้โดยพระองค์เอง เปรียบเสมือนผู้ที่ไม่มีครู ศึกษาภาวนาจนเกิดความรู้แตกฉานด้วยตนเอง แล้วจึงนำความรู้ภาวนามยปัญญาที่ได้ไปเผยแผ่แนะนำสั่งสอนพุทธสาวกของพระองค์โดยการบอกเล่า บันทึก พระไตรปิฎก พระสูตร คัมภีร์ เป็นต้น
ปัญญาอันเป็นเลิศเหนือภาวนามยปัญญาเป็นไม่มี
[เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนหนึ่งของข้าพเจ้าเอง ผิดถูกประการใดท่านทนันอย่าได้ถือสา]