จริงๆ แล้วบทความนี้จะลงในนิตยสาร Happening ฉบับเดือนสิงหาคมนี้ครับ แต่เห็นว่าเรื่องมันกำลังเป็นข่าวก็เลยขออนุญาตบรรณาธิการบริหารเอามาลงที่บล็อกนี้ บกบห. ท่านใจดี เห็นว่าบล็อกผมไม่ค่อยจะมีคนอ่านอยู่แล้ว (ฮา) ก็เลยไฟเขียวให้ลงได้
------------------------------------------------------------------
จูโน่เอฟเฟค
จูโน่ (Juno) ถือเป็นหนังในดวงใจของผมในรอบปีที่ผ่านมาเลยครับ ด้วยส่วนผสมของบทภาพยนตร์และนักแสดง รวมถึงเพลงประกอบที่เหมาะเจาะ ทำเอาเดอะโมลดี้พีชเชส (The moldy peaches) กลายเป็นวงอินดี้ที่รู้จักในวงกว้าง จูโน่ตระเวณกวาดรางวัลไปร่วมสี่สิบรายการทั้งเวทียักษ์อย่างออสการ์และเวทีสุดฮิปอย่าง Independent Spirit Award ถึงวันนี้กระแสจูโน่สร้างสถิติใหม่ขึ้นอย่างน้อยสองรายการ นอกจากขึ้นแท่นเป็นหนังทำเงินสูงสูดของสตูดิโอฟ๊อกเสิร์ชไลท์แล้ว ประเด็นโดนใจในจูโน่เกี่ยวกับการตั้งท้องของวัยรุ่นยังสร้างสถิตินักเรียนตั้งท้องสูงสุด เป็นประวัติการณ์ที่โรงเรียนมัธยมในเมืองโกลเชสเตอร์ (Gloucester) รัฐแมสซาชูเซ็ท รายงานข่าวระบุตัวเลขพุ่งขึ้นสูงเกินสี่เท่าตัว จากโดยเฉลี่ยปีละสี่คนเป็นสิบเจ็ดคน เรื่องนี้กลายเป็นข่าวดังเมื่อนิตยสารไทม์เสนอบทความโดยกล่าวอ้างถึงข้อตกลงการตั้งท้อง (pregnancy pact) ของนักเรียนมัธยมที่โกลเชสเตอร์ ประมาณว่าเด็กสาวทำสัญญากันว่าเราจะมีลูกพร้อมๆ กัน เข็นรถเข็นเด็กไปโรงเรียน และตามห้างร้านต่างๆ มีลูกแล้วจะกลายเป็นจุดสนใจของคนในชุมชน ฟังดูแล้วสวยงามดีไหมครับ? เรื่องเลยเถิดไปถึงขนาดว่าเด็กสาวบางคนพยายามตั้งท้องให้ทันเพื่อน โดยไปมีเพศสัมพันธ์กับคนจรจัดเลยทีเดียว

เด็กสาวที่ตั้งท้องบางคนออกมาปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับข้อตกลงดังกล่าว บ้างก็ออกมาอธิบายว่าข้อตกลงการตั้งท้องนั้นหมายถึงคำสัญญาที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ทั้งการเลี้ยงดูเด็กและการเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา ไม่ใช่คำสัญญาว่าจะต้องตั้งท้องในเวลาเดียวกันเหมือนอย่างที่สื่อนำเสนอ
แม้จะมีหลายคนหันไปโทษดาราอย่างเจมี่ สเปียร์ น้องสาวบริทนี่ สเปียร์ ที่มีข่าวตั้งท้องเมื่อปลายปีก่อน บ้างก็โทษนโยบายการศึกษาที่ล้มเหลวของจอร์ช บุช หรือหนังตลกทำเงินอย่าง Knocked Up แต่นักวิชาการออกมายืนยันว่าอิทธิพลของสื่อบันเทิงที่มุ่งเสนอด้านสวยงามของการตั้งท้อง โดยไม่ได้นำเสนอผลกระทบที่จะตามมานั้นมีจริงพร้อมตั้งชื่อปรากฎการณ์นี้ว่าจูโน่เอฟเฟค งานนี้น้องจูโน่รับบาปไปเต็มๆ เลยครับ ด้วยจังหวะเวลาและประเด็นในหนังไปพ้องกับเหตุการณ์ที่โกลเชสเตอร์ แม้เรื่องราวในภาพยนตร์จะมุ่งประเด็นไปที่ความพร้อมในการมีลูก และจบลงโดยที่จูโน่ส่งลูกของเธอให้กับครอบครัวที่พร้อมกว่า แต่ก็ต้องยอมรับว่าด้วยภาพที่ฉาบอยู่เบื้องหน้านั้น น่าจะมีส่วนให้เด็กสาวอยากมีประสบการณ์ตั้งท้องกับเขาบ้าง จะว่าไปแล้วก็เป็นปรากฎการณ์การตีความแบบง่ายๆ ตื้นๆ แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยโดยเฉพาะในวัฒนธรรมตามกระแส หรือ Pop Culture นั่นละครับ
เรื่องที่น่าสนใจกว่าคือที่โรงเรียนมัธยมโกลเชสเตอร์นั้นมีบริการเลี้ยงดูเด็ก และบริการอุปกรณ์ป้องกันการตั้งท้อง ซึ่งในปัจจุบันต้องมีหลักฐานการยินยอมจากผู้ปกครอง หลายฝ่ายตั้งคำถามว่าควรจะขยายบริการเพื่อรองรับเด็กมากขึ้นจากในปัจจุบันหรือไม่ และควรจะรอฟังคำยินยอมจากผู้ปกครองก่อนให้อุปกรณ์ป้องกันการตั้งท้องไหม
เรื่องเหล่านี้เป็นคำถามที่ตอบยากทั้งนั้น ไม่ว่าจะในสังคมอเมริกันหรือในบ้านเราเองก็ตาม ทั้งสื่อและนักการเมืองนั้นมาแล้วก็ไป ชุมชนต่างหากที่จะต้องมีชีวิตอยู่กับปัญหาต่อไป มัวแต่หาแพะ ประณามสื่อหรือนักการเมืองดูจะไม่ใช่การแก้ปัญหาแบบยั่งยืนเลย ว่าไหมครับ?
------------------------------------------------------------------
คิดเห็นกันอย่างไรบ้าง เชิญบรรเลงเลยครับ
อ้างอิง:
Pregnancy Boom at Gloucester High
Teen Baby Boom in a Mass. High School
'Juno' What We Mean: Bizarre High School Baby Boom Story Rocks Daily
Pregnant Mass. student: There was no pact
In Cluster of Teen Pregnancies, 'Juno' Comes to Life
Jamie Lynn Spears Pregnant - Complete
ภาพประกอบ: Photos from Juno at IMDB
สวัสดีค่ะ อาจารย์
มาอ่านบันทึกนี้ ทำให้เห็นมุมมองของสังคม กับความคิดของเด็กๆ ทีเปลี่ยนแปลงไป สื่อต่างๆ มีผลมากเลยนะคะ อย่างนี้บ้านเราต้องค่อยระวังเรื่องสื่อต่างๆ เพราะเรื่องนี้กระทบเป็นลูกโซ่ใหญ่โตทีเดียวค่ะ
อ๋อ...ธีมใหม่ สวยนะคะ ดูเบาสบายๆ ชอบภาพตกแต่งหัวบล็อกจังค่ะ น่ารักดี ^_^
สวัสดีครับคุณมะปราง
การศึกษาวิเคราะห์สื่อเป็นเรื่องน่าสนใจครับ
สื่อเป็นปัจจัยที่แยกไม่ออกจากสังคมและบุคคลในสังคมเลย การบอกว่าสื่อชี้นำสังคมหรือสังคมกำหนดสื่อนั้น เป็นเรื่องที่ตัดสินใจยากเหมือนกันนะครับ ส่วนบ้านเราตอนนี้นี่ เอาสื่อเข้าสู้กันเลยครับ เห็นกันจะๆ เฮ้อ...
เรื่องธีมนี่ ผมลองเล่นสีจากเว็บ kuler น่ะครับ มีชุดสีสวยๆ เยอะเลย
ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะ คุณแว้บ
แวะมาแลกเปลี่ยนต่อ เรื่องของสื่อมีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันของเราเยอะค่ะ ทั้งสื่อจากวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร ภาพยนต์ เพลง และอื่นๆ แต่สื่อที่มองข้ามไม่ได้ก็คือคนที่เป็นสื่อค่ะ
การสื่อสารผ่านคนกลาง เล่ากันไป เล่ากันมา ก็ทำให้ประเด็นผิดเพี้ยนไปได้ หรือคนฟังเองก็ตีความไปอีกแบบ เลยทำให้ประเด็นปัญหาเกิดขึ้นได้ ดังเช่นตัวอย่างที่เขียนในบันทึกนี้ค่ะ
ส่วนหนึ่งการตีความนั้นอาจเกิดจากประสบการณ์ของผู้รับสาร จึงทำให้ตีความผิดจากผู้ส่งสื่อ
เรื่องนี้เป็นเรื่องออนโยนค่ะ และต้องระวังอย่างยิ่ง
ส่วนเรื่องสีนั้น ขอบคุณมากคะ แวะเข้าไปดูแล้ว น่าสนใจมาก เมื่อก่อนก็เคยใช้งานดูโทนสีจากเว็บนึง แต่ไม่ได้เข้านานแล้วเลยจำไม่ได้ค่ะ ขอบคุณมากๆ นะคะ ^_^
ผมไม่ค่อยได้ดูหนังนะครับ มาอ่านบันทึกก็รู้สึกขอบคุณที่ทำให้ไม่ตกกระแสนะครับ
ผมคิดว่าจะวิเคราะห์อิทธิพลของสื่อนั้น ลำพังดูแต่ประสบการณ์ของผู้ชม และกลวิธี เทคนิคในการนำเสนอนั้นไม่พอนะครับ ต้องดูบริบทเป็นสำคัญด้วยครับ บริบทเป็นเงื่อนไขของการตีความที่เรามองข้ามไม่ได้เลยครับ
อย่างหนังจูโน่นี่ ถ้าไปฉายบนดอยห่างไกลไฟฟ้า ผมว่าเด็กๆจำนวนไม่น้อยจะแอนตี้นะครับ
สำคัญคือ ดูหนังแล้วจะจัดกระบวนการพูดคุยกันต่อหรือไม่เพียงไร
การวิเคราะห์โดยนักวิชาการก็สำคัญนะครับ แต่การวิเคราะห์ในหมู่ผู้บริโภคสื่อนี่สำคัญไม่น้อยไปกว่า
ไม่ต้องใช้งบประมาณมากมายอะไร ลงทุนก็แต่แค่เวลา
เริ่มจากครอบครัวของเราก็ได้ครับ
ขอบคุณคุณมะปรางครับ
เรื่องนี้ผมว่าสำคัญมากครับ คนเราตีความไปตามประสบการณ์ ดังนั้นการมองเรื่องหนึ่งด้วยด้านเดียวจึงเป็นเรื่องปกติมากๆ และเป็นเรื่องที่ต้องระวัง
มันเหมือนไก่กับไข่น่ะครับ ไม่รู้ว่าอะไรเกิดก่อนกัน จะโทษสื่อที่ทำให้คนมองอะไรด้านเดียว หรือเพราะคนทำสื่อที่เสนอข่าวด้านเดียว? ผมว่าในฐานะพลเมือง เราก็ควรจะบริโภคสื่อหลายๆ ประเภท แล้วกลั่นกรองเอาข้อมูลที่ได้มาคิดต่อนะครับ ขอบคุณครับ
ยินดีต้อนรับคุณยอดดอยครับ
บริบทเป็นเรื่องที่แยกไม่ออกจากชุมชน(หรือแม้แต่ปัจเจกบุคคล)จริงๆ ครับ ผมจำได้ว่าตอนผมเรียนปริญญาตรี มีรุ่นน้องคนหนึ่งซึ่งสนใจเรื่องสื่อ พูดว่าวิธีการวิเคราะห์สื่อนั้นทำได้ง่ายๆ โดยการศึกษาหัวข้อข่าวหนึ่งจากสื่อหลายๆ ประเภท เช่นในทีวี, อินเตอร์เน็ตและหนังสือพิมพ์ หรือประเภทเดียวจากหลายแหล่ง เช่นจากหนังสือพิมพ์หลายๆ ฉบับ ผมว่าเป็นวิธีง่ายที่เห็นผลชัดเจนนะครับ สื่อแต่ละแห่งก็มีบุคลิกต่างกัน มีนโยบายต่างกัน
ครอบครัวมีส่วนมากในการตีความสื่อนะครับ หลายๆ ครั้งก็เป็นส่วนปลูกฝังค่านิยมต่างๆ ที่ปรุงแต่งมากับสื่อเช่นกัน
ยิ่งสมัยนี้ยิ่งต้องกลั่นกรอง และสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมให้มาก ครอบครัวก็ยิ่งเพิ่มบทบาทนะครับ
ขอบคุณครับ
What an idiot it is. I think it is a very bad movie because the teenage will immitate and that is the problem big problem we will will see in the next few year. Let's us protect this problem.
Thank you for the interesting news. The world today is terrible! Do you agree with me?
Hi Khun Peter A1
I think the issue is more about media coverage, not the movie per se. The movie actually sends the message that having kid at a very young age is a bad bad bad idea. I admitted that movie trailer did skew it a little bit but if you really sit and watch the whole movie you get the idea.
This bring us to another issue, parenting. I remembered reading something about <a href="http://www.imdb.com/title/tt0266543/" target="_blank">Finding Nemo (2003)</a> that after kids watch the movie they begged their parent to buy a clownfish, a totally opposite reaction that the filmmakers want their audiences to take! This is where parents come in and explain why they shouldn't put a clownfish an aquarium.
Long story short, Juno was my top five fav last year. It was a scapegoat, not the real culprit.
เพิ่งดูหนังเรื่องนี้.....ชอบมาก
ไม่เคยดูหนังเรื่องนี้ แต่ชอบบทความนี้มาก และนำไปประการพูดคุยในเวที การท้องก่อนวัยอันควรของเยาวชนได้
ขอบพระคุณมากครับคุณวอญ่า :)