ครั้งที่แล้วเล่าเรื่อง Fleur de Sel เพราะได้รับของฝากจากแขกชาวฝรั่งเศสที่มาทานข้าวที่บ้าน
เล่าถึงความพิเศษกันไปแล้ว ท่านผู้อ่านคงสงสัยว่า ราคาแห่งความพิเศษนั้นจะสักเท่าไร
เฉลยให้ทราบราคาของ Fleur de Sel ของฝรั่งเศสกันเลยค่ะ
ราคานั้นหรือ . ..At 100 times the cost of table salt and ten times the cost of ordinary sea salt....ในต่างประเทศ ราคาแพงเป็นหนึ่งร้อยเท่าของเกลือป่นผ่านกรรมวิธีที่ใช้บนโต๊ะอาหาร และ แพงเป็นสิบเท่าของเกลือทะเลธรรมดาๆ
สมราคามั้ยคะ จากการที่ดอกเกลือ Fleur de Sel เป็นเกลือที่สะอาด มีคุณภาพสูง ราคาแพง เพราะว่ามีปริมาณน้อย ไม่ได้สัมผัสกับพื้นดิน แน่นอนว่าเราคงไม่อยากนำเกลือที่แพงพิสดารเช่นนี้มาต้มยำทำแกง

กระป๋องเล็กๆที่ได้มา น้ำหนัก ๑๒๕ กรัม ทราบว่าราคา ๙ ยูโร หรือประมาณ ๔๕๐ บาท
ดอกเกลือ...ของไทย
ในความเป็นจริงแล้ว ชาวนาเกลือในประเทศไทยก็ได้ผลิตดอกเกลือมานานนับร้อยปีมาแล้ว โดยเฉพาะที่ บ้านบางตะปูน ตำบลลาดใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม หรือที่ตำบลบางแก้ว อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี
พอฟ้าเริ่มสาง อาทิตย์ทอแสงสีทองอ่อน ๆ น้ำทะเลในผืนนาเกลือจะถูกแดดและลมพัดให้แห้งจนได้ความเค็มประมาณ 20-25 ดีกรี เกิดเกสรเกลือ หรือ เกลือแรกเริ่มตกผลึก ชาวนาเกลือเรียกว่า ดอกเกลือ ซึ่งจะเป็นผงเล็กๆ ลอยจับตัวกันเป็นแพอยู่เหนือน้ำผืนนาเกลือ ดังนั้นชาวนาเกลือจะต้องตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อรีบช้อนดอกเกลือ ก่อนที่แสงแดด และสายลมจะทำให้ดอกเกลือจมลงด้านล่าง
กล่าวกันว่า ดอกเกลือที่เก็บได้ในเวลาเช้าตรู่นี้จะมีไอโอดีนสูง มีสีสันขาวเป็นประกายแวววาว รสชาติเค็มอมหวาน เป็นดอกเกลือที่สะอาด เพิ่งเกิดใหม่ๆ ไม่ได้สัมผัสกับพื้นดิน หรือตากลม ตากฝุ่นอยู่นาน มีแร่ธาตุต่างๆสูงมาก จึงมีคุณภาพสูง อีกทั้งเพราะมีปริมาณน้อย ราคาจึงแพง (เสียดายไม่สามารถหาข้อมูลวิชาการอ้างอิงได้ เรื่องแร่ธาตุในดอกเกลือของเรา)
โดยปกติแล้วเกลือนั้นหากขายปลีกกันจะตกอยู่ที่ กิโลกรัมละ 4-5 บาท แต่หากเป็นดอกเกลือนี้จะราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 10 - 15 บาททีเดียว
ดอกเกลือ จึงเปรียบเสมือนอัญมณีที่ล้ำค่าของชาวนาเกลือ ซึ่งเป็นที่หวงแหนมาก เพราะมีน้อย ชาวนาเกลือจึงเก็บดอกเกลือไว้ใช้เองทั้งบริโภค และประทินผิวพรรณเปรียบเสมือนยาสามัญประจำบ้านของชาวนาเกลือ เก็บไว้ล้างแผลบ้าง เก็บไว้แจกจ่ายผู้มาเยือนบ้าง
ผู้เขียนเคยได้ดอกเกลือมาจากสมุทรสงครามถุงหนึ่งราวๆหนึ่งกิโลกรัม ก็ใช้ทำกับข้าวแทนการใช้น้ำปลา คือเอามาต้มยำทำแกง ไม่ได้ประดิดประดอยใช้อย่างที่ฝรั่งใช้ Fleur de Sel
คิดเล่นๆว่าฝรั่ง(เศส)ผลิต Fleur de Sel ได้ปีละครั้งเท่านั้น เมืองไทยมีโอกาสผลิตได้ยาวนานกว่าเพราะมีแสงแดดเกือบทั้งปี หากเรารักษาสิ่งแวดล้อมได้ดี ทะเลสะอาด น้ำทะเลที่จะใช้มาผลิตเกลือสะอาด กรรมวิธีผลิตแบบดั้งเดิมโดยภูมิปัญญาไทยของเรา การวิจัยคุณค่าของแร่ธาตุสารอาหารดอกเกลือของเราเปรียบเทียบกับของต่างประเทศให้ได้รู้กันแจ้งๆไปเลย และ การวิจัยพัฒนาเพื่อนำดอกเกลือมาผลิตเครื่องสำอาง อาจจะช่วยส่งเสริมให้อาชีพการทำนาเกลือยังคงอยู่ และสร้างรายได้จากการทำนาเกลือเพิ่มขึ้น
ปัญหาของคนไทยคือ เรามักไม่ค่อยเห็นคุณค่าของภูมิปัญญาของเราเอง หากต้องการจะยกย่องก็ทำเป็นครั้งๆ(มักทำเพื่อให้ผู้พูดดูดี) เป็นแนวโรแมนติค รำลึกโหยหาความโบราณ มากกว่าจะกล่าวยกย่องอย่างมีข้อมูลน่าเชื่อถือ ประกอบเข้ากับเรื่องราวที่มาของภูมิปัญญาของผลิตภัณฑ์นั้นๆ
ทะเลไทยอยู่ในเขตร้อน ผู้เขียนคิดว่าน่าจะมีแร่ธาตุสารอาหารมากกว่าทะเลเขตหนาวอย่างยุโรปด้วยซ้ำ ผู้เขียนมีเพื่อนคนหนึ่งทำร้านอาหารไทยชื่อดัง และเขียนตำราอาหารไทยและเอเชีย อยู่ที่ซานฟรานซิสโก เธอมาเมืองไทยครั้งใด ขากลับทุกครั้งต้องซื้อ "เกลือไทย" กลับไปอเมริกาทุกครั้ง ผู้เขียนเคยถามว่าอเมริกาก็มีเกลือขายมากมาย เกลือไทยถูกกว่าหรือจึงต้องหอบไปให้หนัก เธอตอบว่า ไม่ใช่ถูกกว่า แต่นำไปปรุงอาหารแล้วได้รสชาติดีกว่าเกลือฝรั่ง
ผู้เขียนขอตัวไปทดสอบรสชาติ Fleur de Sel ที่ได้มาซักหน่อย ดูซิว่าอาหารจะอร่อยขึ้นแค่ไหน เสียดายที่ดอกเกลือที่บ้านใช้หมดแล้ว คงต้องทดลองเปรียบเทียบรสชาติกันทีหลัง
ระหว่างค้นข้อมูลจากกูเกิ้ล พบภาพสวยๆและเรื่องเกี่ยวกับนาเกลือมากมาย ลิงค์ที่ยกมาภาพเขาสวย คมชัดมากเลยค่ะ ขอชวนไปชมกันนะคะ
http://www.barekadindern.com/bkdd/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=40
สงสัยต้องให้ไปวิจัยเกลืออิสานที่ทุ่งกุลาสักหน่อยแล้วครับ
สงสารชาวไทยที่มีโอกาสแต่ไม่สามารถทำโอกาสให้เกิดเป็นรูปธรรมได้ เพราะหลายปัจจัยนะคะ
ไทยเรายังมีดีอยู่อีกมากมาย... ขอบคุณค่ะสำหรับบันทึก
แล้วพี่นุชคิดว่าเกลือไทยราคา 5 บาทสู้เกลือฝรั่งราคาเฉียด 500 ได้ไหมคะ?
สวัสดีค่ะ อ.พี่นุช
สวัสดีครับ
เห็นด้วยกับลุงเอก ต้องวิจัยครับ
บ้านเราขาดเรื่องการวิจัย สินค้าจึงไม่สามารถมีมูลค่าเพิ่มได้เลย
น่าสนใจ "ดอกเกลือไทยสู่โลก"
ตามไปดูภาพที่linkให้ดูค่ะ สวย คมชัดมาก ภาพเหล่านี้เห็นจนชินตาสมัยเด็กๆ มีบ้านพักอยู่ริมแม่น้ำบางปะกง แต่เราไปเที่ยวแถวชลบุรีบ่อยๆ ก็เคยเห็นแบบนี้ หรือ ตอนขับรถไปเที่ยวแถวเพ็ชรบุรี ชะอำก็มากนะคะ
แต่ไม่เคยไปพินิจ พิจารณาดูดอกเกลือสักที เพราะเห็นกองๆเกลือแบบนี้เยอะแยะไปหมด มาอ่านที่นี่ จึงเป็นความรู้ใหม่ค่ะ ขอบคุณค่ะ
เป็นความรู้ใหม่ครับน้องนุช น่าสนใจมาก
พี่รู้แต่ว่าเกลือคือสิ่งมีค่าดั่งทองในอดีต และคำว่า salary มาจาก หฟสรื salt เพราะในสมัยโรมันเขาแจกค่าตอบแทนทหารโดยแจกเกลือ จนกลายมาเป็น salary
พี่นุชคะ
ตามมาอ่านต่อ เห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะว่าบางทีเรามีของดีใกล้ตัวแต่ ไม่เห็นคุณค่า ถ้าชาวนาเกลือของเราสามารถนำดอกเกลือที่ได้ มาทำบรรจุภัณฑ์สวยงาม วิจัยให้ชี้ชัดถึงรสชาด แร่ธาตุของมัน แล้วขายแพงแบบฝรั่งเศสได้ ในตลาดบน จะทำให้มีคนอยากมาช่วยกัน ช้อนเกสรเกลือกันมากขึ้น
จำได้ว่านานแล้วค่ะ ดูรายการของญี่ปุ่นเค๊าเอาเกลือทะเลที่ผลิตแบบ พิเศษสูตรโบราณดั้งเดิม ยากลำบากซึ่งมีราคาแพงมาทำน้ำซุปใส่ราเมง ซึ่งรสจะหวานอร่อยกว่าเกลือทั่วไป แสดงว่าเค๊าก็มีเกลือแบบแพงที่ต้อง ไปดั้นด้นซื้อยี่ห้อนั้นให้ได้ อยากให้บ้านเรามีแบบนั้นจัง ..คุณภาพ..ต้องละเอียดอ่อน ละเมียดละไมในรสชาดถึงจะแยกออก...
พุดถึงเกลือ ก้คิดถึงทะเล พอพูดถึงทะเล ก็คิดถึงชลบุรี พอพุดถึงชลบุรีก้คิดถึงคนแถวนั้น…แวะมาอ่านครับ
สวัสดีค่ะพี่นุช
รู้สึกคุ้นๆว่ามีคนเอามาใช้ขัดผิวในสปาราคาแพงนี่แหละค่ะ เพราะมีคนเอามาให้แล้วเขียนติดไว้แบบนั้น แต่ถามแม่แม่บอกว่ามีการใช้ปรุงอาหารและได้รสแบบหวานละเมียดไม่แหลมจี๊ดจ๊าดแบบน้ำตาลทราย และไม่หอมละมุนแบบน้ำตาลโตนด..แต่ทำให้รสหวานชัดขึ้นและมีเค็มนิดๆที่อร่อยเหลือใจ..
การทำนาเกลือเป็นการผลิตที่ครบธาตุทั้ง 4 เลยนะคะ..ดิน น้ำ ลม ไฟ ( แดด ) ถ้าขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปเกลือทะเลคุณภาพดีไม่เกิด เพราะมีคนพยายามลองปูพื้นนาเกลือด้วยพลาสติกก็ไม่เกิดเกลือค่ะพี่นุช..ทำให้น่าสนใจว่าการเกิดจากธาตุทั้ง 4 นี้ทำให้เกิดสมดุลอะไรได้บ้าง..ชอบจริงๆค่ะ ^ ^
เดี๋ยวจะค้นให้นะคะว่ามีคนทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน
เอาสูตรสีผึ้งแบบโบราณมาฝากพี่นุชค่ะ ( ตามสัญญาจากบันทึกคุณยายเฉย )...
วัตถุดิบ
1.รังผึ้งร้างบีบน้ำหวานออกจนหมด
2.น้ำมันมะพร้าว
ขั้นตอนการทำ
1. นำรังผึ้งร้างมาใส่ในภาชนะทนไฟ แล้วตั้งไฟให้รังผึ้งละลายเป็นน้ำ
2. นำรังผึ้งที่เหลวเป็นน้ำเทกรองเอาสิ่งสกปรกออก
3. นำรังผึ้งเหลวที่กรองแล้วมาเคี่ยวผสมกับน้ำมันมะพร้าวให้เข้ากัน
4. เคี่ยวต่อจนงวดเหนียว เทใส่ภาชนะ ทิ้งไว้ให้เย็น ก็นำมาใช้ได้ค่ะ แต่จะมีลักษณะเหลวไม่คงตัวนะคะ และใช้แล้วจะหนืดๆ ทาแล้วเหมือนไม่ค่อยซึม แต่ทำให้ปากแดงอมชมพูค่ะ..ด้วงยคุณลักษณะที่เหลวไม่คงรูปเลยมีคนเอาวาสลินผสมทำให้จับตัวกันเป็นก้อนขึ้นรูปได้ดีกว่าสีผึ้งแท้ค่ะ ..
อีกแบบเค้าเรียก นวด (สีผึ้งกะทิ) ค่ะสูตรโบราณ
วัตถุดิบ
1.ไขผึ้ง ( bee wax)
2.หัวกะทิข้นๆ
3.ใบเตยหอม / ดอกมะลิ / ดอกกุหลาบ / ดอกกะดังงา
4.น้ำมันมะพร้าว
5.เทียนอบ
ขั้นตอนการทำ
1.นำหัวกะทิข้นใส่หม้อเคลือบตั้งไฟพอเดือด นำเตยหอมลงต้มจนหมดกลิ่นแล้วตักออก
2.นำดอกมะลิ , ดอกกุหลาบ , ดอกกะดังงา ลงต้มทีละชนิดจนหมดกลิ่นแล้วตักออก
3.ใส่ไขผึ้งแท้คนจนละลาย แล้วนำไปกรองเอาสิ่งสกปรกออก
4.นำขึ้นตั้งไฟใส่ผงขมิ้นให้ออกสีเหลืองนวล ใส่น้ำมันมะพร้าวทีละน้อย แล้วนำไปกรองเอาสิ่งสกปรกออก
5.เคี่ยวต่อจนงวดเหนียว แล้วนำเทลงในภาชนะ ทิ้งไว้ให้เย็นแล้วอบด้วยเทียนอบค่ะพี่นุช
วิธีใช้
- เนื่องจากสีผึ้งจะหนืดเหนียวทายาก ให้เอานิ้วกลางถูๆสีผึ้งที่ตลับ แล้วเอานิ้วกลางนั้นมาถูๆกับนิ้วโป้ง เพื่อให้สีผึ้งอ่อนตัว จะทำให้ทาสีผึ้งได้ง่ายขึ้นค่ะ
- ส่วนนวดใช้เหมือนลิปมันธรรมดาค่ะ
- จากประสบการณ์การใช้ พบว่าใช้สีผึ้งแล้วปากแดงขึ้นแต่ว่าจะหนืดมาก คุณยายให้ใช้นวดทาทับก็เลยได้สูตรบำรุงแบบทวินแอคชั่นมาเลยค่ะ ทาสีผึ้งบำรุงและช่วยให้ปากแดงขึ้น ทานวดทับลงไปเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น แจ๋ว..อิ อิ อิ
หาซื้อได้ตามร้านขายสังฆภัณฑ์หรือแผงขายหมากพลูค่ะ แต่ใน กทม.ไม่แน่ใจว่าจะมีนวดขายมั้ยนะคะ แต่สีผึ้งน่าจะมีค่ะ
แวะมาทักทายและอ่านบันทึกดีๆ ของอาจารย์ครับ
สวัสดีค่ะทุกๆท่าน ขอบคุณที่มาสนับสนุนความดีของดอกเกลือไทยนะคะ
พี่ก็เพิ่งทราบว่าFluer de Sel แพงขนาดนี้ก็ตอนค้นข้อมูลเอามาเขียนนี่แหละค่ะ เมื่อก่อนเคยได้ยินและทราบแต่ว่าแพง แต่ไม่ทราบว่าแพงพิสดาร ดอกเกลือไทยแพงกว่า เกลือธรรมดาแค่สองสามเท่า แต่Fluer de Sel พุ่งขึ้นไปเป็นร้อยเท่า มิน่าได้สมญาว่า Caviar of Salt
คนฝรั่งเศสยังนำเกลือธรรมดามาเพิ่มมูลค่าโดยนำมาผสมสมุนไพร ดอกไม้แห้งหลากสีสวยๆและใส่ขวดแก้วหรู พี่เคยเห็นในห้างที่ปารีส ยังบอกกับเพื่อนเลยว่าแค่จะใช้เกลือป่นบนโต๊ะก็ต้องหรูขนาดนี้เชียวนะ
เกลือตามแหล่งต่างๆในบ้านเรา นุชเชื่อว่ามีสิ่งพิเศษในแต่ละที่ งานวิจัยทั้งเชิงภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์-มนุษยวิทยา และวิทยาศาสตร์ประกอบกันจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกลือท้องถิ่นได้อย่างดี ไม่ใช่แค่เป็นเกลือของต่ำต้อยที่ทำง่ายๆ คนสมัยนี้คิดอย่างนั้นเสียเป็นส่วนใหญ่
ที่จริงน่าส่งเสริมให้คนไทยเองรู้จัก และใช้ดอกเกลือกันในประเทศให้มากกว่านี้ ของดีๆเราต้องได้ใช้บ้างไม่ใช่ส่งออกแต่ของดีๆ
อยากได้ข้อมูลวิจัยของเกลือทั้งสองแห่งมาเทียบคุณค่าสารอาหารจังเลยค่ะ
คิดว่าแค่ภัตตาคารไทยทั่วโลกใช้ดอกเกลือไทยปรุงอาหาร และนำมาทำผลิตภัณฑ์สปาที่ส่งออกไปทุกทวีป ชาวนาเกลือไทยคงมีความสุข และยังส่งผลให้ต้องมีการรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อคุ้มครองน้ำทะเลที่จะนำมาเป็นวัตถุดิบนะคะ
การได้เห็นและเรียนรู้จากวัฒนธรรมอื่นทำให้เรามองเห็นตัวเองชัดขึ้นนะคะ เพราะมันมีการเปรียบเทียบให้เห็นข้อเหมือนและข้อต่าง
ดอกเกลือที่พี่เคยได้มาก็มาในถุงพลาสติคธรรมดารัดหนังยาง ดูไม่สมสง่าของคุณค่าดอกเกลือเลยค่ะ
การวิจัยข้อมูลทุกด้าน ทุกแง่ทุกมุมสำคัญมากจริงๆนะคะ
เรื่องดอกเกลือนั้นหากคุณเบิร์ดค้นได้ข้อมูลที่เขาวิจัยกันไว้ เอามาเผยแพร่กันจะมีประโยชน์มากเลยค่ะ ตอนที่พี่ได้มาก็นำมาใช้ปรุงอาหารทั้งคาวหวาน กระหน่ำใช้เพราะเห็นว่าสะอาดกว่าเกลือป่น ไม่แพง และทำให้อาหารอร่อย เค็มออกหวานรสชาติละมุนละไมดีจริงๆค่ะ ใช้แทนน้ำปลาดีมากเพราะไม่คาว เขียนเรื่องนี้แล้วนึกถึงอาจารย์หลินฮุยเพราะท่านไม่ใช้น้ำปลา
Ajarn POP ขอบคุณดร.ป๊อปค่ะที่แวะมาอ่าน มาอ่านเรื่องเบาๆพักสมองบ้างก็ดีค่ะ พี่อ่านบันทึกของอาจารย์อยู่เรื่อยๆเห็นค่ะว่างานหนักและเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความอดทนมากทีเดียว
สวัสดีค่ะ...พี่นุช
ขอโทษอาจารย์ขจิต
นะคะ มาตอบช้า หลงตาไปค่ะ
เมืองไทยมีแหล่งขุมทรัพย์ธรรมชาติมากมาย แต่เรายังรู้จักและใช้ความรู้ไม่มากพอที่จะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้เต็มที่นะคะ
หากเราสามารถทำให้คนในท้องถิ่นได้มีกระบวนการศึกษา วิจัยโดยชุมชนเองร่วมกับนักวิชาการ เขาจะรักและหวงแหนสมบัติของแผ่นดินยิ่งขึ้น
สวัสดีค่ะน้องอ้อยควั้น
แหมจะเปรียบเทียบเกลือไทยกับเกลือฝรั่งแบบไม่มีข้อมูลเท่ากันทั้งสองฝ่ายคงยากค่ะ
แต่ที่แน่ๆเลยดอกเกลือไทยหาก็ง่ายกว่า ราคาเป็นธรรม ใช้ของไทยกันดีกว่าค่ะ
ขอบคุณค่ะ
พิมพ์ คำว่า Fluer ผิดหรือเปล่าคะอาจารย์
ขอบคุณคุณMEOW มากค่ะที่ช่วยชี้ที่พิมพ์ผิดให้ ทีถูกคือ Fleur ซึ่งแปลว่าดอกไม้ สังเกตว่าพิมพ์ผิดหมดทุกที่จากใต้ภาพลงมา
ได้แก้ไขแล้วค่ะ
ขอบคุณที่ชมเรื่องภาพสวยนะครับ ^^ ว่างๆก็ขอเชิญแวะที่ barekadindern.com เวอร์ชั่นใหม่ได้นะครับ ^^