ผมไม่เคยเดียวดาย

ใครที่รู้จักมักคุ้นกับผม   ก็จะรู้กันว่าแท้จริงนั้น  ผมเป็นคนที่ไม่ชอบเข้าสังคม ...  ไม่สันทัดกับงานสังสรรค์    แสดงออกซึ่งอารมณ์อันบันเทิงไม่ค่อยเก่ง   ชอบอยู่อย่างสมถะ  อีกทั้งยังดูห้าวห้วน, ตรงและกระด้าง  และดูผิวเผินประหนึ่งมีกำแพงกั้นระหว่างผมกับคนอื่นอย่างแน่นหนา

  

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกนัก     หากจะมีใครสักคน  หรือแม้แต่หลายคนที่ยังเข้าไม่ถึงอาณาจักรแห่งตัวตนของผมจะพร้อมใจกันวิพากษ์ถึงตัวตนของผมในทำนองว่า    ผมเป็นคนที่ขาดทักษะการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น (Human skill)   อยู่มากเลยทีเดียว

  

หากแต่ในอีกมุมหนึ่งอาจดูตรงกันข้ามอย่างเห็นได้ชัด   เพราะผมมักที่จะขลุกตนอยู่กับงาน  และชอบที่จะทำงานเพื่อสังคมอยู่อย่างบ้าระห่ำ   และมี “ใจ”  ให้กับใคร ๆ อย่างถึงไหนถึงกัน  

  

และจากสภาพจริงเช่นนี้  หลายคนถึงกลับหลุดปากบอกกับผมอย่างอารมณ์ดีว่า  “คนอะไรวะ.. ไม่ชอบเข้าสังคมและกลับชอบที่จะทำอะไรเพื่อสังคมอยู่อย่างไม่รู้เบื่อ !

   

ฟังดูเหมือนการเขียนเพื่อสถาปนาตนเองอยู่มากโข  แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่คนอื่นพูดถึงผม   ไม่ใช่ผมคิดเองเขียนเอง  และยกเมฆให้ตนเองดูแตกต่างไปจากคนอื่น ๆ  ...

++++++++++++++++++++++++++

    

ในวิถีการงานอันหนักหน่วงนั้น  หลายคนถามทักด้วยความห่วงใยว่าผมเดียวดายบ้างหรือเปล่า  เพราะหลายครั้งที่การเดินทางของผมนั้นดูจะสวนทางจากระบบต้นสังกัด  แต่มุ่งไปสู่การอยู่ร่วมกับกลุ่มคนเพียงไม่กี่คนที่กำลังเดือดร้อน

   

สมัยที่เรียนมหาวิทยาลัย,   ชีวิตส่วนใหญ่ผมว่ายวนอยู่กับการทำกิจกรรม   จนเพื่อน ๆ   ในสาขาบ่นเพ้อว่า  ผมเสียเวลาจำนวนมากไปกับเรื่องอันไร้สาระ   แต่พอถึงวันรับปริญญาบัตร  รายรอบตัวผมกลับเต็มไปด้วยน้องนิสิตจำนวนมาก  และน้องนิสิตเหล่านั้นก็เดินติดตามผมไปทุกจังหวะก้าว    ... 

ผมได้รับช่อดอกไม้จากน้อง ๆ และเพื่อน ๆ  เป็นคันรถ  และน้องนิสิตทั้งที่รู้จักมักคุ้นและเพิ่งพบหน้ากันนั่นแหละที่คอยหอบหิ้วดอกไม้และของขวัญ  รวมถึงดูแลญาติพี่น้องของผมผู้มาไกลจากท้องทุ่งไม่ให้เขินอายต่อความเป็น "มหาวิทยาลัย"   และครั้งนั้น    เพื่อนคนเดิมก็เดินมาพูดกับผมอย่างเป็นมิตรในทำนองว่า  “วิถีที่ผมทุ่มเทให้นั้นได้ตอบแทนผมอย่างมหาศาล  ... ขณะที่เขากลับเริ่มรู้สึกเสียดายวันเวลาที่ผ่านล่วงมา”

   

ครับ,  ในความอ้างว้างนั้น  ผมก็ไม่เคยเดียวดาย ....

++++++++++++++++++++++    

ครั้นวันแต่งงาน,  นอกจากแขกผู้มีเกียรติแล้ว  น้องนิสิตจำนวนมากมาร่วมงานและช่วยงานอย่างแข็งขัน  ทำเอาหลายคนชื่นชมว่า   “น้อง ๆ  นิสิตคือผลพวงของการทำงานอันหนักหน่วงของผม”  

  

พอถึงวันที่คู่ชีวิตคลอดน้องแผ่นดิน   น้องที่จบการศึกษาไปแล้วเดินทางข้ามจังหวัดมาลุ้นอยู่หน้าห้องคลอด   น้องนิสิตคณะพยาบาลดูแลคู่ชีวิตผมอย่างดีเยี่ยม  เขาบอกว่า “ดีใจที่ได้ดูแลแฟนพี่พนัส...”  ขณะที่น้องนิสิตจากชมรมต่าง ๆ  ก็ทยอยมาเยี่ยมทายาทกิจกรรมกันอย่างต่อเนื่อง  ทำเอาคุณพ่อและคุณแม่ของผมอมยิ้มอยู่อย่างเงียบ ๆ ...

  

ครับ,  ถึงแม้บางทำงานของผมบางครั้งจะแหวกหนีไปจากระบบ   จนดูประหนึ่งว่าเป็นการทำงานอันหนักห่วงและอ้างว้างอยู่มาก   แต่ผมก็มีความสุข   เพราะผมมีน้องนิสิตอยู่เคียงข้าง  และการเคียงข้างของพวกเขาก็สะกิดเตือนให้รู้ว่า  “ผมไม่เคยเดียวดาย...”

 

  

 

++++++++++++++++++++++++++

ปรากฏการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับนิสิต   บางครั้งหลายคนทึกทักและตีตราให้ผมเป็น “มาเฟีย”  ซึ่งฟังดูผมไม่ค่อยชอบคำนี้เลย   และเมื่อมีเหตุการณ์บางอย่างที่ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น   ผมเองก็มักถูกลากเข้าไม่มีเอี่ยวอยู่อย่างไม่รู้จบ  ทั้ง ๆ ที่ผมไม่เคยเข้าไปข้องแวะ ...

  

แต่ทุกครั้งผมก็ฝ่าวิกฤตนั้นออกมาได้  ....  เป็นการฝ่าวิกฤตที่มีนิสิตเป็นแรงใจและเกาะกำแพงอันแน่นหนาให้กับผม !

  

ผมรักมหาวิทยาลัยพอ ๆ กับการรักที่จะดูแลนิสิต  ...  โลกและชีวิตของผมไม่เงียบเหงา  เพราะผมมีนิสิตเป็นมโหรีของชีวิตมาอย่างยาวนาน

  

+++++++++++++++++++++++++

     

นั่นคือคำเพ้อพร่ำอันยาวยืดของผมที่เกิดจากแรงบันดาลใจหลังการอ่านจดหมายฉบับหนึ่งจากคนที่ผมนึกไม่ออกเลยว่า ... “เขาเป็นใคร ?

      

   

เมื่อวาน,  ภายหลังกลับจากการเลือกตั้งที่บ้านเกิด   ขณะที่ผมกำลังพักผ่อน     คู่ชีวิตผู้ซึ่งเป็นคนของความรักก็ยื่นซองจดหมายมาให้อ่าน   ภายในซองเป็นการ์ดงานบวช   แต่เมื่อดูชื่อแล้ว  ผมกลับยิ่งงงเข้าไปใหญ่  และอดที่จะตั้งคำถามกับตนเองอย่างสุภาพว่า “เขาเป็นใคร !”  ... 

(เขาอาจจะเป็นคนที่ผมรู้จัก  เพียงแต่จำชื่อจริงไม่ได้เท่านั้นก็เป็นได้...  ผมปลอบโยนตัวเอง  เพื่อมิให้ตัวเองรู้สึกผิดมากไปกว่านี้)

  

ภายในซองนั้นมีจดหมายที่เขียนด้วยลายมืออันแสนงามแนบมาด้วยฉบับหนึ่ง  ผมอ่านจบในเวลาอันแสนสั้น  แต่ก็พลิกกลับมาอ่านซ้ำอยู่อีกหลายรอบอย่างไม่รู้เบื่อ

  

เนื้อความในจดหมายนั้นเชิญผมไปร่วมงานบวช ...  เขาบอกว่าเขาเพิ่งจบปริญญาตรี  ต้องการที่จะบวชทดแทนบุญคุณผู้ที่เกี่ยวข้อง  โดยเฉพาะการอุทิศบุญกุศลแก่พ่อผู้ล่วงลับไปแล้ว  และเขาเองก็อยากให้ผมพร้อมครอบครัวไปร่วม “ปลงผม” ให้กับเขา ...

  

จนบัดนี้ผมยังนึกไม่ออกว่าน้องท่านนี้เป็นใคร  ผมรู้จักเขาหรือเปล่า  แต่จดหมายของเขาก็ยืนยันว่าเขารู้จักผม  และอยากให้ผมไปร่วมงานนั้นมาก ....

  

นี่เป็นอีกปรากฏการณ์หนึ่งกระมังที่ยืนยันได้ว่า  ในวิถีอันแปลกเปลี่ยวและการทำงานอย่างหนักหน่วงนั้น  ผมไม่เคยเดียวดายและเคว้งคว้าง ...  ผมมีน้องนิสิตทั้งที่รู้จักเป็นการส่วนตัว   และรู้จักกันแบบห่าง ๆ ในวิถีนักกิจกรรมคอยเคียงข้างอยู่อย่างเงียบ ๆ ....

  

และจากนี้ไปคือส่วนหนึ่งของข้อความในจดหมายฉบับนั้น

..... ตอนนี้ผมเรียนจบปริญญาตรีแล้ว  ส่วนหนึ่งมาจากความหวังดีและแรงบันดาลใจจากพี่  ทำให้ผมมีวันนี้ได้  ด้วยสำนึกในบุญคุณ  ตลอดจนศรัทธาในความมีน้ำใจของพี่ที่มีต่อผม  ขอประกาศว่าจะเป็นคนดี .....   

 

.....  ผมจะอุปสมบทเพื่อตอบแทนบุญคุณผู้มีพระคุณที่ทำให้ผมมีวันนี้   โดยเฉพาะคุณพ่อของผมผู้ล่วงลับจากไปก่อนที่จะเห็นความสำเร็จของลูก ...  ผมอยากให้พี่พนัส  พร้อมครอบครัวมาร่วมปลงผมให้ก่อนบวช ....   

 

....  ถ้ามีเวลาว่าง  ผมจะรู้สึกเป็นเกียรติและภูมิใจที่สุดที่พี่พนัสจะมาร่วมงาน....    

 

 

 

...................

ผมมีความสุขที่จะอ่านจดหมายฉบับนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก  ...  และไม่ลังเลที่จะเลื่อนการเดินทางใด ๆ  ออกไป  เพื่อที่จะอยู่ร่วมงานบวชของน้องท่านนี้ ...  

 

ครับ, ...  ผมอาจจะจำชื่อใคร ๆ ไม่ค่อยได้  แต่ผมก็ให้“ใจ”  ไปกับทุกคนที่ก้าวข้ามกำแพงมายาอันจอมปลอมของผมเข้ามาได้ ...

ครับ,  ในวิถีการงานอันหนักหน่วงนั้น  ถึงแม้บ่อยครั้งที่ระบบปล่อยให้ผมเคว้งคว้างอยู่บ้าง  แต่กระนั้นผมก็ยังยืนยันว่า  “ผมไม่เดียวดาย... ผมมีน้องนิสิตเคียงข้างอยู่อย่างเงียบ ๆ ....”