ช่วงนี้อากาศสะบัดร้อนสะบัดหนาว ถ้าเป็นเมื่อก่อนภาคอีสานก็คงสั่นงันงกด้วยลมเย็นจากไซบีเรีย แต่ระยะ2-3ปีมานี้ไม่มีฤดูหนาว มีแต่ฤดูแล้งกับฤดูร้อน  ผมอยู่ในสวนป่าแท้ๆยังระอุระยิบในช่วงบ่าย ความชื้นในอากาศหายไป ความแล้งในสมัยนี้มันเปลี่ยนไป บทจะแล้งก็แล้งแบบเหี่ยวระโหย นึกถึงกระดาษทรายก็แล้วกัน ผมต้องย้ายฝูงวัวลงไปเลี้ยงที่ทุ่งนา ไม่อย่างนั้นวัวพันธ์ดีจะกลายเป็นพันธุ์หนังหุ้มกระดูก 

ที่เขาคุยๆกันเรื่องโลกร้อน  มันไม่ได้ตลกหรือเป็นเรื่องห่างไกลอะไร ก่อนหน้านั้นมันส่ออาการออกมาเรื่อยๆ  การเพาะปลูกที่ดอนมีข้อจำกัดมากขึ้น เราปลูกพืชได้ไม่กี่ชนิด ทำให้ชาวบ้านต้องเลือกปลูกพืชที่ทนแล้งและเสี่ยงน้อย เช่น มันสำปะหลัง อ้อย ตอนนี้มียางพาราเข้ามา ชาวบ้านก็บ่นโอ๊ก น้ำยางลดลงมาก อนาคตไม่รู้จะออกหัวออกก้อย โครงการส่งเสริมยางพาราอีสานชะงัก จากที่เคยขายกล้าต้นยางอาจจะวิ่งแจกขาขวิด 

เรื่องที่เล่ามาเหมือนไม่มีอะไรนี่แหละ ที่มันกำชับว่า..คนอีสานจะต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างไม่เคยมีมาก่อน ชุดภูมิปัญญาท้องถิ่นอาจจะไม่พอเสียแล้ว จำเป็นต้องผสมผสานกับชุดความรู้เชิงวิชาการ คนอีสานต้องเข้าสู่กระบวนการจัดการความรู้อย่างแท้จริง จะมีการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประชาชนอยู่ดีมีสุขจังหวัดบุรีรัมย์วันพรุ่งนี้ ตัวคู่มือยังไม่เห็น ถ้าไม่มียุทธศาสตร์จูนใจใส่การจัดการความรู้ระดับชุมชน จะมาเล่นบทเอื้ออาทรปัจจัยการผลิต โดยไม่เอื้ออาทรความรู้ พูดกันไปมาน้ำลายบูดเปล่าๆ  

การจะเคลื่อนความทุกข์ ออกหาความสุข มีหลายบริบทแล้วแต่จะพิจารณาให้ถูกจริตของชุมชนนั้นๆ  ปัญหาที่น่ากลัวคือคนเอือมระอาเรื่องการอบรมแบบแห้งๆ อบรมแบบขอไปที อบรมแบบสู่รู้ข้างเดียว อบรมแล้วเอาไปทำอะไรไม่ได้  แม้แต่การประชุมใหญ่ๆ อย่างเรื่องมหกรรมการศึกษาแห่งชาติ ต้องเกณฑ์ครูจากสำนักงานเขตพื้นที่ทั่วประเทศ เหมารถบัสไปแห่แหนร่วมพิธีเปิด5,000คน ถ่ายทอดออกทีวี.เสร็จถือว่าบรรลุแผนงานตีปิ๊บแล้ว พวกที่ไปจากต่างจังหวัดนั่งจ๋องตามมุมตึกอย่างอิดหนาระอาใจ..นี่คือปรากฏการณ์ลูบหน้าปะจมูกแห่งชาติ  

ประเทศไทยนั้น ถึงจะเป็นยังไงก็ยังน่ารักตลอดปี ในช่วงร้อนแล้งจัดนี้  ดอกกล้วยไม้ช้างกระชูช่อสวยงามส่งกลิ่นหอมระรื่น ต้นประดู่แดงกำลังผลัดใบอีกหน่อยคงผลิพวงดอกสีกุหลาบผสมปูนแห้งออกมาอวดคนปลูก ต้นไม้หลายชนิดแข่งกันผลัดใบ พื้นดินปูไปด้วยใบไม้หนา เป็นที่ซ่อนตัวของปลวกและแมลง นกยูง ไก่แจ้ ไก่ต๊อก ไก่งวง พาลูกๆมาคุยเขี่ยโปรตีนที่ดิ้นได้อย่างอร่อย 

พวกเราหลายคนโอดโอยเรื่องธาตุพิการอาหารเป็นพิษ ผมปลูกต้นสะเดาไว้เยอะ ไปสำรวจมาตะกี้นี้ หลายต้นแทงช่อดอกยาวสักคืบได้ ตุ่มดอกกำลังพอเหมาะที่จะเอามาลวกทำน้ำพริกสะเดาหวาน ปลาช่อนปลาดุกช่วงนี้แต่ละตัวอ้วนลงพุง เอามาย่างให้เหลืองหอม แกะเนื้อขาวๆบิจิ้มน้ำปลาหวาน ตามด้วยสะเดาลวกครึ่งช่อ เฮ้อ!! ถ้าคนชอบขมหน่อยๆ สูตรนี้ท่านว่าแก้ธาตุพิการได้ดีนัก สะเดาสดๆนั้นอร่อยกว่าสะเดาเหี่ยวๆที่ซื้อจากตลาดเป็นไหนๆ  ไม่ลองไม่รู้จ๊ะ  

เย็นนี้จะลองซ้อมใหญ่ดู เผื่อมีใครสนใจเมนูที่ว่านี้  ก็จะได้ฉั๊วะฉะกันสนั่นป่า!!ผมจะเก็บสะเดามาสัก 5 เข่ง ตั้งโต๊ะใต้ต้นไม้ ตั้งเตาเอาหม้อใส่น้ำไว้ลวกสะเดา เตาถัดมาพอถ่านไฟคุแดง ค่อยเอาปลา ไก่ กุ้งมาย่าง เจ๊องุ่นนั้นมือทำน้ำพริกเผาสะเดาแซบระดับไหนก็พวกเราอยู่แล้ว ถ้าได้ล้อมวงโจ้กัน ธาตุพิการอาหารไม่ย่อย คงจะผ่านไปได้ด้วยความชื่นหมื่น