การเดินทางสู่ตูมปัตเพื่อการเก็บข้อมูลวิจัยครั้งที่สอง (ในส่วนของผม) นี้ ผมยังใช้โจทย์คำถามเดิมครับ คือ นโยบายของรัฐกลันตันต่อความหลากหลายทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนมลายูเชื้อสายไทยเป็นอย่างไร แต่ผมมีคำถามเพิ่มที่แทรกเข้าไปในการเก็บข้อมูล คือ คนไทยมีสิทธิและเสรีภาพในการรักษาไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของตนเองอย่างจำกัดนั้นจริงหรือ คำถามนี้เกิดขึ้นมาใหม่เนื่องจากในการสัมมนาร่วมกันระหว่างนักวิจัยที่ทำการวิจัยในกลุ่มโครงการ มาเลเซียนัยสำคัญต่อไทยครั้งที่ผ่านมา มีนักวิจัยท่านหนึ่งนำเสนอว่า คนไทยยังไม่พอใจกับสิทธิเสรีภาพที่ได้รับ ซึ่งอันนี้ต่างจากข้อมูลเบื้องต้นที่ทีมของผมได้รับจากการลงพื้นที่ครั้งแรก

                ทีมงานออกจากมหาวิทยาลัยแปดโมงเช้าครับ แล้วก็มาแวะทานอาหารเช้าอีกครั้งที่นราธิวาส ออกนอกเส้นทางนิดหนึ่งครับ เพราะหัวหน้าทีมของเรายังไม่ได้ทานอาหารเช้าเลย ผมเองก็อยากได้กาแฟสักแก้ว แต่พอถึงร้านอาหารผมก็ต้องเปลี่ยนใจเป็นข้าวอีกหนึ่งจานพร้อมๆ กับกาแฟหนึ่งแก้ว กับข้าวน่าทานครับ เลยอดไม่ได้

                ในการเดินทางครั้งนี้เราเลือกออกจากประเทศไทยที่ตากใบครับ เพราะใกล้ตุมปัตมากที่สุด ครั้งที่แล้วออกที่สุไหงโกลก เพราะต้องแวะไปรับดร.ดลวนะ ที่รันเตาปันยัง เส้นทางนี้ใกล้มากจริงๆ กับตุมปัตครับ

                สิ่งแรกที่เราต้องทำที่ตากใบคือ การทำประกันรถยนต์ของประเทศมาเลย์ฯ ครับ เพราะไม่งั้นขับได้ไม่ไกลหรอกครับ โดนจับแน่นอน ซึ่งคราวนี้เลือกการประกัน 6 เดือนครับ เพราะระหว่าง 3 เดือนกับ 6 เดือนที่เขาให้เลือกต่างกันเพียงสองร้อยบาทเท่านั้นเอง แต่เราก็ต้องเสียเวลาอีกนิดหนึ่งกับการทำประกันและต้องตัดสติกเกอร์ป้ายรถใหม่ เนื่องจากที่ขนส่งของไทยออกให้ผม ไม่มีชื่อจังหวัด แต่ใช้ว่า thailand 94 ซึ่งคนที่รับทำประกันบอกว่า ทางมาเลย์ไม่ยอมครับ ต้องใช้ว่า PTN (มากจากปัตตานีครับ) เหตุผลเพราะมาเลย์ไม่รู้ว่า 94 เป็นรหัสของจังหวัดอะไร ผมพยายามคุยดูว่า ก็อันนี้ทางราชการไทยออกให้นะ หลักฐานก็มี แต่คนทำประกันบอกว่า ยังไงถ้าเข้าไปโดนจับแน่นอน แล้วเขาก็ไปดูป้ายทะเบียนสติกเกอร์ที่ผมทำขึ้นปรากฏเขาก็บอกว่า ผิดอีก เนื่องจากผมใช้ตัวอักษรสีดำบนพื้นสี่ขาว (อันนี้ร้านสติกเกอร์เขาบอกว่าสีแบบนี้) คนขายประกันรถบอกว่า ป้ายแบบนี้คือรถเท็กซี่ ไม่ใช่รถส่วนบุคคลๆ ต้องเป็นอักษรสีขาวพื้นสีดำ

(ป้ายรถเจ้าปัญหาครับ ไทยกับมาเลย์ยังไม่ได้ตกลงร่วมกันหรืออย่างไร)

                ระหว่างทำประกันรถอยู่ปรากฏว่า เรือเฟอร์รี่มาเทียบท่า อ.อับดุรรอห์มาน ให้ผมเอารถขึ้นเรือทันที โดยให้รอสลี เฝ้ารอรับหลักฐานรถทั้งหมดต่อคนเดียว เนื่องจากวันนี้เป็นวันศุกร์ครับ หากไม่ทันเที่ยวนี้จะต้องรออีกเป็นชั่วโมง เพราะเขาจะหยุดบริการชั่วคราวสำหรับการละหมาดวันศุกร์ หัวหน้าทีมบอกว่า ลืมไปจริงๆ ว่า วันศุกร์เขาหยุดให้บริการนาน

                ผมกับอ.อับดุรรอห์มาน ในประทับวีซ่าเข้าประเทศมาเลย์เรียบร้อยแล้วครับ แต่ต้องรอรอสลี ซึ่งตอนนี้เราก็ต้องลุ้นกันต่อว่า รอสลีจะรออยู่ทางตากใบหรือหาวิธีข้ามฝั่งมาทางนี้ได้ (จริงๆ ไม่ได้ยุงยากครับสำหรับเดินทางส่วนตัวมา นั่งเรือรับจ้างมาข้ามมาได้แล้วครับ) ก็รอไม่นานครับรอสลีก็ข้ามฝั่งมาได้ พร้อมกับติดสติกเกอร์ใหม่ที่รถผม แล้วก็ทำคำร้องขออนุญาตนำรถเข้าประเทศ ซึ่งสุดท้ายเราก็ได้รับป้ายกลมสำหรับตั้งหน้ารถครับ (เกือบต้องกลายเป็นพนักงานขับรถแท็กซี่ไปแล้วเชียว ฮิฮิ) ถึงตรงนี้แหละครับ ผมจึงเพิ่งสังเกตจริงๆ ว่าป้ายรถทั่วไปของมาเลย์เป็นอักษรสีขาวพื้นสีดำ ฮิฮิฮิ

                และแล้วเราก็ต้องออกนอกเส้นทางอีกครั้งหนึ่งครับ คือไม่ได้มุ่งไปตุมปัต แต่ต้องเข้าไปยังตัวเมืองครับ คือ โกตาบารู ซึ่งเป็นเมืองหลวงของกลันตัน เพื่อหาซื้อกล้องถ่ายรูปครับ เนื่องจากมารอบที่แล้วยืมชาวบ้านมา แล้วคราวนี้หาที่ยืมไม่ได้ หัวหน้าทีมเลยบอกว่า ถ้าจำเป็นมากขนาดนี้ซื้อใหม่แล้วครับ ใช้เสร็จค่อยบริจาคให้มหาวิทยาลัย ผมเห็นด้วยครับ เมื่อขับเข้าถึงเมือง ผมก็เลือกที่จะไปซื้อกล้องที่ kb mall ห้างใหญ่ที่สุดในเมืองครับ รอบที่แล้วอยากเข้าไปเดินชมมาก แต่หัวหน้าทีมสนใจตลาดกลางคืนมากกว่า รอบนี้ผมบอกว่าถ้าจะซื้อให้ปลอดภัยก็ต้องซื้อในห้างแหละครับ หาเรื่องเดินห้าง แต่เวลามีจำกัดครับ

                ผมขับรถค่อนข้างเร็วนิดหนึ่งครับ เพราะรู้สึกคุ้นเคยจากการมาครั้งแรก ถึงแม้ครั้งแรกจะไม่ได้ขับเองก็ตาม เพราะรอบที่แล้ว เวียนในเมืองเป็นสิบๆ รอบ แต่เมื่อเข้าในห้างก็เดาทางไปจากลูกศรนั่นแหละครับว่าจอดรถที่ไหน ปรากฏว่ามันมีลูกศรชี้เข้าสองทาง ผมก็ไม่ถามละครับ เลือกทางขวา แล้วขับเข้าไปเลย ฮิฮิฮิ ปรากฏที่จอดรถของเราคือ ดาดฟ้าของห้างครับ แล้วก็ลงจากบนสุดมาซื้อกล้องได้ที่ชั้นล่างสุด ห้างมีสามชั้นครับ ไม่สูงแต่กว้างมากครับ จริงๆ เราเดินหาตั้งแต่ชั้นบนสุดลงไปทีละชั้นครับ แต่ผมเดาไว้เบื้องต้นว่า อุปกรณ์ประเภทนี้มักอยู่ชั้นล่างๆ ส่วนชั้นบนๆ ของห้างมักจะเป็นโรงหนังมากกว่า ซึ่งก็จริงอย่างคิดครับ

                นอกจากกล่องถ่ายรูป ก็ซื้อโทรศัพทอีกหนึ่งเครื่องครับ เนื่องจากโทรศัพท์ของหัวหน้าทีมถูกทำหายในระหว่างภารกิจครั้งที่แล้ว ซึ่งอันนี้โครงการวิจัยต้องชดใช้ให้ครับ แต่เราวิเคราะห์จากปัญหาก่อนว่า คนที่จำเป็นต้องมีโทรศัพท์มือถือก่อนคือ รอสลี เนื่องจากแก่ไม่มีโทรศัพท์แล้วทำให้เราติดต่อยากมากที่สุดในทีมวิจัย โดยตกลงกันว่าจะซื้อให้โดยใช้งบวิจัย แล้วค่อยไปหักเงินเดือนทีหลัง (ฮาฮาฮา เหมือนจะใจดี)

อ่านต่อบันทึกหน้านะครับ