ต่อจากตอนที่แล้ว : เทพ คือสัญลักษณ์แห่ง ‘ชนชั้น’? ตอนที่ 1/2


 

ลองมาดูตัวอย่างที่สนับสนุนสมมติฐานไตรกิจจา (Trifunctional hypothesis) ของ ชอร์ช ดูเมซิล กันต่อ ภาพพรมผนัง (tapestry) ที่เห็นนี้ถือกำเนิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 12 ในดินแดนที่เป็นประเทศสวีเดนในปัจจุบัน

พรมผนังจากประเทศสวีเดนในคริสต์ศตวรรษที่ 12

 

ตีความกันว่า นี่คือเทพเจ้า 3 องค์ของพวกนอร์ส โดยที่....

เทพองค์ซ้ายมือสุดที่มีพระเนตรเดียว ได้แก่ โอดิน (Odin) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนอำนาจการปกครอง เพราะโอดินคือ เทพผู้อุปถัมภ์ของเหล่านักบวชและพ่อมดหมอผี

เทพองค์กลางที่ถือค้อน คือ ทอร์ (Thor) ซึ่งเป็นเทพแห่งการสงคราม ผู้ปกป้องนักรบ

เทพองค์ขวามือสุดซึ่งถือรวงข้าวโพด คือ เฟรยเออร์ (Freyr) ซึ่งเป็นเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์และการทำไร่ทำนา

เทพเฟรเออร์ (Freyr)

 

การแบ่งสังคมออกเป็น 3 ชนชั้นตามหน้าที่นี้มิเพียงแต่สะท้อนออกมาโดยการยกเทพต่างๆ เป็นตัวเป็นตนขึ้นมา หรือที่เรียกว่า บุคลาธิษฐาน (personification) เท่านั้น แต่ยังปรากฏในแง่มุมอื่นๆ ของสังคมอินโด-ยูโรเปียนอีกด้วย

ตัวอย่างเช่น ในคัมภีร์อเวสตะ (Avesta) ของอิหร่านโบราณ มีการกล่าวถึงวิธีการรักษา 3 วิธี ได้แก่

  • การใช้มนตรา (spell-medicine)
  • การใช้มีด (knife-medicine)
  • การใช้สมุนไพร (herb-medicine)

ซึ่งทำให้พอเชื่อมโยงได้ว่า

  • มนตรานั้นใช้กับชนชั้นนักบวชผู้ปกครอง
  • มีดใช้ในการผ่าตัดรักษาบาดแผลของนักรบ
  • สมุนไพรก็ใช้กับชนชั้นที่เหลือ คือ พวกเกษตรกรโดยทั่วไป


ในเทพปกรณัมของกรีก เทพซุสได้โยนเรื่องให้ปารีสตัดสินว่า ระหว่างเทพีเฮียรา เทพีอาธีนา และเทพีอะโฟรไดทีนั้น ใครกันแน่ที่งดงามชวนมองที่สุด

 



คำตัดสินของปารีส (วาดโดย Rubens)

  • เทพีเฮียราได้ติดสินบนปารีสว่า จะมอบอำนาจการปกครองยุโรปและเอเชียให้ 
  • เทพีอาธีนาจะมอบสติปัญญาและทักษะด้านการรบ
  • เทพีอะโฟรไดทีก็เสนอความรักของสตรีที่งดงามที่สุดในโลก ซึ่งในขณะนั้นหมายถึง เฮเลน แห่งสงครามโทรจันนั่นเอง (เทพีอะโฟรไดทีของกรีกนั้น คนไทยเราคุ้นในชื่อ เทพีวีนัส ตามที่โรมันเรียก)

ข้อเสนอของเทพีเฮียราและอาธีนาตรงกับหน้าที่ 2 อย่างแรกตามสมมติฐานไตรกิจจา

ส่วนข้อเสนอของเทพีอะโฟรไดทีนั้น ถ้าใช้จินตนาการเพิ่มเข้าไปอีกนิด ก็พอจะกล้อมแกล้มได้ว่า สอดคล้องกับความอุดมสมบูรณ์นั่นเอง (อันนี้ยังเถียงได้)

 

คนที่ไม่เชื่อสมมติฐานไตรกิจจาก็มีข้อโต้แย้ง อย่างเช่น ดูเมซิลจงใจเลือกเล่นกับเลข 3 ให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการหรือเปล่า โดยชี้ไปที่เทพของพวกนอร์สว่า แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ พวกเอซิเออร์ (Aesir) กับพวกวานิเออร์ (Vanir) ต่างหาก

นอกจากนี้ ยังถามว่ามีหลักฐานอะไรที่ชี้ชัดๆ ว่า คนในสังคมโบราณนั้น เขาแบ่งเทพและชนชั้นออกเป็น 3 กลุ่มอย่างชัดเจนอย่างที่ว่ามา

 

จริงๆ แล้ว เพื่อนๆ G2K อาจจะสงสัยว่า แล้วพวกอารยันในอินเดียนี่ เขาแบ่งผู้คนออกเป็น 4 วรรณะ คือ พราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ และศูทร ไม่ใช่หรือ?

ประเด็นนี้พอตอบได้เบื้องต้นว่า เมื่อพวกอารยันรุกเข้ามาในดินแดนภารตวรรษนั้น เขาได้สถาปนาสัญลักษณ์เชิงวัฒนธรรมคือ วรรณะ ขึ้นมา คำว่า วรรณะ (varna) แปลว่า สี โดยหน้าที่แรก คือ นักบวช (พราหมณ์) ใช้สีขาว และหน้าที่ที่สอง คือ นักรบ (กษัตริย์) ใช้สีแดง

ส่วนหน้าที่ที่ 3 นั้น เจ พี แมลเลอรี (J.P. Mallory) ผู้เขียนหนังสือ In Search of the Indo-Europeans ระบุว่าน่าจะใช้สีเข้มๆ เช่น สีดำ หรือสีน้ำเงิน

อย่างไรก็ดีในบทความ ทัศนียวิทยาวัฒนธรรมอินเดีย : สีในวัฒนธรรมอินเดีย ท่านอาจารย์ ดร. ประมวล เพ็งจันทร์ ระบุว่า พวกแพศย์ (ซึ่งเป็นอารยัน) ใช้สีเหลืองหรือสีส้ม ส่วนชนพื้นเมืองเดิม หรือชาวทราวิฑ (drāviḍa)  ซึ่งมีผิวสีดำคล้ำนั้นใช้สีดำ

อาจารย์ ดร. ประมวล เพ็งจันทร์

นั่นคือ แนวคิดของดูเมซิลจะใช้กับชาวอารยันซึ่งมีเชื้อสายอินโด-ยูโรเปียนเท่านั้น โดยนับเฉพาะ 3 วรรณะแรก ได้แก่ พราหมณ์ กษัตริย์ และแพศย์

หากสมมติฐานไตรกิจจาสามารถสะท้อนโครงสร้างของสังคมได้อย่างใกล้เคียงความเป็นจริง
ก็แสดงว่า เหล่าเทพทั้งปวงในอารยธรรมอินโด-ยูโรเปียน ย่อมล้วนแล้วแต่มีกำเนิดมาจากมนุษย์
โดยวิวัฒนาการมาจากลักษณะเนื้อแท้และวิถีปฏิบัติของสังคมนั้นๆ นั่นเอง



ขุมทรัพย์ทางปัญญา


ประวัติของบทความ

  • ตีพิมพ์ครั้งแรกใน นสพ.กรุงเทพธุรกิจ คอลัมน์ ท่องเวลา ผ่าอารยธรรม เซ็คชั่น จุดประกาย เสาร์สวัสดี
  • ดัดแปลงเพื่อนำลงใน GotoKnow เพื่อประโยชน์สาธารณะ