ความเป็นอิสระของมหาวิทยาลัย จากระบบราชการที่ถดถอยเพื่อประสิทธิภาพและคุณภาพ และเพื่อเสรีภาพทางวิชาการ

          สำหรับประเทศไทย ความเป็นอิสระของมหาวิทยาลัย ต้องแจกแจง และเจาะลึก  เพราะมีความเป็นอิสระอีกหลายประการที่มากกว่า "ความเป็นอิสระทางวิชาการ"  ด้วยเหตุผลอันสนับซับซ้อนของประวัติศาสตร์ความเป็นมา พอสรุปได้ดังนี้

  • ระยะแรก เพื่อเอกราชและอธิปไตยของชาติ และเพื่อเป็นเครื่องมือสร้างความทันสมัยให้แก่ประเทศ  การพัฒนาการศึกษาในระดับสูง ใช้วิธีส่งคนไทยไปเรียนต่างประเทศ และการจ้างชาวต่างประเทศเข้ามาช่วยงานต่างๆ โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระมหากษัตรืย์เป็นส่วนใหญ่  (จะว่าไปแล้ว ปัจจุบัน ก็ไม่ต่างไปจากเดิมมากนัก)
  • จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศ ที่สำคัญคือ มีพระบรมราชโองการเฉพาะที่กำหนดการบริหารเป็นการเฉพาะแยกจากระบบราชการส่วนอื่น
  • มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง ก่อตั้งหลังการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองประเทศ เพื่อ
    • เร่งการให้การศึกษาขั้นสูงแก่ประชาชน
    • รองรับการปกครองระบอบประชาธิปไตย
    • เปิดโอกาสทางการศึกษา
    • ดูแลค่าใช้จ่ายด้วยการซื้อธนาคารเอเชียไว้ป็นทุนของมหาวิทยาลัย
    • มีกฎหมายเฉพาะของมหาวิทยาลัย
  • ยุคเผด็จการ  :  ไม่ต้องการให้ประชาชนคิดเห็นต่าง  ก็เลยตัดชื่อ ม.ธรรมศาสตร์  ไม่ให้มีคำว่า การเมืองและธนาคาร  และตั้งแต่นั้น  ม. ธรรมศาสตร์ ก็กลายเป็นส่วนราชการ
  • หลังจากนั้น  การเกิดมหาวิทยาลัยของรัฐในประเทศไทย เป็นกิจการของรัฐที่รัฐลงทุนเป็นหลัก แต่ให้ความเป็นอิสระในการบริหารจัดการต่างจากส่วนราชการอื่น และให้มีเอกลักษณ์ของแต่ละแห่ง
  • ในปี พ.ศ. ๒๔๘๖ รัฐบาลเห็นว่า มหาวิทยาลัยเป็นเครื่องมือในการสร้างคนสำหรับงานในกระทรวงเฉพาะ จึงมีการปรับมหาวิทยาลัยไปเป็นกรมหนึ่งในกระทรวง มหาวิทยาลัยต่างๆ ได้กลายสภาพเป็นส่วนราชการ
  • ความสัมพันธ์ของการเมืองในประเทศไทยกับมหาวิทยาลัยของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเป็นอิสระของการบริหารจัดการภายใน ที่ผ่านมา มีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความคิดของผู้บริหารประเทศในแต่ละสมัย
  • ระบบอุดมศึกษา ในฐานะเป็นเครื่องมือในการพัฒนาและเป็นสวัสดิการสังคม  ไม่สามารถแยกออกจากการเมืองได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มหาวิทยาลัยของรัฐซึ่งต้องอาศัยงบประมาณแผ่นดิน  อันเป็นเงินที่มาจากภาษีอากรของประเทศ มหาวิทยาลัยของรัฐมีหน้าที่ที่จะต้องสนองความจำเป็นของสังคมและประเทศชาติ
  • ต่อมา  ได้แยกข้าราชการมหาวิทยาลัย  ออกมาต่างหาก  อยู่ภายใต้กฎหมายข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย  ทำให้การบริหารงานบุคคลแตกต่างจากข้าราชการพลเรือนทั่วไป  แต่ในทางปฏิบัติ แตกต่างก็แต่เพียงเฉพาะมีตำแหน่งทางวิชาการและโอกาสก้าวหน้าในระบบวิชาการเท่านั้น
  • ก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒  ระบบของราชการได้รับความนับถือและความนิยมจากสังคม  ศักดิ์ศรีของข้าราชการสูงกว่าภาคเอกชน
  • หลังสงคราม  รายได้ของข้าราชการลดลงเรื่อยๆ  ฐานะของข้าราชการเสื่อมถอยลง  คนดีไม่เข้าสู้ระบบราชการ  อำนาจบังคับบัญชาในระบบราชการเสื่อมถอย  ต้องง้อให้คนเก่งและคนดีอยู่ในระบบ คนไม่ดีก็ต้องง้อให้อยู่ เพราะยังดีกว่าไม่มีคนทำงาน!!!
  • แต่สำหรับมหาวิทยาลัย ผลกระทบนี้ ส่งผลให้คุณภาพของงานสอน งานวิจัย เสื่อมถอย เป็นอันมาก เพราะมีปัญหา อุปสรรคอื่นๆ ที่โถมเข้ามาอีก เช่น
    • ต้องขยายมหาวิทยาลัย
    • ต้องสอนนักศึกษาจำนวนมากขึ้น
    • ความก้าวหน้าของวิทยาการเกิดขึ้นเร็วมาก
    • ความจำกัดทางการเงินของมหาวิทยาลัย
    • อาจารย์ไม่สมารถพัฒนางานวิจัยได้เต็มที่
    • ระบบราชการเน้นป้องกันการฉ้อราษฎร์บังหลวง จึงทำให้มีข้อจำกัดในการขยายฐานการเงินของมหาวิทยาลัย
    • ฯลฯ
ความเป็นอิสระจากระบบราชการจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพราะมหาวิทยาลัยต้องการการบริหารที่มีลักษณะพิเศษ  ซึ่งมีความคล่องตัว ที่จะสร้างคุณภาพและความป็นเลิศ มีการประเมินผลงานและผลสัมฤทธิ์ในลักษณะเฉพาะที่ต้องพิจารณาสิ่งที่วัดไม่ได้ด้วย มีความกล้าที่จะเสี่ยง หรือบุกเบิกไปสู่สิ่งที่ยังไม่แน่นอน มีการหวังผลระยะยาว รวมทั้งการยอมรับความแตกต่างหลากหลายทางความคิด โดยยืนหยัดปกป้องเสรีภาพทางวิชาการ

อ้างอิงจาก ความเป็นอิสระของมหาวิทยาลัยไทย : จรัส  สุวรรณเวลา   สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2551