วันพฤหัสบดีที่ ๑๒ มิถุนายน ๕๑ โรงเรียนเพลินพัฒนาจัดพิธีไหว้ครูของนักเรียนช่วงชั้นที่ ๑ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นนักเรียนที่เพิ่งจบจากชั้นอนุบาล ๓ มาใหม่ ๆ
ในความชื่นใจของครูนั้นไม่มีอะไรจะมาเทียมเท่าการได้เห็นความก้าวหน้าในชีวิตของศิษย์ได้เลย
บันทึกความชื่นใจของครูหนึ่ง (ศรัณธร แก้วคูณ)
น้อง อยู่ในระดับชั้น อนุบาล ๑ เป็นเด็กผู้หญิงตาโต ผิวขาว หน้าตาสวย เมื่อใคร ๆ เห็นก็อยากเข้าไปหาด้วยความเอ็นดู แต่เมื่อมีคุณครูท่านอื่น ๆ หรือแม้แต่คุณครูประจำชั้นเองเข้าไปหา เพื่อที่จะพูดคุย หรือเล่นด้วย น้องก็จะปฏิเสธทุกครั้ง และคำพูดที่ได้ยินกันจนชินหูก็คือ “ไม่ต้องมายุ่งกับหนู” พร้อมกับสบัดไม้สบัดมือปัดป้องตัวเองไม่ให้ใครมาจับหรือแตะตัวแม้แต่น้อย เมื่ออยู่ในห้องต้องเรียกชื่อนักเรียน พอครูเรียกชื่อ น้องก็จะบอกว่า “ไม่ต้องมาเรียกชื่อหนู” น้องจะไม่ไว้วางใจและเชื่อใจใครง่าย ๆ รวมถึงการปรับตัวด้วย ยกเว้นกับคุณพ่อ คุณแม่เท่านั้น หรือแม้กระทั่งญาติพี่น้องเอง คุณพ่อ คุณแม่ก็เป็นกังวลเพราะน้องจะไม่เอาใครเลย
คุณครูประจำชั้นได้เห็นพฤติกรรมเช่นนี้ของน้องมาตั้งแต่อยู่ในระดับเตรียมอนุบาล พอขึ้นอนุบาล ๑ ครูประจำชั้นก็เตรียมรับมือและตั้งรับ พร้อมทั้งพยายามปรับพฤติกรรมดังกล่าวทุกครั้งที่มีโอกาส เป้าหมายในใจที่มีคือ อยากให้น้องสามารถอยู่ร่วมกับเพื่อน ๆ ในห้อง ในโรงเรียน และครูประจำชั้น และทุกคนในโรงเรียนอย่างมีความสุข รวมถึงการอยู่ร่วมกับในอนาคต ที่ตัวเขาเองต้องออกไปสู่โลกกว้าง พบเจอผู้คนมากมายที่มีความแตกต่างหลากหลาย
ครูเริ่มปรับพฤติกรรมของน้องตั้งแต่วันแรกที่น้องเข้าห้องเรียนชั้นอนุบาล ๑ ด้วยการกอดเด็ก ๆ ทั้งเช้า และก่อนเข้านอนกลางวัน ครูกอดเด็กทุกคนในชั้นเรียน ทำเป็นประจำจนกลายเป็นกิจวัตรประจำวันของห้อง พร้อมกับคำพูดที่อ่อนโยน ว่า “ครูรักหนูนะคะ” ในระยะแรก ๆ น้องปฏิเสธที่จะให้ครูถูกเนื้อต้องตัว ครูใช้คำพูดบอกความในใจ ว่า “รัก” ไปประมาณ ๒ สัปดาห์ ครูสังเกตเห็นแววตาของน้องที่อ่อนโยน และวางใจครูมากขึ้น จากนั้นครูเริ่มจับมือพร้อมกับบอกรัก และค่อย ๆ โอบกอดในที่สุด
ครูทำเช่นนี้พร้อมกับการปรับพฤติกรรมตอนช่วงเวลากึ่งหลับกึ่งตื่น ครูจะนั่งใกล้ ๆ ลูบศีรษะด้วยความรักและความปรารถนาดี พร้อมกับคำพูดดี ๆ ที่มาจากใจครู รวมถึงพฤติกรรมที่พึงประสงค์จะให้น้องเป็น เช่น คุณครูรักหนูมาก เพื่อน ๆ และคุณครูก็รักหนู หนูเป็นเด็กน่ารัก พูดจาไพเราะอ่อนหวาน หนูทักทายคุณครูทุกคน และยิ้มหวาน ๆ ให้ เล่นกับเพื่อน ๆ ได้ทุกคน เป็นต้น พร้อมกันไปครูก็จะเล่านิทาน และร้องเพลงกล่อมเด็ก ๆ ด้วยตนเอง (เด็กจะรับรู้ถึงความรักความห่วงใย ความปรารถนาดี ผ่านเสียงร้องที่ครูส่งไป) ซึ่งครูเชื่อว่า ขณะที่เด็กกำลังจะหลับ คลื่นสมองจะต่ำ จะซึมซับ รับรู้ และเรียนรู้ได้ดี จะจดจำ ด้วยญาณฉับพลัน Intuition เข้าไปปรับเปลี่ยนวิธีคิด วิธีมองโลกในจิตใต้สำนึก ครูแนะนำวิธีนี้ให้กับทางบ้านเพื่อให้บ้านและโรงเรียนทำไปในแนวทางเดียวกัน
เมื่อครูจะทำกิจกรรมอะไร ก็จะบอกเด็ก ๆ ไว้ล่วงหน้า เช่น อีก ๑๐ นาทีเราจะ ........... นะคะ เพื่อให้เขาเตรียมตัว เตรียมใจ และพร้อมที่จะรับสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น ทำเช่นนี้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่เพียงแค่น้องเท่านั้น แต่เพื่อเด็ก ๆ ทุกคนในชั้นเรียน
เวลาผ่านไป ๒ ภาคเรียน ๒๐ สัปดาห์ พฤติกรรมต่าง ๆ เริ่มเปลี่ยนไป ไว้วางใจครูและเพื่อนในชั้นเรียนมากขึ้น เมื่อต้องการอะไรก็จะเข้ามาหาครูเอง เริ่มเล่นกับกลุ่มเพื่อน ครูสังเกตว่าเมื่อเขาไว้วางใจคน ไว้วางใจโลก การเรียนรู้ของน้องดีขึ้นมากจนเห็นได้ชัด พัฒนาการด้านด่าง ๆ ดีขึ้น ยอมที่จะทดลองทำสิ่งใหม่ ยอมทานของที่ไม่เคยทาน ยอมพูดคุยกับเพื่อน กับพี่ ๆ ที่ไม่เคยคุย มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับทุกคนมากขึ้น
ครูสอนน้องมา ๒ ปี คือ ในชั้นอนุบาล ๑ และ ๒ เห็นพัฒนาการ พร้อมกับเพียรพยายามปรับพฤติกรรมในเรื่องต่าง ๆ เรื่อยมา ปัจจุบันนี้น้องสามารถสอบเข้าศึกษาต่อที่ สาธิตของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งได้ และขึ้นชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ แล้ว คุณพ่อกลับมาเล่าให้คุณครูฟังว่าน้องน่ารักมากขึ้นทุกวัน เรียนดี และมีความสุข ปรับตัวได้ดีอย่างที่ครูเคยตั้งความหวังเอาไว้
สวัสดึค่ะ
ชื่นชมคุณครู และขอบคุณสำหรับเรื่องราวดีๆ ที่นำมาแบ่งปันนะคะ
ขอบคุณคุณ dd L แทนครูหนึ่งด้วยค่ะ :)
น่ารักมากๆ ค่ะ เทคนิคเยี่ยมยอดที่มาพร้อมกับความอบอุ่น ขอบคุณค่ะครูใหม่
ขอบคุณค่ะอาจารย์แจน เจ้าตัวเล็กหน้าเหมือนคุณพ่อจังค่ะ หากมีโอกาสไป มอ.จะไปขอแวะไปดูตัวจริงหน่อยนะคะ เห็แล้วอยากมีไว้อุ้มเล่นบ้าง :)
อย่าลืมร้องเพลงกล่อมให้ฟังก่อนนอนนะคะ ช่วงเคลิ้มหลับนี้เป็นช่วงเวลาทองที่จะสื่อสารอะไรได้ลัดตรงที่สุดแล้วค่ะ
ครูใหม่ค่ะ