ตราบใดที่เรา “ชาวนา” ยังสามารถทำนาบนที่นาของตนเอง...เรายังยิ้มได้เสมอ

 

หมู่บ้านทนงชัยใหญ่ หมู่ที่ 14 ตำบลเมืองที อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ เป็นหมู่บ้านน้องใหม่ไฟแรง ที่แยกมาจากบ้านทนงชัย หมูที่ 5 เมื่อปี พ.ศ. 2543 มีจำนวนครัวเรือนทั้งหมด 132 ครัวเรือน ครัวเรือนเกษตรกร 130 ครัวเรือน

หมู่บ้านนี้มีการรวมกลุ่มกันดำเนินกิจกรรมศูนย์ข้าวชุมชนเมื่อปี 2545 เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี บริการในชุมชน โดยมีสมาชิกที่ทำหน้าที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว 30 คน มีพื้นที่แปลงผลิตเมล็ดพันธุ์รวม 200 ไร่ (หากผลิตได้ไร่ละ 500 กิโลกรัม เราจะมีเมล็ดพันธุ์ 100,000 กิโลกรัม!!)

 

ชาวนาในตำบลเมืองทีส่วนใหญ่จะทำนาโดยวิธีการหว่าน เนื่องจากมีความสะดวกรวมทั้งประหยัดค่าใช้จ่ายและแรงงานกว่าการปักดำ แต่ปีนี้ชาวนาพบปัญหาการเดาใจสภาพอากาศได้ยาก...แต่ละคนต้องทำนากันมากกว่า 2 ครั้ง ต้นทุนการทำนาปีนี้จึงพุ่งขึ้นพรวดๆๆ ตามราคาน้ำมัน...

 

....  จึงเป็นที่มาของการมีนัดไปดำนาที่แปลงเรียนรู้พร้อมๆ กับสมาชิกของกลุ่มครับ...(เอาละสิ...นักวิชาการที่เคยดำนาอยู่บนกระดาษมานานนม...จะต้องไปดำจริงในแปลงนาก็คราวนี้...)

 

สภาพอากาศเป็นใจเหลือเกินครับ...วันนี้ท้องฟ้ามีเมฆค่อนข้างมาก...ทำให้ช่วยบังแดดได้เป็นอย่างดี ... เจ้าของแปลงนา (มีตำแหน่งเป็นประธานสภา อบต.ด้วย) เร่งไถ/คราด เพื่อเตรียมพื้นที่ให้พร้อมกับการปักดำ

 

...

...

ผมเรียนรู้วิธีการดำนาจากแม่ไพบูลย์ บุญธรรม (ซึ่งผมเรียกว่าอาจารย์แม่เพราะว่าท่านเป็นข้าราชการครูบำนาญ) ท่านก็สอนโดยไม่ต้องคิดค่าลงทะเบียนเรียน ว่าต้องถือต้นกล้าด้วยมือซ้ายแล้วใช้มือขวาหยิบมาจับละ 3-4 ต้น ปักลงไปในนา แล้วอย่าลืมใช้นิ้วมือโกยดินกลบโคนต้นข้าวด้วยเพื่อกันต้นลอย....

 

ผมลงมือดำนาตามคำสอนได้ไม่กี่แถว...ป้าที่ดำนาอยู่อีกฟากคงเห็นท่าทางดำนาแบบเก้ๆ กังๆ ของผมก็ตะโกนบอกว่า.... “หัวหน้า...ทำเอวอ่อนๆ ด้วย จะได้ไม่เมื่อย” .....นี่เป็นสุดยอดเคล็ดวิชาการดำนาที่ไม่มีสอนในตำราเล่มไหน....!!!

 

...

เราดำนาในแปลงเรียนรู้เสร็จแล้ว...ผมกำลังจะขอตัวลากลับเพราะต้องรีบเดินทางไปอีกงาน...อาจารย์แม่เรียกให้ดูรากข้าวที่ถอนเอาไว้เพื่อเตรียมปักดำในแปลงนาที่เหลือ

 

 

 “รากข้าวกำลังสวยได้ที่นะหัวหน้า...ถ้าเอาไปปักดำจะตั้งตัวได้เร็ว เราไม่ได้ใช้ปุ๋ยเคมีรากข้าวจะสั้นแบบนี้แหล่ะ...ถอนง่ายด้วย”  สมกับเป็นครูเก่าไหมครับ

 

“แต่หัวหน้ารู้ไหม...รากหญ้ากำลังจะเน่าตายแล้ว”   ...ท่านเล่าต่อ... “จะไม่เน่าตายยังไงล่ะ...ก็ปีนี้ต้องทำนาสามรอบ เสียค่าเมล็ดพันธุ์ 3 ครั้ง (สามเท่า)* ไหนจะค่าไถ ค่าจ้างดำนา...เกี่ยวข้าวได้รอบเดียว...ทุนหายกำไรหดกันพอดี”

 

...

ผมออกมาจากหมู่บ้านพร้อมๆ กับเครื่องหมายคำถาม

เราได้เรียนรู้อะไร....จากกรณีนี้...

อะไร ที่เป็นสาเหตุทำให้ชาวนา(ดูเหมือน)กำลังสูญเสียความสามารถในการพึ่งตนเอง...

ไม่มีทุน...หรือว่า..ขาดความรู้...หรือว่า...ฯลฯ

....

....

 

จะว่าชาวนาไม่มีความรู้ก็คงไม่ใช่...ดูจากการความสามารถในการเรียนรู้ถึงขั้นสามารถสอนต่อได้ข้างต้นก็พอจะทราบ...หรือจะว่าชาวนาไม่มีทุนก็คงพูดได้ไม่เต็มปากเท่าไหร่นัก...เพราะหมู่บ้านนี้มีกองทุนหมู่บ้าน (กองทุนเงินล้าน) ..มีกลุ่มแม่บ้านที่มีเงินออมทรัพย์นับล้านบาท ...มีกองทุนเอสเอ็มแอล (SML) ...กองทุนอยู่ดีมีสุข...กองทุนจากศูนย์สาธิตการตลาด...กลุ่มขนมจีน...กลุ่มวิสาหกิจชุมชน...และกลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนกลุ่มนี้ก็มีเงินทุนหมุนเวียนกว่าหนึ่งแสนบาท...!!!

 

ทั้งหมู่บ้านมีกองทุนหมุนเวียนรวมเป็นเงินหลายล้านบาท

 

จะว่าไม่มีทุนได้หรือ!!....เอ๊ะ !!! กองทุนที่มีอยู่นั้น....เกิดจากการรวมตัว ระดมทุนของชาวนา/ชาวบ้าน หรือว่าได้จากการสนับสนุน (อัดฉีด) จากรัฐ...เงินมา โครงการมี...เงินหมดก็ทางใครทางมัน!!!

 

...

ผมคิดว่าหนึ่งปัญหาที่พบ...สาเหตุแห่งปัญหาคงไม่มีแค่ประการเดียว...แต่มาเป็นชุด...

 

ได้แต่หวังว่าปีนี้ชาวนาจะเจอ “วิกฤติ” เป็นระยะสั้นๆ แค่นี้...

 

ตราบใดที่เรา “ชาวนา” ยังสามารถทำนาบนที่นาของตนเอง...เรายังยิ้มได้เสมอ....ยิ้มๆๆๆๆๆ

 

 

 

 


 

หมายเหตุ; * ถ้าทำนา 10 ไร่ ชาวนาที่นี่จะใช้เมล็ดพันธุ์หว่าน 250 กิโลกรัม (คูณสาม =  750 คิดเป็นเงินเฉพาะค่าเมล็ดพันธุ์ข้าว ประมาณ 18,750 บาท ยังไม่นับรวมค่าไถไร่ละ 250-300 บาท)

และวันศุกร์ที่จะถึง (25 ก.ค.) ...หมู่บ้านนี้จะจัดงานฟื้นฟูวัฒนธรรมข้าวให้กลับคืนมา เพราะมันกำลังจะหายไปพร้อมๆ กับการเข้ามาของเทคโนโลยีใหม่ๆ ....คอยติดตามให้กำลังใจ “ชาวนา” กันนะครับ...