ในสนธิสัญญาระหว่างอาณาจักรฮิตไทต์กับอาณาจักรมิทันนีเมื่อราวปี 1380 ก่อนคริสตกาลนั้น ฝ่ายมิทันนีได้อ้างถึงชื่อเทพเจ้าบางองค์ที่น่าจะสะดุดตาเราคนไทยไม่น้อยทีเดียว เช่น มิตระ (Mitra) วรุณ (Varuna) อินทร์ (Indra) และ นาสัตยะ (Nasatyas)

[อ่านบันทึกเกี่ยวกับ ฮิตไทต์ ของเพื่อนใน G2K ได้ที่ : อาณาจักรฮิตไตต์]

 

ชื่อของเทพเหล่านี้ทำให้นักประวัติศาสตร์ตีความว่า อาณาจักรมิทันนีของพวกเฮอร์เรียน (Hurrian) นั้น น่าจะมีชนชั้นนำเป็นชาวอินโดอารยัน (Indo-Aryan) เป็นแน่แท้

อย่างไรก็ดี ชื่อของเทพเจ้าที่กล่าวถึงนี้อาจจะมีความลึกซึ้งมากกว่าที่ปรากฏ!

ในปี ค.ศ. 1929 นักวิชาการชาวฝรั่งเศสที่ศึกษาประวัติศาสตร์ของภาษาชื่อ ชอร์ช ดูเมซิล (Georges Dumezil) ได้ตีพิมพ์หนังสือชื่อ Flamen-Brahman ซึ่งเสนอว่า สังคมของชาวอินโด-ยูโรเปียนในยุคโบราณนั้นมีการแบ่งผู้คนออกเป็น 3 ชนชั้น โดยแต่ละชนชั้นมีหน้าที่ (function) โดยเฉพาะของตน

ชอร์ช ดูเมซิล (Georges Dumezil)

หน้าที่แรกเกี่ยวข้องกับอำนาจการปกครอง ซึ่งมีชนชั้นนักบวชคอยกำกับดูและในแง่ของกฎหมาย และพิธีกรรมทางศาสนา-ไสยศาสตร์  หน้าที่แรกนี้จะมีเทพ 2 องค์เป็นสัญลักษณ์ โดยเทพองค์หนึ่งแทนกฎหมาย (เรื่องทางโลก) ส่วนอีกองค์แทนศาสนา-ไสยศาสตร์ (เรื่องเหนือโลก)

หน้าที่ที่สองเกี่ยวข้องกับอำนาจทางการทหาร ซึ่งมีชนชั้นนักรบเป็นผู้ใช้กำลังปกป้องคุ้มครองผู้คน หรือใช้กำลังเช้ารุกไล่ศัตรู   หน้าที่นี้จะมีเทพเกี่ยวกับสงครามเป็นสัญลักษณ์

หน้าที่ที่สามเกี่ยวข้องกับความอุดมสมบูรณ์ สุขภาพและปากท้องของผู้คน ซึ่งมีเกษตรกรทำหน้าที่เพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์  หน้าที่นี้จะมีเทพคู่แฝด โดยคู่แฝดมักจะมีความเกี่ยวข้องกับม้า ทั้งนี้มักจะมีเทพีอีกองค์หนึ่งเป็นสัญลักษณ์ร่วมอยู่ด้วย


แนวคิดของดูเมซิลซึ่งแบ่งหน้าที่ของคนในสังคมเป็น 3 ส่วนหลักๆ นี้เรียกว่า Trifunctional hypothesis
ซึ่งผมขอแปลว่า สมมติฐานไตรกิจจา ไปพลางๆ ก่อน

แนวคิดนี้บางทีก็เรียกว่า Tripartition model หรือ แบบจำลองไตรภาค ด้วยเช่นกัน

(ดูเพิ่มเติม : Trifunctional Hypothesis ใน Wikipedia)

ลองมาดูตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมโดยเปรียบเทียบเทพต่างๆ ในสังคมอินโด-ยูโรเปียนโบราณ น่าจะเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น

ดูเมซิล ระบุว่า สำหรับหน้าที่ด้านการปกครองนั้น พวกอินโด-อารยันจะใช้พระมิตระกับพระวรุณเป็นตัวแทน ส่วนพวกนอร์ส (Norse) จะใช้เทพไทร์ (Tyr) กับ เทพโอดิน (Odin) ทั้งนี้ พระมิตระและเทพไทร์เป็นสัญลักษณ์แทนกฎหมาย ส่วนพระวรุณและโอดินเป็นสัญลักษณ์แทนศาสนา

หน้าที่ด้านการทหาร พวกอินโด-อารยันใช้พระอินทร์ พวกนอร์สใช้ทอร์ (Thor) และพวกโรมันใช้เทพอังคาร (Mars) เพราะเทพทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นเทพแห่งสงครามทั้งสิ้น



ทอร์ (Thor) : เทพแห่งสายฟ้าของชาวนอร์ส


หน้าที่ด้านความอุดมสมบูรณ์และปากท้องของผู้คน พวกอินโด-อารยันก็มีเทพนาสัตยะ ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นคู่แฝดที่มีพระพักตร์เป็นม้า และมีชื่อเรียกว่า พระอัศวิน (อัศวะ = ม้า) องค์หนึ่งมีนามว่า พระนาสัตยอัศวิน ส่วนอีกองค์มีนามว่า พระทัศรอัศวิน



พระอัศวิน

สำหรับเทพีที่เป็นสัญลักษณ์ในกรณีนี้คือ พระสรัสวดี ซึ่งในมหาภารตะถือกันว่าเป็นผู้ให้กำเนิดน้ำอันบริสุทธิ์ สำหรับทำความชุ่มชื่น เพื่อความผาสุกหรือความสมบูรณ์ของพันธุ์รุกขชาติและสรรพสัตว์

หันไปดูพวกกรีก-โรมันกันบ้างจะพบว่ามี คาสเตอร์ (Castor) และพอลลักซ์ (Pollux) ชื่อนี้คงจะคุ้นหูคนที่ชอบดาราศาสตร์ เพราะเป็นดาวสองดวงหลักในราศีเมถุน (เดือนมิถุนายน) นั่นเอง

คาสเตอร์ และพอลลักซ์ (Castor & Pollux)

ชาวโรมันถือว่าคาสเตอร์และพอลลักซ์เป็นผู้พิทักษ์ม้า โดยเฉพาะคาสเตอร์นั้นควบคุมม้าได้เก่งฉกาจ สามารถปราบม้าพยศให้เชื่องได้โดยง่าย สำหรับเทพีที่เป็นสัญลักษณ์ คือ เฮเลน (Helen) ในตำนานสงครามโทรจัน ซึ่งถือกันว่าเป็นสตรีที่สวยที่สุดในโลก


คงพอจะเห็นเค้าลางของสมมติฐานไตรกิจจากันบ้างแล้ว....

เอาไว้คราวหน้าจะชวนไปดูตัวอย่างเพิ่มเติม พร้อมข้อโต้แย้งของคนที่ไม่เชื่อกันอีกสักครั้งนะครับ

 

อ่านตอนจบ

 

 


 

ขุมทรัพย์ทางปัญญา

เนื้อหาส่วนใหญ่ในบทความนี้ ผมสรุปมาจากบางส่วนของหนังสือ In Search of the Indo-Europeans เขียนโดย J.P. Mallory, Thames & Hudson Ltd (ISBN-13 : 978-0-500-27616-7)

ดูรายละเอียดหนังสือเล่มนี้ใน Amazon dot com


ประวัติของบทความ

  • ตีพิมพ์ครั้งแรกใน นสพ.กรุงเทพธุรกิจ คอลัมน์ ท่องเวลา ผ่าอารยธรรม เซ็คชั่น จุดประกาย เสาร์สวัสดี
  • ดัดแปลงเพื่อนำลงใน GotoKnow เพื่อประโยชน์สาธารณะ
  • ตีพิมพ์ในหนังสือ ถอดรหัสสัญลักษณ์ปริศนา, สนพ. สารคดี

ขอขอบคุณ