เขียนมาได้เป็นวันที่ ๓  อาศัยว่าเป็นวันหยุด ไม่รู้ว่าพอต้องไปทำงานแล้วจะได้มานั่งเขียนอยู่หรือไม่

 

 การเริ่มต้นกระบวนการจัดการความรู้ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ออกตัวด้วยการสัมมนาเชิงปฏิบัติการในวันอังคารที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๐  ตรงกับวันขึ้น ๙ ค่ำเดือน ๑ ปีกุน  ผมกล่าวเปิดงานประมาณ ๙.๑๙ น. เป็นภูมิปาโลฤกษ์ คือฤกษ์ที่ใช้ในการสร้างบ้านสร้างเมือง   ก็หวังว่าการจัดการความรู้ของคณะจะได้เป็นหลักเป็นฐานมั่นคงยืนยาวต่อไป  (ผมไม่ได้เป็นคนวางฤกษ์นะครับ ปกติการสัมมนาทั่วไปก็เริ่มกัน ๙ โมงตรงอยู่แล้ว แต่นี่ก็โอ้เอ้ไปมาจนช้าไปเกือบ ๒๐ นาทีถึงได้เปิด แล้วผมก็มารู้ทีหลังด้วยเพราะบังเอิญมีปฏิทินโหรอยู่ใกล้ ๆ)  

ตามโปรแกรมผมจะต้องบรรยายก่อนเกี่ยวกับการจัดการความรู้และชุมชนแนวปฏิบัติ  ผู้เข้าร่วมสัมมนาหนาตามาก (หวังว่าไม่ใช่มาเพราะคนพูดเป็นคณบดี)  ใส่เสี้อสีชมพูค่อนห้อง  ที่เหลือเป็นเสื้อเหลือง และที่ผมรู้สึกดีมากก็คือมีคณาจารย์และผู้บริหารทั้งรองคณบดีและหัวหน้าภาคเข้าร่วมฟังด้วย (หวังอีกเช่นกันว่าไม่ใช่มาเพราะคนพูดเป็นคณบดี) ทำให้ฮึกเหิมขึ้นอย่างประหลาด ก่อนบรรยายผมบอกความคาดหวังเกี่ยวกับการบรรยายครั้งนี้  มี ๗ ข้อ โดย ๔ ข้อเป็นสิ่งที่ผมคาดหวังจะได้จากการบรรยาย ส่วนอีก ๓ ข้อ เป็นสิ่งที่อยากเห็นตามมา  ซึ่ง ๔ ข้อแรกประกอบด้วย 

๑. เปิดรับ  ผมเชื่อว่าหลายคนมาฟังโดยไม่มีความรู้อะไรเกี่ยวกับ KM และชุมชนแนวปฏิบัติมาก่อน มาเพราะถูกเกณฑ์หรือเกรงใจก็แล้วแต่  ขอให้ฟัง ขอให้รับกับสิ่งที่จะบรรยายในวันนี้  

๒. ไตร่ตรอง  สิ่งที่ผมบรรยายอาจจะไปกระตุกต่อมความรู้เดิมที่ผู้ฟังมีอยู่ หรือไปสะกิดกับประสบการณ์ที่เคยได้รับผ่านมา อยากจะให้เปรียบเทียบ และพิจารณาว่าสอดคล้องกันอย่างไร 

๓. ถาม  สิ่งที่คาดหวังมากที่สุดคือให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาถาม เพราะเป็นการแสดงว่าเนื้อหาของการบรรยายได้เข้าไปในสมองเขา มันยังไม่กระจ่าง และเขาต้องการให้มันกระจ่างขึ้น  โดยทั่วไปแล้วเราไม่ค่อยชอบถามกัน ซึ่งไว้ผมจะบ่นเรื่องนี้ในโอกาสต่อไป 

๔. บันทึกประเด็นสำคัญ  เรามีเอกสารประกอบการบรรยายแจกให้อยู่แล้ว  ผมอยากให้เขาฟังและคิดมากกว่ามานั่งจด  จึงอยากให้เขาบันทึกเฉพาะประเด็นที่สำคัญ ๆ ประเด็นที่โดนใจลงไปในเอกสารเท่านั้น  

ทั้ง ๔ ข้อนี้หากพิจารณาดี ๆ ก็คือหัวใจนักปราชญ์ (สุ จิ ปุ ลิ) ที่เรารู้กันมาตั้งแต่สมัยเรียนประถมนั่นเอง  ปราชญ์คือผู้รู้ ดังนั้นถ้าจะมาจัดการความรู้จึงต้องมีหัวใจของความเป็นปราชญ์เสียก่อน  

อีก ๓ ข้อที่คาดหวังเมื่อเสร็จสิ้นการสัมมนาแล้วได้แก่ 

๕. เกิดแรงบันดาลใจ (ในการจัดตั้งชุมชนแนวปฏิบัติ)  โดยผมแอบหวังว่าตัวอย่างของเพื่อน ๆ เราในมหาวิทยาลัยมหิดลที่ผมยกขึ้นมาในการบรรยายจะช่วยให้เจ้าหน้าที่ของเราอยากลุกขึ้นมาก่อตั้งชุมชนแนวปฏิบัติบ้าง 

๖. เสาะหาข้อมูลเพื่มเติม  การเรียนรู้ที่สำคัญที่สุดอยู่นอกห้องเรียน  ผมหวังจะให้มีคนเข้าไปหาหนังสืออ่านเพิ่มเติม  ซึ่งคณะวิศวะเองก็ มีหนังสือเกี่ยวกับการจัดการความรู้รวบรวมไว้ที่ห้องประชุม ๑๐๙ ซึ่งหนังสือพวกนี้คงเสียใจแย่ถ้าต้องยืนอยู่ในห้องนั้นเฉย ๆ  นอกจากนั้นใน intranet ของสำนักพัฒนาคุณภาพ มหาวิทยาลัยมหิดลยังมีสิ่งพิมพ์ดี ๆ ให้ไป download มาอ่านอีกด้วย 

๗. (ลงมือทำ)  ข้อนี้ใส่วงเล็บไว้ เพราะเชื่อว่าต้องใช้เวลา  และไม่อยากกดดันเจ้าหน้าที่เรามากไป  การใส่วงเล็บทำให้การกดดันน้อยลง แต่ยังมีอยู่  

สิ่งที่ได้เรียนรู้ ๑.โหราศาสตร์ถ้ารู้จักใช้ก็มีประโยชน์เหมือนกัน  ๒. เสื้อสีชมพูดูโดดเด่นกว่าเสื้อสีเหลือง   ๓. บางครั้งสิ่งที่ได้เรียนรู้มาจากสมัยประถมยังเป็นประโยชน์มาจนถึงปัจจุบัน