วันนี้ได้เข้าดูงานที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ วิทยาเขตสุวรรณภูมิ จำได้ว่า เคยไปวิทยาเขตหัวหมากแล้วซึ่งนับว่าการจัดสถานที่ต่างๆ เป็นศูนย์กลางของความทันสมัยต่างๆ มาก แต่กลับเทียบไม่ได้เลยกับวิทยาเขตสุวรรณภูมินี้ บนเนื้อที่ 300 กว่าไร่ สุดยอดจริงๆ ของเทคโนโลยีและความเป็นศูนย์กลางต่างๆ ที่ครบวงจรจริงๆ มองว่า คุณภาพชีวิตของคนที่นี่ก็ต้องสุดยอดตามไปด้วย แต่ก็อดคิดอีกทางไม่ได้ว่า เงินนี่บันดาลทุกอย่างให้ได้อย่างสัมฤทธิ์ผลจริงๆ เลย แล้วลูกตาสีตาสาชาวไร่ชาวนาจะมีโอกาสได้รับการศึกษาที่มีเครื่องมือสมบูรณ์พร้อมอย่างนี้ได้หรือ? ซึ่งก็แน่นอนคุณภาพชีวิต ความมีประสิทธิภาพของคนย่อมที่จะแตกต่างกัน แบ่งระดับกันอย่างชัดเจนเลย เฮ้อ!! ที่นี่ทำให้สะท้อนถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนสิงคโปร์ ซึ่งเค้าเห็นความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการศึกษาของคนมาเป็นอันดับหนึ่ง แล้วประเทศไทยล่ะ ถนนหนทางคงจะมาเป็นอันดับหนึ่งล่ะมั้ง เพราะเดี๋ยวรื้อเดี๋ยวสร้างใหม่อยู่นั่นแหละ (ไม่รู้จะชอบกินดินกินทรายไปถึงไหน ประเทศถึงไม่เจริญซะที!!! อุ๊บ!!)
วันนี้ คุณครูทั้งหลายต่างตื่นตาตื่นใจกับสถานที่แห่งนี้ (เราด้วย อิอิ) นอกจากความลงตัวของการตกแต่งห้องต่างๆ ภายในอาคารแล้ว เราชอบที่สุดคือ ศาลาไทยกลางน้ำ สวยจริงๆ คนสร้างช่างคิดสรรค์จริงๆ เพราะมันเป็นสิ่งที่นับว่าไม่เข้ากันเลยกับอาคารต่างๆ ของมหาวิทยาลัยที่สถาปัตยกรรมแบบกรีก-โรมัน แต่ปรากฎว่า จัดสร้างได้อย่างสวยงามและเข้ากันได้ดีจริงๆ ศาลาไทยเหมือนหัวแหวนหรือศูนย์กลางของที่นี่ สะท้อนให้รู้สึกว่า ที่นี่มีวัฒนธรรมไทยเป็นศูนย์กลาง ถึงแม้จะมีความหลากหลายเชื้อชาติถึง 70 กว่าประเทศก็ตาม รู้สึกว่า เค้าอยู่กันอย่างเคารพกติกา เครื่องแบบคือเครื่องแบบ มีผ่อนสั้นผ่อนยาวให้กัน เพราะเด็กวัยรุ่น หากตึงนักเค้าก็ชอบที่จะตัดมันให้ขาดไปซะ ซึ่งก็ยากที่จะอยู่ร่วมกันได้ ที่นี่ ทำให้เราสะท้อนถึงเด็กนักศึกษาของเรา รู้สึกว่า เค้าอาจไม่ชัดเจนถึงกฎระเบียบที่ต้องปฏิบัติตาม จึงมีบางคนที่มักนอกกรอบเสมอ ทำให้ได้คิดว่า เราจะหาวิธีการอย่างไรดี ที่นอกจากสร้างความตระหนักในใจของเค้าเพราะมันช่างเป็นนามธรรมที่ยากจะปฏิบัติเหลือเกิน และก็รู้สึกแปลกดีเนาะ เมื่อก่อนการเรียนการสอนจะยึดครูเป็นศูนย์กลาง คนช่วงอายุกลางๆ ตอนนี้ถึงมีระเบียบวินัยความรับผิดชอบกัน แต่พอมาตอนนี้ ยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง แล้วเป็นไง เด็กๆ นักเรียนนักศึกษากลับไม่ค่อยจะมีระเบียบวินัยกันสักเท่าไหร่ ชอบที่สุดคือการต่อรอง ได้คืบเอาศอก (บ่นอีกแล้วป้าแก่) อดคิดไม่ได้ว่า แน่ใจแล้วหรือว่า การยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง (ในทุกเรื่อง) เป็นสิ่งที่ถูกต้องสมบูรณ์แล้ว เพราะบางครั้งในสิ่งที่เด็กทำลงไป เค้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคือสิ่งที่ผิด หรือว่าที่เรากำลังทำกันอยู่นี้เป็นแบบกึ่งๆ กลางๆ เด็กหรือครูหรือพ่อแม่ ต่างก็ไม่ใช่ศูนย์กลางจริงๆ กันแน่? เรื่องนี้คงต้องพูดต่อกันอีกยาว!!!
ที่รู้สึกไม่ดีของการเดินทางครั้งนี้คือ ต้องแยกจากอาจารย์และเพื่อนๆ มาพิษณุโลก เพราะต้องมาแข่งขันกีฬาบุคลากรมหาวิทยาลัย อันนี้คือหน้าที่และความรับผิดชอบ แต่ด้วยความที่ว่า เราได้ร่วมศึกษาดูงานกับเพื่อนๆ ไปแล้ว ส่วนที่ขาดที่ต้องไปใช้เวลาใช้ชีวิตร่วมกันที่ชลบุรีและเกาะล้านเป็นสิ่งที่เสียดายมาก แต่ก็ต้องยอมและคิดว่าค่อยไปทำกิจกรรมกลุ่มในวิชาสัมมนาก็แล้วกัน
ตอนเดินทางมาพิษณุโลก นึกว่าจะแย่เสียละ ฝนตกหนักมาก ช่างเป็นประสบการณ์การเดินทางที่น่ากลัวจริงๆ ช่วงเครื่องกำลังบินขึ้นที่สนามบินดอนเมือง ว่าน่ากลัวแล้วเชียว เพราะต้องเจอกับเมฆฝนเป็นก้อนๆ แต่ก็ยังพอมองเห็นพื้นดินที่สว่างเหมือนแผ่นทองอยู่เบื้องล่าง แต่พอเครืองใกล้แลนดิ้งที่สนามบินพิษณุโลก ช่างแตกต่างกันมาก ไม่เห็นอะไรเลย แม้ปีกเครื่องบินยังเลือนลาง ไม่ใช่เมฆฝนที่กำลังเจอ แต่เป็นพายุฝนเลยก็ว่าได้ ตอนนั้นลุ้นระทึกมาก กัปตันประกาศว่า ต้องบินวน 5-10 นาที ใจแป้วมาก แต่ก็ยังเก็บอาการ อาจเพราะเพลียเรื่องการเดินทางอยู่แล้ว จึงทำให้สามารถหลับได้ไม่ได้วิตกกังวลอะไร สะท้อนเลยว่า ชีวิตคนเรา เพียงเสี้ยวเดียวเท่านั้น ก็เป็นไปได้แล้ว ดังนั้น อย่าไปยึดติดอะไรให้มาก พอถึงเวลา ก็เอาอะไรไปไม่ได้สักอย่าง สาธุ๊!!!