บนถนนการเดินทางของเรื่องราวอันแสนงามนั้นไม่เดียวดายเสมอไปหรอก

เมื่อวานผมมีโอกาสได้นั่งล้อมวงปูเสื่อในห้องทำงานพูดคุยกับน้องนิสิตในราว ๆ 4  คน  ซึ่งนั่นก็รวมถึงทีมงาน คู่กรรม  ของผม นั่นคือ  เจ้านุ้ย (จันเพ็ญ  ศรีดาว)  และเจ้ายะ  (สุริยะ  สอนสุระ)

  

การพบปะพูดคุยกันในวันนี้เป็นเรื่องราวของกิจกรรมที่จะมีขึ้น ณ  เด็กรักป่า  ซึ่งดังที่รู้ ๆ กันว่าในเบื้องต้นนั้น  ได้นำเสนอไปแล้วในชื่อโครงการ ผ้าป่าหนังสือเพื่อเด็กรักป่า  โดยการขับเคลื่อนของชมรมศึกษาผลงานวิทยากร  เชียงกูล  และทีมงานของพี่หน่อย (ดอกแก้ว)  ในนามเด็กรักป่า

 

สถานที่ซึ่งรอวันรองรับการมาเยือนของผ้าป่าหนังสือ

 

 

 

 

การพบปะพูดคุยกันในวันนี้   เป็นการหารือถึงกระบวนการ  หรือกิจกรรมที่เราชาว มมส 
จะนำไปสมทบกับกิจกรรมดังกล่าว   โดยกำหนดชื่อโครงการนี้ว่า
สายธารความรู้สู่เด็กและเยาวชน  ซึ่งมีองค์กรที่รับผิดชอบ  คือ  ชมรมคณะละครทอสายไทย   ชมรมวอลเลย์บอล  ชมรมมวยสากลสมัครเล่น  ชมรมธารปัญญา  และชมรมสานฝันคนสร้างป่า 

 

กลุ่มองค์กรเหล่านี้อย่างน้อย 2 องค์กรมีผมเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาชมรม  ที่เหลือล้วนเป็นการเชื้อเชิญมาร่วมอุดมการณ์ล้วน ๆ  และเป็นที่น่ายินดีว่า  น้อง ๆ เหล่านั้นก็ยินดีและถือเป็นเกียรติที่จะได้ทำอะไรเพื่อสังคมอีกครั้ง   รวมถึงการได้ไปร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้คนหลากสถานะที่ยังไม่เคยได้พบพานมาก่อนเลยก็ว่าได้

 

 

รอยยิ้มของเด็ก ๆ เมื่อพบเจอเราไปเยี่ยมดูสถานที่ : ภาย โดยคุณสุริยะ  สอนสุระ

 

 

 

ก่อนเริ่มการพูดคุยถึงประเด็นกิจกรรมนั้น   ผมแจ้งให้นิสิตได้รับทราบว่า  เราต้องหางบประมาณให้ได้อย่างน้อย 20,000  บาท   เพื่อนำไปเป็นค่าจัดซื้อหนังสือสารานุกรมสำหรับเด็กและเยาวชน  ซึ่งเบื้องต้นผมก็ยืนยันว่า  สำหรับเราชาว มมส นั้น  เรื่องเหล่านี้ไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่เราจะแสดงน้ำใจกันอย่างจริงใจ  

  

ด้วยความสัตย์จริง, ..ผมไม่ได้ปลอบขวัญ  หรือบิดเบือนข้อเท็จจริงในเรื่องงบประมาณที่ต้องจัดหาให้พวกเขาสบายอกสบายใจเลยแม้แต่น้อย  หากแต่มันเป็นเรื่องจริงที่สามารถเป็นไปได้  เพราะส่วนหนึ่งชมรมวอลเล่ย์บอล  ชมรมมวยสากล ฯ และชมรมคณะละครทอสายไทย  ก็นำมาสมทบไว้บ้างแล้ว

  

จากนั้นพวกเราก็เริ่มพูดคุยถึงประเด็นกิจกรรมที่จะมีขึ้นกันอย่างสนุก   ผมอธิบายที่มาที่ไปของกิจกรรมและเครือข่ายที่จะมีขึ้นให้พวกเขาได้รับรู้อย่างเปิดเผย   และย้ำให้เข้าใจว่าโครงการที่ชมรมศึกษาผลงานวิทยากร  เชียงกูลนั้นมีชื่อว่า ผ้าป่าหนังสือเพื่อเด็กรักป่า  แต่โครงการของชาว มมส นั้นมีชื่อว่า สายธารความรู้สู่เด็กและเยาวชน   ซึ่งโครงการของเราเป็นอีกหนึ่งโครงการที่จะขับเคลื่อนสู่จุดหมายปลายทางเดียวกับ ผ้าป่าหนังสือฯ  

  

นอกเหนือประเด็นจิตสำนึกสาธารณะที่ผมบอกกล่าวกับเขาแล้ว  ผมก็ยังย้ำให้เห็นว่า  นี่คือโอกาสอันดีที่คนทำกิจกรรมจาก มมส  จะมีโอกาสได้สร้างเครือข่ายการทำกิจกรรมเพื่อสังคมร่วมกับองค์กรต่าง ๆ  อย่างหลากหลาย  ทั้งเด็กรักป่า   นักศึกษาจาก ม.ราชภัฏบุรีรัมย์ ม.ราชภัฏสุรินทร์  นักศึกษาจากกรุงเทพฯ   รวมถึงเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศการจัดกิจกรรมมายังดินแดนอีสานใต้  ซึ่งจะว่าไปแล้ว  พื้นที่โซนนี้  ชาว มมส  ก็มาออกค่ายกันน้อยมาก ... 

 

ผมพยายามให้น้องนิสิตได้คิดกิจกรรมที่พวกเขาอยากจะทำขึ้นในครั้งนี้   แต่ก็ไม่ลืมที่จะย้ำเน้นว่า  ไม่ต้องขนกิจกรรมและคนไปเยอะ ๆ   เน้นกิจกรรมสั้น ๆ กระชับ  และต้องเป็นกิจกรรมที่ตนเองดำเนินการได้  โดยไม่ต้องไหว้วานใครอื่น  หรือเป็นกิจกรรมที่ใช้งบประมาณลงทุนใหญ่โตอย่างไม่จำเป็น

 

 

ผมพูดคุยกับน้องนิสิตกันอย่างสนุกและเป็นกันเอง   บางครั้งผมก็แทรกแซวเขาเป็นระยะ ..ๆ   และหยิกซ้ำว่างานนี้เราไปเรียนรู้ .. ไปดูพื้นที่เพื่อต่อยอดในอีกหลายเรื่องที่อยากจะทำแล้วยังไม่ได้ทำ  ซึ่งผมยืนยันว่า,  ภายหลังกิจกรรมคราวนี้ยุติลง   ทั้งผมและเขาจะต้องกลับไปที่นั่นอีกครั้ง -  

  

สุดท้าย, .....
พวกเขาบอกกล่าวว่าไม่อยากให้มีแค่การมอบหนังสือหนังหาเท่านั้น   แต่ขออาสาจัดซุ้มสักซุ้มขึ้นในค่ำคืนงานวัดของวันที่
27 มิถุนายน  โดยจะเป็นซุ้มสอยดาว  ซุ้มละเล่นอะไรสักอย่างเพื่อจัดหางบมอบสมทบเป็นทุนกิจกรรมสำหรับเด็กรักป่า   โดยอย่างน้อยตอนนี้  เราก็มีเสื้อใหม่ ๆ หลายสิบตัวที่อาจจะวางขายในราคาถูกแสนถูก  (ราวกับให้ฟรี) ..ด้วยเช่นกัน
 

 

นอกจากนั้น, ...เรายังอยากที่จะขับทำนองเสนาะด้วยบทกวีที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับธรรมชาติสั้น ๆ สักไม่เกิน  10  นาที  โดยขณะที่ขับเอื้อนนั้นก็จะมีนิสิตวาดภาพแบบสด ๆ  ไปตามเนื้อหาที่ถูกขับเปล่งออกมา .. สวยไม่สวยไม่เป็นไร  แต่ใจอยากจะทำ  (ว่างั้น..!)

 

ขณะเดียวกัน  ก็จะเตรียมหมอลำ หมอแคนไปสักคนเพื่อคั่นการแสดงละครของเด็กรักป่า   โดยเนื้อหาที่จะขับร้องนั้นก็เกี่ยวโยงกับธรรมชาติด้วยเช่นกัน  รวมถึงการนำนางรำไปรำเบิกพานบายศรีฯ ในแบบสั้น ๆ   สัก 3 – 4  คน

 

และนี่คือกิจกรรมที่น้อง ๆ นิสิตแกนนำโครงการ สายธารความรู้สู่เด็กและเยาวชน  ของชาว มมส  อยากนำไปสมทบกับโครงการผ้าป่าหนังสือเพื่อเด็กรักป่า  ที่จะขึ้นในระหว่างวันที่  27 – 28  มิถุนายน  2551  เมื่อรวมกับกิจกรรมเดิมที่ถูกกำหนดขึ้นแล้วในก่อนหน้านี้  ก็ดูจะอัดแน่นอยู่มาก  แต่กิจกรรมเหล่านี้ก็เน้นความกระชับ,  ง่าย ๆ ... และถ้าจำเป็นก็ปรับเปลี่ยน, ถอดถอนออกได้ทุกขณะ  ขึ้นอยู่กับว่าห้วงเวลาเอื้ออำนวยสักแค่ไหน

 

 

นั่นคือเรื่องราวที่น้องนิสิตชาว มมส  อยากขับเคลื่อนเข้าสู่กิจกรรมที่จะมีขึ้น ณ พื้นที่แห่งชีวิตของเด็กรักป่า ... สำหรับผมแล้ว   เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็อดที่จะชื่นใจและชื่นชมพวกเขาไม่ได้  อย่างน้อยก็เห็นได้ชัดว่า  พวกเขารักที่จะทำอะไรเพื่อคนอื่นเสมอ  และเมื่อทำก็ปรารถนาที่จะทำอย่างเต็มที่อย่างไม่อิดออด

 

แต่อย่างไรก็ตาม  ผมเองก็ฝากแนวคิดสะกิดเตือนน้องนิสิตไว้ในทำนองว่า  การไปจัดกิจกรรมในครั้งนี้  การคิดที่จะนำกิจกรรมเคลื่อนเข้าไปสมทบนั้น   ถือว่าเป็นแนวคิดที่ดี  แต่กิจกรรมของเราต้องมีลักษณะที่  ขันน็อตหลวม ๆ   ซึ่งหมายถึง  เตรียมกิจกรรมให้ดีและให้พร้อมสำหรับการใช้เป็นเครื่องมือในการแลกเปลี่ยนและเชื่อมสัมพันธภาพกับผู้อื่น 



แต่กิจกรรมทั้งหมดนั้น  ต้องพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงได้ทุกสภาวะ  ทั้งให้คนอื่นมาร่วมปั้นแต่ง  หรือแม้แต่การพร้อมที่จะยุบเลิกได้ทุกเมื่อ  หากเห็นว่าเวลาไม่เอื้อต่อการที่จะสื่อแสดง ...

และนั่นคือวิธีคิดของผมที่ว่า  ขันน็อตหลวม ๆ

และนั่นคือ  ภาพสะท้อนที่สื่อให้เห็นพลังใจของน้องนิสิตจาก มมส  ที่พร้อมแล้วกับการนำพาโครงการ "สายธารความรู้สู่เด็กและเยาวชน"  เข้าไปร่วมสานฝันของเด็กร่วมกับโครงการ "ผ้าป่าหนังสือเพื่อเด็กรักป่า"  ของชมรมศึกษาผลงานวิทยากร  เชียงกูล

และนี่คือ  เรื่องราวหนึ่งที่อาจบอกได้บ้างกระมังว่า  ...  บนถนนการเดินทางของเรื่องราวอันแสนงามนั้นไม่เดียวดายเสมอไปหรอก   หรือถึงแม้เสียงแห่งเรื่องราวเหล่านั้น  จะดู "ไม่ดังฟังไม่ชัด" นัก  แต่มันก็แฝงไว้ซึ่งพลังอันอบอุ่น  และงดงามอย่างบอกไม่ถูก

 

 

ผมไม่รู้หรอกว่า  เมื่อเวลานั้นเดินทางมาถึงพวกเขาจะทำได้ดีสักแค่ไหน  แต่การได้ฟังเจตนาของเขาในวันนี้ก็ช่วยให้ผมมีความสุขกับการได้ชื่นชมความงดงามในจิตใจของพวกเขาเป็นยิ่งนัก  และไม่รู้สึกเสียดายเลยกับวันเวลา  หรือแม้แต่โอกาสที่เคยหยิบยื่นให้กับพวกเขาเรื่อยมาอย่างต่อเนื่อง ... 

เช่นเดียวกัน  ผมเองก็ดีใจที่เห็นพวกเขาเติบโตและงอกงามขึ้นมาอย่างมีความหมาย  
ถึงแม้บางครั้งจะดู
หลุดโค้ง ตกถนน หล่นสะพาน  ไปบ้าง   แต่นั่นก็เป็นธรรมดาของคนหนุ่มสาวที่ยังคึกคะนองต่อความสนุกสนาน  และมีความพยายามที่จะค้นหาความหมายของชีวิตด้วยวิธีการของตัวเอง  (โดยไม่ติดยึดกับทฤษฎีของใครอื่นจนเกินไปนัก)

 

ก่อนแยกจากกันในวันนั้น   ผมฝากซองผ้าป่าให้น้องนิสิตไป 10  ซอง   โดยย้ำว่าให้ไปชวนอาจารย์ในภาควิชาได้ร่วมสมทบทุนผ้าป่าในครั้งนี้ด้วย   แต่ที่ไหนได้  พวกเขากลับสวนกลับมาอย่างฉับพลันว่า   หน่อย (น้อย)  โพดอ้าย มัน บ่ พอ ดอก..เอามาหลาย ๆ  ซอง แน..

 

นั่นนะสิ ...
ผมเองก็ลืมไปว่า  พวกเขามีพลังใจมากมายเหลือเกิน  และดูเหมือนซองผ้าป่าที่ให้ไปนั้น 
“10  ซอง  ก็ดูจะน้อยจนเกินไป จริง ๆ ...

 

 

 

 

......

12  มิถุนา ..
ล้อมวงปูเสื่อคุยกับนิสิต

13 มิถุนา ..
ขาดงานด้วยร่างกายป่วยไข้อีกรอบ