เลือกหัวใจ.....  ( ด น้   )

  <p>
             มีผู้กล่าวว่า  การไม่เลือก  ก็เป็นการเลือกอย่างหนึ่ง  คือเลือกที่จะไม่เลือก…..
             และทุกๆครั้งที่เราเลือก  สิ่งที่เรามิได้เลือก  จะติดมาด้วยเสมอ……
 
             ทุกๆครั้ง  ที่งาน(อันแทบไม่รู้จบสิ้น)ในแต่ละวันเสร็จสิ้นลง   ดิฉันเลือกที่จะขับรถตรงดิ่งกลับบ้าน   กลับมาอยู่ในโลกส่วนตัวใบเล็กที่เงียบสงบ… กลับมาทำโน่นทำนี่ในบ้านกับพ่อกับแม่     นั่งอ่านนั่งเขียนนั่นเขียนนี่อย่างที่ใจคิด  แล้วนอนกลิ้งดูหนังฟังเพลงพักผ่อนในห้องนอนอันแสนอบอุ่น  กับเวลาอันน้อยนิดที่เหลืออยู่….     
             ……ช่างเป็นสวรรค์บนดินโดยแท้ 

             จนกระทั่งหลานเล็กๆของดิฉันก้าวเข้ามา   และดลบันดาลให้โลกอันแสนสงบเย็นเป็นสุขของดิฉัน     กลายเป็นสวนสนุกซาฟารีคิตตี้ทาวน์ อันอึกทึกครึกครื้นอึงคะนึง  ทันทีที่เธอผาดแผลงแสดงกำลัง  ตู้เตียงแลข้าวของทั้งหลายของดิฉันก็ถึงแก่ระเนระนาดได้ในฉับพลัน  

             ….ไม่น่าเชื่อว่าตัวอะไรเล็กๆที่แสนน่ารัก  จะนำความปั่นป่วนมาสู่ชีวิตของดิฉันได้อย่างน่าตื่นตะลึงถึงเพียงนั้น
 
             ดิฉันมิได้เลือกชีวิตอึกทึกเช่นนี้ด้วยตนเอง   ต้นเหตุแห่งความไม่สงบ  เกิดแต่ลูกพี่ลูกน้อง ญาติฝ่ายแม่ดิฉันซึ่ง  ทยอยแต่งงานกันไปจนหมด (เก่งชะมัด)    และมีหลานตัวน้อยตัวนิดจนถึงตัวใหญ่มาให้ปู่ย่าและตายายชื่นใจไปหลายคน  

             แต่ด้วยว่าพวกเขาได้ไปทำงานเจริญก้าวหน้าอยู่เมืองหลวง  ซึ่งไม่เอื้อแก่การมีลูกแดงๆ   ในภาวะที่จะต้องทำงานหนักจนแทบไม่มีเวลาให้ลูกนี้     จึงไม่มีทางเลือกใดดีไปกว่าการส่งหลานมาอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ที่ต่างจังหวัด 

            และพ่อกับแม่ดิฉันก็ตกที่นั่งคุณปู่คุณย่า หรือคุณตาคุณยายตัวสำรอง   คอยเลี้ยงหลานๆรุ่นแล้วรุ่นเล่าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

            ”หลานอา” รุ่นแรกอายุสี่ขวบครึ่งของดิฉัน  เป็นหลานสาว หน้าตาน่ารัก  ดูฉลาดปราดเปรื่อง และละเอียดอ่อนนัก    หลานห่างพ่อห่างแม่ตอนโตสักนิด ทำให้เป็นเด็กช่างคิด   เวลาเราคุยกันจึงสนุกน่าดู
เพราะดิฉันก็(ออกแนวๆว่าจะเป็นผู้ใหญ่)ช่างคิดเหมือนกัน 

             ครั้งหนึ่งหลานสาวน้อยๆบ่นว่า “ไม่ชอบเลย….พ่อมาทีไรต้องกอดและชอบหอมแรงๆทุกที”  แล้วเธอก็งอนตุ๊บป่องจนพ่อขยาดไม่ค่อยกล้าหอม   เป็นอย่างนี้อยู่หลายหน 
   
             ดิฉันคุยกับหลานดีๆว่าอย่าโกรธพ่อของหลานเลย  ที่เขาหอมเอาๆๆๆๆอย่างนั้น  เพราะพ่อเขาคิดถึง  นานๆเขาจะได้กลับมาหอมลูก  เขาไม่เจอลูกตั้งสองสามเดือน   ขนาดอาเจอน้องมิมทุกวันยังหอมแล้วหอมอีกเลย  
            นี่ลูกไปงอนพ่อเขาอย่างนั้น  …..พ่อเขาจะน้อยใจเอารู้ไหม…  
            เดี๋ยวสักวัน  เขาไม่ยอมกลับมาหอมลูกอีกแล้วจะทำยังไง?…

            ชะรอยคำพูดของดิฉันคงจะกระทบใจหลานอย่างจัง  เพราะหลานสาวเคยฟังนิทานจนถึงตอนจบที่ว่า “ แล้วจุดจุดจุด ก็ไม่เคยกลับมาอีกเลย” (แม่เขาเล่าด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยได้อารมณ์มาก)   

            คืนนั้นเมื่อพี่ชายดิฉันโทรมาหา  หลานสาวน้อยๆรีบเข้าไปรับโทรศัพท์ และพูดซ้ำไปซ้ำมานับสิบเที่ยวว่า  “พ่อจ๋า  น้องมิมขอโทษ  น้องมิมไม่ได้โกด  พ่อจ๋า  น้องมิมขอโทษ  น้องมิมไม่ได้โกด  พ่อจ๋า……”

             หลานพูดเวียนซ้ำไปซ้ำมาจนดิฉันตกใจ   จึงรีบตั้งสติเรียบเรียงคำพูดเพื่ออธิบายหลานให้เข้าใจเสียใหม่    และได้บทเรียนสำคัญในการเป็นคุณอามืออาชีพ ว่าก่อนจะบอกอะไรหลานต้องคิดให้ดี เพราะ เด็กเล็กๆนั้นลงได้ฝังใจอะไรแล้ว  เขาก็อาจจะจินตนาการไปไกลแบบที่เราอาจนึกไม่ถึงเลย 

             วันหนึ่งเมื่อเวลาผ่านไปกว่าสามปี  หลานอาคนนี้ได้กลับไปอยู่กับครอบครัว พร้อมหน้าพ่อแม่ลูก  ความสันโดษก็กลับมาเยือนชีวิตดิฉันอีกครั้ง 

             จนกระทั่งถึงวันที่แม่บอกว่าหลานชายน้อยๆอายุห้าเดือน(ลูกของพี่สาวที่ดิฉันรักมาก)เดินทางถึงบ้านตากับยายของเขาแล้ว……… 
              ดิฉันก็เปลี่ยนสถานภาพเป็นคุณน้ามหาสนุกในบัดดล 
              
              หลานชายน้อยๆตัวอ้วนกลมเหมือนหมอนข้างรูปลูกหมีสีขาว  ดูร่าเริงสดใส  และมีเสน่ห์มัดใจดิฉันไว้แนบแน่นตั้งแต่แรกเห็น   ดิฉันทำงานได้อย่างเร็วและดีขึ้นมากในครั้งนั้น  อาจเป็นเพราะหลานเป็นแรงจูงใจ(และเป็นแรงผลักไส)ให้รีบทำรีบเสร็จ …จะได้กลับไปอุ้ม  ไปเล่น   และใช้เวลาอยู่กับเขาให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้

             ทั้งนี้  โดยมีวงศาคณาญาติรอต่อคิวที่จะอุ้มและเล่นกับหลาน….  ยาวไปถึงประตูโรงรถ

             ดิฉันมักได้โอกาสเป็นคิวแรกๆ     เพราะใครๆอุ้มก็หลานไม่หยุดร้อง   แต่ทันทีที่ดิฉันเข้าไปอุ้มหลานไว้แนบอก(แบบเก้ๆกังๆ   แต่ยังพยายามวางฟอร์มว่าฉันอุ้มเป็นนะเนี่ย)  หลานก็น้อยนิ่งเงียบได้อย่างน่าอัศจรรย์

             ดิฉันรู้สึกได้ในนาทีนั้นว่าเราน่าจะเข้ากันได้ดี    แถมยังเข้าใจ(แบบเข้าข้างตัวเองอย่างหน้าตาเฉยอยู่บ่อยๆ)ว่า  อยู่กับดิฉันแล้วเขาคงได้ความรู้สึกว่า”ลุ้น”ดีชะมัด  เพราะยอดคุณน้ามีลีลาใหม่มานำเสนอไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน  และเขาอาจจะรอดูว่าดิฉันจะ”เล่น” เวอร์ชั่นอะไรใหม่ๆกับเขาในวันนั้นอีก  

             บ่อยครั้งที่ญาติพี่น้องได้เห็นดิฉันตั้งใจกระโดดโลดเต้น(ด้วยลีลามืออาชีพ)  และร้องวี้ดกรี๊ดกู๊กู๊กๆกรู๊….เวี้ยว..วว..ว..ว อย่างสนุกสนาน(แบบไม่ใคร่สมวัย)สุดชีวิต    ต่อหน้าหลานน้อยๆที่นอนหัวเราะเอิ๊กอ๊าก ลั่นๆอยู่บนเบาะอย่างต่อเนื่องตราบจนการแสดงของยอดคุณน้าสิ้นสุดลง
 
             บางครั้งความรักเป็นสิ่งที่อธิบายได้ยาก    แต่ลักษณะร่วมที่เหมือนกันของคนที่มีความรัก  คืออยากให้คนที่เรารักมีความสุข  สิ่งเดียวที่ดิฉันมีอยู่เต็มเปี่ยมคือความรักหลานน้อยๆอย่างซาบซึ้งสุดหัวใจ 
             ยิ่งเห็นเขามีความสุข   เราก็ยิ่งมีความสุขชะมัด 
             และเมื่อเขามีความทุกข์  เราก็จะรู้สึกยิ่งทุกข์ตามไปด้วย
  
             ทุกครั้งที่พ่อและแม่ของหลานกลับมาเยี่ยม…. ได้กอดลูกน้อยแค่เพียงคืนเดียว…  แล้วต้องเดินทางไกลกลับไปทำงาน    หลานน้อยๆจะร้องไห้สุดเสียงอย่างน่าสงสาร   ดิฉันได้เห็นผู้เป็นพ่อแม่น้ำตารื้นด้วยความรักและคิดถึงลูกน้อยสุดขั้วหัวใจเช่นกัน       แต่พวกเขาก็ยังต้องจากไปเพื่ออนาคตที่มั่นคงของครอบครัวในวันหน้า 
              …..แลกกับความทุกข์ทรมานใจอย่างสุดแสนในวันนี้….

             ดิฉันต้องรับหน้าที่พาหลานหลบออกไปที่อื่น   และทำได้เพียงแค่อุ้มหลานไว้แนบอก  โอบกอดเขาอย่างทะนุถนอม  เพียรปลอบโยนให้หลานหายเสียขวัญ 
 
             แล้วก็พยายามทำอะไรเข้าสักอย่าง(ที่เชื่อว่าจะทำให้)สถานการณ์ดีขึ้น    อย่างเช่น ทำท่ากระโดดจึ๋งๆๆ     ตั๊กแกจิ้งจก   หรือ  เป่าปากบรึ๋ดๆๆๆๆจนดูหน้าคล้ายๆกบ (คือดูกระจกแล้วยังขำตัวเองไม่หาย)   หรือทำท่าทางอะไรๆประหลาดๆแบบที่คิดว่าหลานจะชอบและรู้สึกสนุกสนานตามไปด้วย 
              ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจริงๆแล้วในใจในคอหลานจะคิดอย่างไร  

              บางครั้ง   หลานน้อยๆก็ยิ้ม  และหัวเราะ  ราวกับจะปลอบใจว่า  “ไม่เป็นไรดอก”   หรือ  “พอดูได้….”       หรือ  “ก็งั้นๆแหละ  …  แต่ก็เอาเถอะ   ไหนๆก็ไหนๆ….”
              คล้ายๆจะเห็นใจว่าคุณน้าผู้น่าสงสารได้เพียรพยายามอย่างดีที่สุดแล้วเพื่อจะปลอบใจเขา  แม้ว่าจะด้วยวิธีการที่เชยเหลือประมาณก็ตาม 
            
             และในความเป็นจริง      ดิฉันก็ไม่มีวันแทนที่พ่อกับแม่แท้ๆของเขาได้เลย  วิชาความจริงแห่งชีวิตข้อนี้  ทำให้ดิฉันสะท้อนใจนัก  </p><p>             หลานน้อยๆเติบโตอย่างรวดเร็ว   วันเวลาแห่งความสุขในปริบทชีวิตครอบครัวที่ดิฉันได้มีโอกาสหยิบฉวย(โดยไม่ได้สร้างด้วยตนเอง) ก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน  เผลอไปไม่ทันไร  หลานก็เข้าชั้นอนุบาลเสียแล้ว

             ดิฉันปฏิเสธไม่ได้ว่าการได้อุ้มได้กอดและได้เล่นกับหลาน    คือช่วงเวลาอันแสนสุข   หากหลานก็ติดดิฉันเสียจนผู้ใหญ่รอบตัวเป็นห่วง   และบอกว่าให้ห่างๆหลานเสียบ้าง เพราะทันทีที่เห็นดิฉัน  หลานน้อยๆก็จะไม่ยอมหันไปหาใครอีกเลย  หากไม่เห็นก็จะร่ำร้องหา 

             ด้วยการแสดงความเป็นห่วงเช่นนั้นอยู่บ่อยครั้ง   ทำให้ดิฉันรู้สึกว่าวางตัวไม่ค่อยถูก  และเริ่มรู้สึกว่าไม่อยากให้กลายเป็นความไม่เข้าใจ

             ดิฉันค่อยๆตัดใจห่างจากหลานด้วยความรู้สึกทุกข์ทรมาน  ดิฉันรักหลานมากก็จริง  แต่ก็ไม่ได้คิดว่าหลานน้อยๆเป็นสมบัติล้ำค่าของดิฉันแต่เพียงผู้เดียว 

             น่าแปลกนัก  ที่ชีวิตดิฉันมักเป็นเช่นนี้เสมอ  ได้ชื่นชมในสิ่งที่ใครๆก็ชื่นชอบ  แล้วก็ต้องรีบปล่อยมือไป เพื่อสวัสดิภาพของใครก็ไม่รู้     นึกแล้วก็ออกจะขำๆอยู่  เพราะไม่เข้าใจธรรมชาติของความรักเช่นนี้กระมัง  ทำให้ดิฉันพลาดอะไรบางอย่างไป
             ดิฉันนึกถึงแต่ใจของตัวเอง….  ลืมคิดถึงหัวใจน้อยๆของหลานที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรกับผู้ใหญ่ด้วยเลย  </p><p>             ช่วงที่งานยุ่งถึงขีดสุด  ดิฉันกลับบ้านหลังเที่ยงคืนอยู่เป็นเทอม  และไม่แวะไปหาหลานนานร่วมเดือน แม่กับพ่อบอกว่าไปเยี่ยมทีไรหลานจะถามถึงดิฉันทุกครั้ง  และร่ำร้องจะมาหา    แต่ดิฉันก็คิดว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะแวะไปหาเขา  (ทั้งที่คิดถึงหลานเหลือเกินแล้ว)

             จนวันหนึ่งโรงเรียนอนุบาลจัดแข่งกีฬา  ผู้ใหญ่ทุกคนติดภาระจึงจำเป็นต้องโทรฯบอกดิฉันให้แวะไปหาหลาน   เพราะต้องปล่อยให้หลานน้อยๆอยู่ที่สนามกีฬากับคุณครูในภาคเช้า  (ทั้งที่เป็นวันที่ควรมีผู้ปกครองไปอยู่ด้วย)  ดิฉันดีใจนัก  ทั้งที่งานยุ่งเต็มที่  แต่ตัดสินใจว่าจะไปหาหลานที่สนามสักแป๊บ 

             ตอนที่เดินเข้าไปในเต็นท์และเห็นหลานนั้น  ดิฉันก็ใจหายวูบด้วยความรู้สึกผิดอย่างท่วมท้น
 
             เด็กๆอนุบาลตัวน้อยน่ารักดูร่าเริงนัก  แทบทุกคนอยู่กับพ่อแม่  หรือไม่ก็ต้องมีผู้ใหญ่สักคนนั่งอยู่ด้วย  พวกเขาดูเบิกบานสนุกสนานราวกับผีเสื้อในสวนดอกไม้  
              แต่หลานน้อยๆของดิฉันกลับแยกตัวออกมานั่งนิ่งเงียบอยู่คนเดียวอย่างโดดเดี่ยว….
             คุณครูบอกว่า”น้องนั่งอยู่คนเดียวตั้งแต่เช้าแล้วค่ะ  ไม่ยอมให้คุณครูนั่งด้วย”   …..

             ตอนที่ดิฉันเข้าไปนั่งคุกเข่าลงข้างๆนั้น   หลานหันมามองด้วยสายตายินดีเพียงชั่วแวบ  แล้วกลับเป็นความรู้สึกไม่แน่ใจ    ไม่เชื่อใจ    ผิดหวัง  ……. และมองหน้าดิฉันด้วยสีหน้านิ่งเฉยว่างเปล่าเสียจนดิฉันใจหาย…  
  
             ดิฉันบรรจงกอดร่างน้อยๆไว้แนบอกอย่างทะนุถนอม…ด้วยความรักสุดหัวใจ   แม้ว่าดิฉันจะไม่ได้พูดออกมา  
            ไม่ว่าหลานจะรู้สึกอย่างไรในตอนนั้น  ดิฉันรู้อย่างเดียวว่าดิฉันรักเขามากที่สุด   
             เขาจะโกรธจะน้อยใจจะผลักไสดิฉันอย่างไรก็ได้  แต่ดิฉันก็ยังคงรักเขามากที่สุด…..  
 
             ดิฉันกอดหลานด้วยความรักท่วมท้นจากหัวใจ   แล้วหอมแก้มซ้าย  หอมแก้มขวา หอมหน้าผาก หอมคาง  หอมแก้มนุ่มครั้งแล้วครั้งเล่า  ด้วยความรักอย่างสุดซึ้ง  แทนคำขอโทษอย่างที่สุดจากหัวใจของน้า……</p><p>                                                          …………</p><p>
             เพียงชั่วอึดใจ   ….หลานตัวน้อยก็เอามือโอบรอบคอดิฉันแน่นแล้วแนบแก้มนิ่งอยู่อย่างนั้น  </p><p>
             .....และดิฉันก็ไม่ต้องการอะไรทั้งหมดอีกแล้วในโลกนี้....</p><p> </p><p>             ชีวิตครอบครัว….   มีองค์ประกอบที่แสนละเอียดอ่อนนัก  ครอบครัวจะเป็นครอบครัวที่อบอุ่นสมบูรณ์อย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อได้อยู่กันพร้อมหน้าพ่อแม่ลูก 

             ดิฉันได้บทเรียนชีวิตที่ละเอียดอ่อนยิ่งว่า    หากวันที่แสนอบอุ่นของเด็กคนใดก็ตาม…..ยังมาไม่ถึง    ผู้ใหญ่ที่อยู่รอบข้างก็พึงเป็นครอบครัวที่อบอุ่นให้แก่มนุษย์ตัวเล็กๆที่รู้สึกว้าเหว่เหล่านั้น   และรอวันที่ผู้ใหญ่ตรงหน้าจะเติมเต็มให้กับหัวใจที่อ้างว้างของเขา 
            โปรดอย่าได้ทำร้ายหัวใจเล็กๆดวงนั้น  …ด้วยการทิ้งเขาไปอีกเลย
             ดิฉันจะไม่ทิ้งหลานน้อยๆของดิฉันอีกแล้ว………

             และดิฉันยังหวังเหลือเกินว่าไม่วันใดก็วันหนึ่ง   ทุกคนในทุกครอบครัวที่ดิฉันรัก  จะได้กลับมาอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
 
                        
                                   และวันแห่งความสุขของพวกเขา....…  

                         ….ก็จะเป็นวันแห่งความสุขของดิฉันด้วยเช่นกัน….</p><p> </p><hr><p> </p><p> </p>