ในช่วงนี้ ที่ รายได้หลักจากการส่งออกของประเทศมีผลกระทบ และขาดความแน่นอน อันเนื่องมาจากเศรษฐกิจโดยรวมของทั่วโลก รายได้อีกส่วนหนึ่งที่มาจากการท่องเที่ยว จึงมีส่วนสำคัญมากในการช่วยจุนเจือ และกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศมากกว่าที่เป็นอยู่

ข่าวดี!!สำหรับการท่องเที่ยวไทย มีปัจจัยส่งให้มีแนวโน้มสดใสในปีนี้ 
หลังจากที่ชะลอตัวมาตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2550 แล้ว
คาดการณ์รายได้ 600,000.00ล้านบาท
ถ้าเรา ย้อนดูในไตรมาสที่ 3 ของปี 2550  มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 2.2 หลังจากเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ0.4 ในไตรมาสที่ 2        และตามตัวเลขจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ทั้งปี 2550 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเที่ยวในประเทศเรา 14.5 ล้านคน เพิ่มจากปี 2549  ร้อยละ4.9เท่านั้น 

 ต่ำกว่าเป้าที่ได้ตั้งไว้(ที่ 14.8 ล้านคน) แต่ปัจจุบัน   ก็น่าจะกลับมา ฟื้นดีขึ้นอีก ในปี 2551แน่นอน(รายงานของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ -3 ธันวามคม 2550 )

 โดยจะมีการปรับกลยุทธิ์ใหม่   เน้นการรักษาความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยวการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว การตลาด บุคลากร การสร้างกิจกรรมกระแสหลัก  กิจกรรมส่งเสริมการเผยแพร่กิจกรรมเที่ยวในประเทศ เชิงอนุรักษ์  กิจกรรมการท่องเที่ยวที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต  การท่องเที่ยววิถีไทยต้านภัยโลกร้อน เป็นต้น

ปี 2551  ทางสภาพัฒน์ฯได้ตั้งเป้าหมายนักท่องเที่ยวไว้  15.7 ล้านคน และรัฐบาลก็ประกาศให้ ปี 2551-2552 เป็นปีแห่งการท่องเที่ยวไทย เพื่อหารายได้เข้าประเทศให้มากขึ้น 

 คาดการณ์รายได้ 600,000.00ล้านบาท เพิ่มจาก 547,500.00 ล้านบาทของปีที่แล้ว กำหนดแนวทาง ให้เน้น นักท่องเที่ยวคุณภาพ มุ่งที่รายได้ มากกว่าจำนวนนักท่องเที่ยว ใช้ระบบ E- Marketing ควบคู่กับระบบเดิม แต่มุ่งขยายฐานลูกค้าและรักษาฐานลูกค้าเดิม

 เมื่อย้อนไปเมื่อ 25 ธันวามคม 2550- 3 ม.ค. 2551 ครอบครัวดิฉันเดินทางไปพักผ่อนที่เชียงใหม่  เราได้ปรารภกันว่า การท่องเที่ยวซบเซาไปมากกว่าที่คิด นักท่องเที่ยวบางตา จนเรียกได้ว่า โหรงเหรง ทั้งๆที่ ชียงใหม่เวลานั้น อากาศหนาว  กลางวันเย็นสบาย สถานที่ท่องเที่ยวก็จัดไว้อย่างดี สวยงามมาก 

  

ดิฉันรู้สึกกังวลแทนรัฐบาล    เพราะแกนนำเศรษฐกิจประเทศปัจจุบัน  คือการส่งออก และการท่องเที่ยว ซึ่งก่อนเหตุการณ์ธรณีพิบัติ "สึนามิ" การท่องเที่ยวไทยอยู่ในช่วง "ขาขึ้น"มาตลอด   ภาพรวมอยู่ในขั้นดีมากไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวในประเทศกันเอง    หรือการวัดผลจากจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เข้ามาเที่ยว

ยกตัวอย่าง   สถานที่ท่องเที่ยวที่ดิฉันเห็นว่าดีมากแห่งหนึ่งที่เชียงใหม่  แต่คนไปเที่ยว  น้อยไปหน่อยในช่วง peak  ของการท่องเที่ยว  

 คือ Queen Sirikit Botanic Garden

"As the King is the water, I shall be the forest. The forest devotes its loyalty to the water."

  From H.M. Queen Sirikit's Speech - December 20, 1982 

เป็นแหล่งที่รวมพันธุ์ไม้เมืองร้อน หลากหลายทั้งในประเทศและจากต่างประเทศ  ตั้งขึ้นเมื่อปี  2536  มีพื้นที่ประมาณ 6,500 ไร่  สภาพโดยทั่วไปเป็นที่ราบและที่สูงสลับกันเป็นชั้นๆ ในระดับ 300-970 เมตร จัดทำเป็นสวนพฤกษศาสตร์ระดับนานาชาติ    เป็น  Botanical garden  แห่งแรกในประเทศไทย

เป็นองค์การสวนพฤกษศาสตร์ สังกัด กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

  มีพันธุ์ไม้มากมายที่ปลูกอยู่ใน Glass House Complex ด้วยความชื้น 50-70 % ตลอดปี  เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบต้นไม้ดอกไม้  และผู้ที่ต้องการศึกษาเกี่ยวกับพันธุ์ไม้ต่างๆ มีป่าฝนจำลองด้วยค่ะ   น่าสนใจมาก

สามารถขับรถเที่ยวชมได้  เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 8.30-16.00 น. ค่าธรรมเนียม ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท รถรวมทั้งคนขับ 50 บาท

เราขับรถเข้าไปชม แวะจอดทุกจุดเลยค่ะ    จุดที่แวะชมได้

คือ 1. อาคารศูนย์สารนิเทศ เป็นสถานที่อำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว รวมถึงเป็นสถานที่จัดนิทรรศการ 2.กลุ่มอาคารเรือนกระจกเฉลิมพระเกียรติ ขนาดต่างๆ 12 โรงเรือน รวบรวมพรรณไม้ประเภทต่างๆจากทั่วประเทศมาปลูกแสดงไว้ในโรงเรือน เช่น ไม้ป่าดงดิบ ไม้น้ำ กล้วยไม้ ไม้แล้ง บัว ไม้ดอกไม้ประดับ บอน ไม้ไทยหายาก ไม้สกุลสัมกุ้ง สมุนไพร

 3.ศูนย์วิจัยพัฒนา  สง่า สรรพศรี เป็นศูนย์ข้อมูลวิชาการโดยมีนักพฤกษศาสตร์ประจำอยู่ตลอดเวลา 4. เรือนพรรณกล้วยไม้ไทย          5.โรงเรือนอนุบาลพรรณไม้

6.อ่างเก็บน้ำแม่สาวารินทร์          7.แปลงรวมพันธุ์ไม้ดอกขาว ซึ่งได้จัดปลูกไปแล้วกว่า 120 ชนิด 

ที่นี่ ทั้งศูนย์วิจัยและปฎิบัติการ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ หอพันธ์ไม้ เรือนรวมพันธุ์กล้วยไม้ไทย และอาคารกระจกใหญ่   ตั้งอยู่บนถนน แม่ริม-สะเมิง ก.ม.ที่ 12

และมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่จัดไว้ 4 เส้น คือ

 1.เส้นทางน้ำตกแม่สาน้อย-สวนหิน-เรือนรวมพันธุ์กล้วยไม้ไทย (Waterfall Trail) ระยะทาง 300 เมตร

2.เส้นทางสวนรุกชาติ (Arboretum Trail) ระยะทาง 600 เมตร 

3. เส้นทางวลัยชาติ (Climber Trail) ระยะทาง 2 กม.

 4. เส้นทางพันธุ์ไม้ประจำจังหวัด ระยะทาง 800 เมตร และในช่วงที่ไปเป็นหน้าหนาว ดอกไม้ออกดอกกันสะพรั่ง สวยงามมาก

ส่วนที่เข้าไปชมในวันนั้น เข้าทาง  เส้นทางสวนรุกขชาติค่ะ (Arboretum trail) และทยอย เข้าไปชมจนครบทุกจุด ที่น่าสนใจมากในสายตาดิฉันคือ .....

กลุ่มอาคารเรือนกระจกเฉลิมพระเกียรติ  ประกอบด้วยเรือนกระจก 12 โรงเรือน   ภายในจัดปลูกตกแต่งพรรณไม้ไว้อย่างสวยงาม โดยเฉพาะพรรณไม้หายากและมีความโดดเด่นเป็นพิเศษ  ไปเที่ยวชม   ได้เรียนรู้    สัมผัสคุณค่า และความงดงามของพรรณไม้ได้ตลอดทั้งปี ทุกฤดูกาล 

 วัสดุที่ใช้เป็นโครงร่างของอาคารต่าง ๆ  จะเป็นโลหะผสมที่มีความแข็งแกร่งเป็นพิเศษ และไม่เป็นสนิมสามารถรับน้ำหนักได้มาก  และมีความยืดหดตัวได้สูง กระจกที่ใช้ก็เป็นกระจกแบบพิเศษหนา    3   ชั้น สามารถกรองแสงและถ่ายเทระบายความร้อนได้ดี      นอกจากนี้ยังมีม่านพรางแสงที่ปรับเปิดเลื่อนได้ด้วยมือหมุน และระบบระบายอากาศแบบเรียบง่าย โดยการเปิดกระจกด้านข้างได้ทุกมุมและหลายระดับ พื้นล่างรองไว้ด้วยดินผสมที่มีความลึกถึง 2 เมตร   และรองใต้ดินด้านล่างอีกชั้นหนึ่งด้วยท่อระบายน้ำแบบก้างปลาเพื่อไม่ให้น้ำขังด้วยค่ะ

เมื่อกลับมายังกรุงเทพฯ ดิฉันและครอบครัว ยังได้ นำภาพ ไปประกอบการเขียนบล็อกท่องเที่ยวแบบ UnseenThailand     แนะนำให้ชาวต่างประเทศทราบว่า   ที่นี่สวยและน่าชมอย่างได้วยค่ะ เพราะรู้สึกว่า ถ้ามีคนไปชมน้อยไป  ก็จะไม่คุ้มค่ากับที่ลงทุนไปมากมายค่ะ เรื่องการท่องเที่ยวนี้ ต้องอาศัยการตลาดเป็นอย่างยิ่งค่ะ

พวกเราคิดว่า ถ้าจะสามารถช่วยอะไรประเทศได้บ้าง ก็อยากช่วย  ยิ่งในช่วงนี้ ที่  รายได้หลักจากการส่งออกของประเทศมีผลกระทบ     และขาดความแน่นอน   อันเนื่องมาจากเศรษฐกิจโดยรวมของทั่วโลก      รายได้อีกส่วนหนึ่งที่มาจากการท่องเที่ยว จึงมีส่วนสำคัญมากในการช่วยจุนเจือ และกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศมากกว่าที่เป็นอยู่

แต่ก็ไม่ค่อยเห็นด้วย กับการโปรโมตการท่องเที่ยวด้วยการ  "ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ" ซึ่งอาจไม่ค่อยคุ้มค่าต่อการลงทุนประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเช่นการประกวดMiss Universe    งานBangkok Fashion     หรือการพยายามสร้างกรุงเทพฯให้เป็นเมืองภาพยนตร์Bangkok Film Festival ที่มีงบฯลงทุนมหาศาล    ที่ยังไม่สามารถวดัผลความคุ้มค่าได้อย่างชัดเจนค่ะ

และข่าวล่าสุด.....การเปิดเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯไปยังสมุยของการบินไทยในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2551นับว่าเป็นปัจจัยหนุนสำคัญที่จะทำให้การท่องเที่ยวสมุยในปี 2551 ขยายตัวในอัตราที่สูงขึ้น ซึ่งที่แล้วมาชะลอตัวมาตั้งแต่ปี 2549

 สมุยเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับ 5 ของภาคใต้ รองจากภูเก็ต หาดใหญ่ กระบี่ นครศรีธรรมราช แต่เป็นอันดับ 3 ในด้านรายได้ รองจากภูเก็ต กระบี่ การเปิดเที่ยวบินตรง ด้วยเครื่องโบอิ้ง 737-400  วันละ 2 เที่ยวนี้ จะสร้างความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น   ในด้านการท่องเที่ยวในประเทศของเรา เป็นอย่างมากค่ะ

บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทยจำกัดคาดว่าในปี 2551 จะมีนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังสมุยประมาณ 1.14 ล้านคนเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.1 จากปี 2550 ก่อให้เกิดรายได้ด้านการท่องเที่ยวสะพัดในสมุยคิดเป็นมูลค่าประมาณ 16,000 ล้านบาทเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.7 จากปี 2550

โดยสรุป ----ประเทศไทยอาศัยการท่องเที่ยวเป็นกลยุทธ์ในการพัฒนาเศรษฐกิจมานาน  และประสบความสำเร็จทางการตลาดอย่างงดงาม     จนเป็นที่รู้จักในฐานะ สยามเมืองยิ้ม”    และกลายเป็นสถานพักผ่อนที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของโลก  ดิฉันเองไปเที่ยวชายหาดที่มีชื่อเสียงของโลกมาหลายแห่ง แต่ก็ยังเห็นว่า ชายหาดของเราสวยกว่า โดยเฉพาะ ทางภาคใต้ในขณะเดียวกัน ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ เช่น เราพัฒนาการท่องเที่ยวโดย   มุ่งแต่การเพิ่มปริมาณนักท่องเที่ยวมากกว่าคุณภาพ     การใช้ธรรมชาติและวัฒนธรรมเป็นจุดขาย   ผลประโยชน์ที่ได้จากการท่องเที่ยวมิได้กระจายไปอย่างเท่าเทียมกัน     คนในท้องถิ่นไม่ได้รับส่วนแบ่งผลประโยชน์จากการส่งเสริมการท่องเที่ยว       และบางครั้งกลับต้องเป็นฝ่ายรับภาระผลเสียจากการส่งเสริมการท่องเที่ยวอีกด้วย

แต่นั่นเป็นปัญหาที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันแก้ไขค่ะ   แต่ถ้ามองในภาครวมแล้ว  ดิฉันมั่นใจว่า  เรายังจะสามารถเป็นจุดท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมสูงสุดในภูมิภาคนี้ได้