เลือกหัวใจ..... ( ด ว ง น้ อ ย )
<p>
มีผู้กล่าวว่า การไม่เลือก ก็เป็นการเลือกอย่างหนึ่ง คือเลือกที่จะไม่เลือก…..
และทุกๆครั้งที่เราเลือก สิ่งที่เรามิได้เลือก จะติดมาด้วยเสมอ……
ทุกๆครั้ง ที่งาน(อันแทบไม่รู้จบสิ้น)ในแต่ละวันเสร็จสิ้นลง ดิฉันเลือกที่จะขับรถตรงดิ่งกลับบ้าน กลับมาอยู่ในโลกส่วนตัวใบเล็กที่เงียบสงบ… กลับมาทำโน่นทำนี่ในบ้านกับพ่อกับแม่ นั่งอ่านนั่งเขียนนั่นเขียนนี่อย่างที่ใจคิด แล้วนอนกลิ้งดูหนังฟังเพลงพักผ่อนในห้องนอนอันแสนอบอุ่น กับเวลาอันน้อยนิดที่เหลืออยู่….
……ช่างเป็นสวรรค์บนดินโดยแท้
จนกระทั่งหลานเล็กๆของดิฉันก้าวเข้ามา และดลบันดาลให้โลกอันแสนสงบเย็นเป็นสุขของดิฉัน กลายเป็นสวนสนุกซาฟารีคิตตี้ทาวน์ อันอึกทึกครึกครื้นอึงคะนึง ทันทีที่เธอผาดแผลงแสดงกำลัง ตู้เตียงแลข้าวของทั้งหลายของดิฉันก็ถึงแก่ระเนระนาดได้ในฉับพลัน
….ไม่น่าเชื่อว่าตัวอะไรเล็กๆที่แสนน่ารัก จะนำความปั่นป่วนมาสู่ชีวิตของดิฉันได้อย่างน่าตื่นตะลึงถึงเพียงนั้น
ดิฉันมิได้เลือกชีวิตอึกทึกเช่นนี้ด้วยตนเอง ต้นเหตุแห่งความไม่สงบ เกิดแต่ลูกพี่ลูกน้อง ญาติฝ่ายแม่ดิฉันซึ่ง ทยอยแต่งงานกันไปจนหมด (เก่งชะมัด) และมีหลานตัวน้อยตัวนิดจนถึงตัวใหญ่มาให้ปู่ย่าและตายายชื่นใจไปหลายคน
แต่ด้วยว่าพวกเขาได้ไปทำงานเจริญก้าวหน้าอยู่เมืองหลวง ซึ่งไม่เอื้อแก่การมีลูกแดงๆ ในภาวะที่จะต้องทำงานหนักจนแทบไม่มีเวลาให้ลูกนี้ จึงไม่มีทางเลือกใดดีไปกว่าการส่งหลานมาอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ที่ต่างจังหวัด
และพ่อกับแม่ดิฉันก็ตกที่นั่งคุณปู่คุณย่า หรือคุณตาคุณยายตัวสำรอง คอยเลี้ยงหลานๆรุ่นแล้วรุ่นเล่าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
”หลานอา” รุ่นแรกอายุสี่ขวบครึ่งของดิฉัน เป็นหลานสาว หน้าตาน่ารัก ดูฉลาดปราดเปรื่อง และละเอียดอ่อนนัก หลานห่างพ่อห่างแม่ตอนโตสักนิด ทำให้เป็นเด็กช่างคิด เวลาเราคุยกันจึงสนุกน่าดู
เพราะดิฉันก็(ออกแนวๆว่าจะเป็นผู้ใหญ่)ช่างคิดเหมือนกัน
ครั้งหนึ่งหลานสาวน้อยๆบ่นว่า “ไม่ชอบเลย….พ่อมาทีไรต้องกอดและชอบหอมแรงๆทุกที” แล้วเธอก็งอนตุ๊บป่องจนพ่อขยาดไม่ค่อยกล้าหอม เป็นอย่างนี้อยู่หลายหน
ดิฉันคุยกับหลานดีๆว่าอย่าโกรธพ่อของหลานเลย ที่เขาหอมเอาๆๆๆๆอย่างนั้น เพราะพ่อเขาคิดถึง นานๆเขาจะได้กลับมาหอมลูก เขาไม่เจอลูกตั้งสองสามเดือน ขนาดอาเจอน้องมิมทุกวันยังหอมแล้วหอมอีกเลย
นี่ลูกไปงอนพ่อเขาอย่างนั้น …..พ่อเขาจะน้อยใจเอารู้ไหม…
เดี๋ยวสักวัน เขาไม่ยอมกลับมาหอมลูกอีกแล้วจะทำยังไง?…
ชะรอยคำพูดของดิฉันคงจะกระทบใจหลานอย่างจัง เพราะหลานสาวเคยฟังนิทานจนถึงตอนจบที่ว่า “ แล้วจุดจุดจุด ก็ไม่เคยกลับมาอีกเลย” (แม่เขาเล่าด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยได้อารมณ์มาก)
คืนนั้นเมื่อพี่ชายดิฉันโทรมาหา หลานสาวน้อยๆรีบเข้าไปรับโทรศัพท์ และพูดซ้ำไปซ้ำมานับสิบเที่ยวว่า “พ่อจ๋า น้องมิมขอโทษ น้องมิมไม่ได้โกด พ่อจ๋า น้องมิมขอโทษ น้องมิมไม่ได้โกด พ่อจ๋า……”
หลานพูดเวียนซ้ำไปซ้ำมาจนดิฉันตกใจ จึงรีบตั้งสติเรียบเรียงคำพูดเพื่ออธิบายหลานให้เข้าใจเสียใหม่ และได้บทเรียนสำคัญในการเป็นคุณอามืออาชีพ ว่าก่อนจะบอกอะไรหลานต้องคิดให้ดี เพราะ เด็กเล็กๆนั้นลงได้ฝังใจอะไรแล้ว เขาก็อาจจะจินตนาการไปไกลแบบที่เราอาจนึกไม่ถึงเลย
วันหนึ่งเมื่อเวลาผ่านไปกว่าสามปี หลานอาคนนี้ได้กลับไปอยู่กับครอบครัว พร้อมหน้าพ่อแม่ลูก ความสันโดษก็กลับมาเยือนชีวิตดิฉันอีกครั้ง
จนกระทั่งถึงวันที่แม่บอกว่าหลานชายน้อยๆอายุห้าเดือน(ลูกของพี่สาวที่ดิฉันรักมาก)เดินทางถึงบ้านตากับยายของเขาแล้ว………
ดิฉันก็เปลี่ยนสถานภาพเป็นคุณน้ามหาสนุกในบัดดล
หลานชายน้อยๆตัวอ้วนกลมเหมือนหมอนข้างรูปลูกหมีสีขาว ดูร่าเริงสดใส และมีเสน่ห์มัดใจดิฉันไว้แนบแน่นตั้งแต่แรกเห็น ดิฉันทำงานได้อย่างเร็วและดีขึ้นมากในครั้งนั้น อาจเป็นเพราะหลานเป็นแรงจูงใจ(และเป็นแรงผลักไส)ให้รีบทำรีบเสร็จ …จะได้กลับไปอุ้ม ไปเล่น และใช้เวลาอยู่กับเขาให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้
ทั้งนี้ โดยมีวงศาคณาญาติรอต่อคิวที่จะอุ้มและเล่นกับหลาน…. ยาวไปถึงประตูโรงรถ
ดิฉันมักได้โอกาสเป็นคิวแรกๆ เพราะใครๆอุ้มก็หลานไม่หยุดร้อง แต่ทันทีที่ดิฉันเข้าไปอุ้มหลานไว้แนบอก(แบบเก้ๆกังๆ แต่ยังพยายามวางฟอร์มว่าฉันอุ้มเป็นนะเนี่ย) หลานก็น้อยนิ่งเงียบได้อย่างน่าอัศจรรย์
ดิฉันรู้สึกได้ในนาทีนั้นว่าเราน่าจะเข้ากันได้ดี แถมยังเข้าใจ(แบบเข้าข้างตัวเองอย่างหน้าตาเฉยอยู่บ่อยๆ)ว่า อยู่กับดิฉันแล้วเขาคงได้ความรู้สึกว่า”ลุ้น”ดีชะมัด เพราะยอดคุณน้ามีลีลาใหม่มานำเสนอไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน และเขาอาจจะรอดูว่าดิฉันจะ”เล่น” เวอร์ชั่นอะไรใหม่ๆกับเขาในวันนั้นอีก
บ่อยครั้งที่ญาติพี่น้องได้เห็นดิฉันตั้งใจกระโดดโลดเต้น(ด้วยลีลามืออาชีพ) และร้องวี้ดกรี๊ดกู๊กู๊กๆกรู๊….เวี้ยว..วว..ว..ว อย่างสนุกสนาน(แบบไม่ใคร่สมวัย)สุดชีวิต ต่อหน้าหลานน้อยๆที่นอนหัวเราะเอิ๊กอ๊าก ลั่นๆอยู่บนเบาะอย่างต่อเนื่องตราบจนการแสดงของยอดคุณน้าสิ้นสุดลง
บางครั้งความรักเป็นสิ่งที่อธิบายได้ยาก แต่ลักษณะร่วมที่เหมือนกันของคนที่มีความรัก คืออยากให้คนที่เรารักมีความสุข สิ่งเดียวที่ดิฉันมีอยู่เต็มเปี่ยมคือความรักหลานน้อยๆอย่างซาบซึ้งสุดหัวใจ
ยิ่งเห็นเขามีความสุข เราก็ยิ่งมีความสุขชะมัด
และเมื่อเขามีความทุกข์ เราก็จะรู้สึกยิ่งทุกข์ตามไปด้วย
ทุกครั้งที่พ่อและแม่ของหลานกลับมาเยี่ยม…. ได้กอดลูกน้อยแค่เพียงคืนเดียว… แล้วต้องเดินทางไกลกลับไปทำงาน หลานน้อยๆจะร้องไห้สุดเสียงอย่างน่าสงสาร ดิฉันได้เห็นผู้เป็นพ่อแม่น้ำตารื้นด้วยความรักและคิดถึงลูกน้อยสุดขั้วหัวใจเช่นกัน แต่พวกเขาก็ยังต้องจากไปเพื่ออนาคตที่มั่นคงของครอบครัวในวันหน้า
…..แลกกับความทุกข์ทรมานใจอย่างสุดแสนในวันนี้….
ดิฉันต้องรับหน้าที่พาหลานหลบออกไปที่อื่น และทำได้เพียงแค่อุ้มหลานไว้แนบอก โอบกอดเขาอย่างทะนุถนอม เพียรปลอบโยนให้หลานหายเสียขวัญ
แล้วก็พยายามทำอะไรเข้าสักอย่าง(ที่เชื่อว่าจะทำให้)สถานการณ์ดีขึ้น อย่างเช่น ทำท่ากระโดดจึ๋งๆๆ ตั๊กแกจิ้งจก หรือ เป่าปากบรึ๋ดๆๆๆๆจนดูหน้าคล้ายๆกบ (คือดูกระจกแล้วยังขำตัวเองไม่หาย) หรือทำท่าทางอะไรๆประหลาดๆแบบที่คิดว่าหลานจะชอบและรู้สึกสนุกสนานตามไปด้วย
ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจริงๆแล้วในใจในคอหลานจะคิดอย่างไร
บางครั้ง หลานน้อยๆก็ยิ้ม และหัวเราะ ราวกับจะปลอบใจว่า “ไม่เป็นไรดอก” หรือ “พอดูได้….” หรือ “ก็งั้นๆแหละ … แต่ก็เอาเถอะ ไหนๆก็ไหนๆ….”
คล้ายๆจะเห็นใจว่าคุณน้าผู้น่าสงสารได้เพียรพยายามอย่างดีที่สุดแล้วเพื่อจะปลอบใจเขา แม้ว่าจะด้วยวิธีการที่เชยเหลือประมาณก็ตาม
และในความเป็นจริง ดิฉันก็ไม่มีวันแทนที่พ่อกับแม่แท้ๆของเขาได้เลย วิชาความจริงแห่งชีวิตข้อนี้ ทำให้ดิฉันสะท้อนใจนัก </p><p> หลานน้อยๆเติบโตอย่างรวดเร็ว วันเวลาแห่งความสุขในปริบทชีวิตครอบครัวที่ดิฉันได้มีโอกาสหยิบฉวย(โดยไม่ได้สร้างด้วยตนเอง) ก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน เผลอไปไม่ทันไร หลานก็เข้าชั้นอนุบาลเสียแล้ว
ดิฉันปฏิเสธไม่ได้ว่าการได้อุ้มได้กอดและได้เล่นกับหลาน คือช่วงเวลาอันแสนสุข หากหลานก็ติดดิฉันเสียจนผู้ใหญ่รอบตัวเป็นห่วง และบอกว่าให้ห่างๆหลานเสียบ้าง เพราะทันทีที่เห็นดิฉัน หลานน้อยๆก็จะไม่ยอมหันไปหาใครอีกเลย หากไม่เห็นก็จะร่ำร้องหา
ด้วยการแสดงความเป็นห่วงเช่นนั้นอยู่บ่อยครั้ง ทำให้ดิฉันรู้สึกว่าวางตัวไม่ค่อยถูก และเริ่มรู้สึกว่าไม่อยากให้กลายเป็นความไม่เข้าใจ
ดิฉันค่อยๆตัดใจห่างจากหลานด้วยความรู้สึกทุกข์ทรมาน ดิฉันรักหลานมากก็จริง แต่ก็ไม่ได้คิดว่าหลานน้อยๆเป็นสมบัติล้ำค่าของดิฉันแต่เพียงผู้เดียว
น่าแปลกนัก ที่ชีวิตดิฉันมักเป็นเช่นนี้เสมอ ได้ชื่นชมในสิ่งที่ใครๆก็ชื่นชอบ แล้วก็ต้องรีบปล่อยมือไป เพื่อสวัสดิภาพของใครก็ไม่รู้ นึกแล้วก็ออกจะขำๆอยู่ เพราะไม่เข้าใจธรรมชาติของความรักเช่นนี้กระมัง ทำให้ดิฉันพลาดอะไรบางอย่างไป
ดิฉันนึกถึงแต่ใจของตัวเอง…. ลืมคิดถึงหัวใจน้อยๆของหลานที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรกับผู้ใหญ่ด้วยเลย </p><p> ช่วงที่งานยุ่งถึงขีดสุด ดิฉันกลับบ้านหลังเที่ยงคืนอยู่เป็นเทอม และไม่แวะไปหาหลานนานร่วมเดือน แม่กับพ่อบอกว่าไปเยี่ยมทีไรหลานจะถามถึงดิฉันทุกครั้ง และร่ำร้องจะมาหา แต่ดิฉันก็คิดว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะแวะไปหาเขา (ทั้งที่คิดถึงหลานเหลือเกินแล้ว)
จนวันหนึ่งโรงเรียนอนุบาลจัดแข่งกีฬา ผู้ใหญ่ทุกคนติดภาระจึงจำเป็นต้องโทรฯบอกดิฉันให้แวะไปหาหลาน เพราะต้องปล่อยให้หลานน้อยๆอยู่ที่สนามกีฬากับคุณครูในภาคเช้า (ทั้งที่เป็นวันที่ควรมีผู้ปกครองไปอยู่ด้วย) ดิฉันดีใจนัก ทั้งที่งานยุ่งเต็มที่ แต่ตัดสินใจว่าจะไปหาหลานที่สนามสักแป๊บ
ตอนที่เดินเข้าไปในเต็นท์และเห็นหลานนั้น ดิฉันก็ใจหายวูบด้วยความรู้สึกผิดอย่างท่วมท้น
เด็กๆอนุบาลตัวน้อยน่ารักดูร่าเริงนัก แทบทุกคนอยู่กับพ่อแม่ หรือไม่ก็ต้องมีผู้ใหญ่สักคนนั่งอยู่ด้วย พวกเขาดูเบิกบานสนุกสนานราวกับผีเสื้อในสวนดอกไม้
แต่หลานน้อยๆของดิฉันกลับแยกตัวออกมานั่งนิ่งเงียบอยู่คนเดียวอย่างโดดเดี่ยว….
คุณครูบอกว่า”น้องนั่งอยู่คนเดียวตั้งแต่เช้าแล้วค่ะ ไม่ยอมให้คุณครูนั่งด้วย” …..
ตอนที่ดิฉันเข้าไปนั่งคุกเข่าลงข้างๆนั้น หลานหันมามองด้วยสายตายินดีเพียงชั่วแวบ แล้วกลับเป็นความรู้สึกไม่แน่ใจ ไม่เชื่อใจ ผิดหวัง ……. และมองหน้าดิฉันด้วยสีหน้านิ่งเฉยว่างเปล่าเสียจนดิฉันใจหาย…
ดิฉันบรรจงกอดร่างน้อยๆไว้แนบอกอย่างทะนุถนอม…ด้วยความรักสุดหัวใจ แม้ว่าดิฉันจะไม่ได้พูดออกมา
ไม่ว่าหลานจะรู้สึกอย่างไรในตอนนั้น ดิฉันรู้อย่างเดียวว่าดิฉันรักเขามากที่สุด
เขาจะโกรธจะน้อยใจจะผลักไสดิฉันอย่างไรก็ได้ แต่ดิฉันก็ยังคงรักเขามากที่สุด…..
ดิฉันกอดหลานด้วยความรักท่วมท้นจากหัวใจ แล้วหอมแก้มซ้าย หอมแก้มขวา หอมหน้าผาก หอมคาง หอมแก้มนุ่มครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยความรักอย่างสุดซึ้ง แทนคำขอโทษอย่างที่สุดจากหัวใจของน้า……</p><p> …………</p><p>
เพียงชั่วอึดใจ ….หลานตัวน้อยก็เอามือโอบรอบคอดิฉันแน่นแล้วแนบแก้มนิ่งอยู่อย่างนั้น </p><p>
.....และดิฉันก็ไม่ต้องการอะไรทั้งหมดอีกแล้วในโลกนี้....</p><p> </p><p> ชีวิตครอบครัว…. มีองค์ประกอบที่แสนละเอียดอ่อนนัก ครอบครัวจะเป็นครอบครัวที่อบอุ่นสมบูรณ์อย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อได้อยู่กันพร้อมหน้าพ่อแม่ลูก
ดิฉันได้บทเรียนชีวิตที่ละเอียดอ่อนยิ่งว่า หากวันที่แสนอบอุ่นของเด็กคนใดก็ตาม…..ยังมาไม่ถึง ผู้ใหญ่ที่อยู่รอบข้างก็พึงเป็นครอบครัวที่อบอุ่นให้แก่มนุษย์ตัวเล็กๆที่รู้สึกว้าเหว่เหล่านั้น และรอวันที่ผู้ใหญ่ตรงหน้าจะเติมเต็มให้กับหัวใจที่อ้างว้างของเขา
โปรดอย่าได้ทำร้ายหัวใจเล็กๆดวงนั้น …ด้วยการทิ้งเขาไปอีกเลย
ดิฉันจะไม่ทิ้งหลานน้อยๆของดิฉันอีกแล้ว………
และดิฉันยังหวังเหลือเกินว่าไม่วันใดก็วันหนึ่ง ทุกคนในทุกครอบครัวที่ดิฉันรัก จะได้กลับมาอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
และวันแห่งความสุขของพวกเขา....…
….ก็จะเป็นวันแห่งความสุขของดิฉันด้วยเช่นกัน….</p><p> </p><hr><p> </p><p> </p>
สวัสดีค่ะพี่แอมป์
เบิร์ดน้ำตารื้นเมื่ออ่านจบ และเรียบเรียงความคิดอยู่นานกว่าจะสามารถเขียนได้ เพราะไม่อยากให้ความรู้สึกที่ซาบซึ้ง อ่อนโยน และ " รัก " ที่จู่โจมเข้าจับหัวใจต้องหายไป ( เราสะเทือนใจจากเรื่องดีๆก็ได้ใช่มั้ยคะพี่แอมป์ )
เรามักจะ " เลือก " ด้วย เหตุผล ที่เรา " คิด " ว่าดี ..ด้วยความเป็นผู้ใหญ่ที่เราคิดว่ามองอะไรได้รอบด้านและถูกต้อง..ด้วยความรู้สึกที่ว่าควรกันไว้ดีกว่าแก้..หรือด้วยอะไรต่างๆอีกมากมายที่เราคิดว่านั่นคือสิ่งที่ควรจะเป็น
แต่คนตัวเล็กๆนั้นเค้ากล้าหาญกว่า่เราอีกนะคะ เพราะเค้าเลือกด้วยหัวใจ..ที่ตรงไปตรงมา แบบพร้อมที่จะรักๆๆๆๆๆ และรักอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องมีเงื่อนไขหรือเหตุผลใดๆมาประกอบหัวใจให้วุ่นวายเลยสักนิดนะคะพี่แอมป์
การสัมผัสหัวใจดวงน้อยที่กระตือรือร้นและบอบบาง ..ถ้าจะสัมผัสด้วยเหตุผลล้วนๆี่บางครั้งอาจจะแข็งเกินกว่าที่หัวใจดวงน้อยนั้นจะรับได้นะคะ เหมือนกับเราเอาหินไปวางบนปีกผีเสื้อ..ดังนั้นในการสัมผัสเค้า เราก็คงต้องสัมผัสอย่างแผ่วเบาด้วยหัวใจของเราเองเช่นเดียวกันนะคะพี่แอมป์ สัมผัสแบบลมที่นุ่มนวล ไล้เบาๆอย่างอ่อนโยน และช่วยพยุงปีกบอบบางของผีเสื้อให้โบยบินอย่างอิสระและร่าเริง
เพียงแค่เลือกและรักด้วยหัวใจ กับชีวิตน้อยๆที่เค้าเกิดมาให้เราได้รู้จักความรัก..เพียงเท่านี้เราก็จะได้รู้ว่าความสุขอยู่ใกล้นิดเดียวเองนะคะ มีระยะห่างเพียงแค่หัวใจกับหัวใจเท่านั้นเอง
ขอบคุณสำหรับบันทึกที่ดีเยี่ยมบันทึกนี้นะคะพี่แอมป์..ที่ทำให้เบิร์ดได้รู้ว่ารักนั้นซาบซึ้ง ..ยิ่งใหญ่ ไม่มีเหตุผลหรือความหมองหมางใดๆจะขวางกั้นได้ เพราะรักนั้นเกิดที่หัวใจ ..สัมผัสได้ด้วยหัวใจผ่านอ้อมกอดของกันและกัน...ขอบคุณมากๆค่ะ
<p> </p><p> </p>
เรื่องนี้สอนวิถีชีวิตได้ดีอย่างครูบาว่าทุกคนวิ่งหาแต่ความทุกข์มุ่งแต่เรียนวิชาทิ้งถิ่น พ่อแม่คิดว่าสร้างความมั่นคงให้ครอบครัวแท้จริงทำลายจิตใจของเด็กไปโดยไม่รู้ตัว
ผมมีประสบการณ์กับลูกตัวเองที่เอาไปดยู่ประจำทั้งสามคน ลูกคนสุดท้องร้องทุกครั้งที่ไปเยี่ยมแล้วจะแยกบางคนมนไม่ได้ต้องเอาลูกออกผมทนได้แต่ได้รู้ว่าจิตใจลูกได้เปลี่ยนไปแล้ว
อีกประสบการณ์หนึ่งคุณแม่ชอบรับลูกเขามาเลี้ยงทุกครั้งที่พ่อแม่เด็กพร้อมเอาลูกกลับไปคุณแม่หัวใจสลายทุกครั้งไม่รู้เราหาทุกข์ไปเพื่ออะไร ทั้งๆที่สุขก็มองไม่เห็น
สวัสดียามเช้าอันแสนอบอุ่นกับบล็อกดีๆของพี่แอมป์ค่ะ ไม่ได้มานานแล้ว………มาทีไรเจ๋งสุดๆเลยค่ะพี่ อิจฉานะ คนที่มีอรรถรสด้านทักษะการเขียน อย่างพี่แอมป์ คุณเบิร์ดด้วยอีกคน
การเป็นผู้ให้ ต้าว่ามันช่างอิ่มเอิบใจกว่าเป็นผู้รับตั้งโขเลยเนอะ…ต้าเข้าใจความรู้สึกของพี่ตอนไปเจอหลานที่สนามกีฬานั่น…..เพราะต้าก็ประสบมาหลายหนเช่นกัน………….หลานชายของต้า อยู่อนุบาล 3 กำพร้าพ่อตั้งแต่อายุ 8 เดือน แม่ก็ไปแต่งงานใหม่ แกจะนอนใต้จั๊กกะแร้ต้าทุกคืน ตอนนี้เป็นหนุ่มน้อยร่างกายแข็งแรง เป็นนักวิ่งเหรียญทองของร.ร.ไปแล้ว….มักจะถามให้บาดใจทุกครั้งว่า….ทำไมพ่อแม่ของนนท์ ไม่อยู่ละ เวลาที่นนท์วิ่ง ได้เหรียญทองแบบนี้…..นอกจากจะอึกอีกๆทุกครั้งก่อนตอบ ต้าก็จุกที่หัวใจทุกที….มันยากที่จะอธิบายสิ่งละเอียดอ่นแก่เด็กเล็กนะคะ อย่างไรซะ…ทุกชีวิตก็มีการจัดการตัวเองอยู่แล้ว….เราแค่ช่วยส่งเสริมให้ความรัก ความเอ็นดูแก่ชีวิตเล็กๆเหล่านี้จนเขาแข็งแกร่งต่อไปดีกว่านะคะพี่แอมป์ สู้ๆค่ะพี่
สวัสดีครับพี่แอมป์
สบายดีไหมครับ ยอดมากๆ ครับพี่ อ่านแล้วคือถ่ายทอดหลายๆ ความรู้สึกของผมออกมาได้เยอะมากเลยครับพี่ ทำให้ผมย้อนถึงการเลี้ยงเด็กๆ ในอดีตตอนที่ยังอยู่้บ้านครับ ทำให้เห็นภาพพี่แอมป์กำลังเต้นกระโดดต่อหน้าตัวน้อยด้วยเลยครับ ปรบมือไป เต้นไป ทำตาแปลกๆ จี้เอวตัวน้อย และ อื่นๆ หากนึกมุกใหม่ไม่ออกก็ใช้มุกเก่าไปก่อนสลับกันไป ห้าๆๆๆๆ
แต่อ่านแล้วซาบซึ้งครับผม และสะท้อนวิถีไทยหลายๆ อย่างๆ ได้ดีมากๆ เลยครับ เมื่อไหร่ปลาจะหันหัวกลับรังครับพี่ ทำให้นึกถึงแผนที่ปลา อีกแล้วครับพี่
ขอบคุณมากครับผม
สวัสดีจ๊ะเบิร์ด
วันที่พี่แอมป์กอดและหอมแก้มหลานตัวน้อยครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยความรักอย่างสุดซึ้งนั้น พี่แอมป์ไม่ได้พูดอะไรออกมา
ถ้าหากหัวใจพี่แอมป์พูดได้ ก็คงบอกหัวใจดวงน้อยของหลานว่า “ น้าแอมป์ขอโทษ... น้าแอมป์ขอโทษจริงๆนะจ๊ะ.... น้าแอมป์ขอโทษที่สุดเลยลูก...”
และวันนั้น พี่แอมป์ไม่ได้ร้องไห้
แต่วันนี้ พี่แอมป์อ่านความเห็นของเบิร์ดแล้วก็นั่งเงียบๆอยู่พักนึง
พี่แอมป์ไม่ได้ร้องไห้.....แต่น้ำตามันไหลเอง...... เพราะเบิร์ดพูดได้จับใจเหลือเกิน....
“ถ้าจะสัมผัสด้วยเหตุผลล้วนๆ” ก็คง “เหมือนกับเราเอาหินไปวางบนปีกผีเสื้อ..”
บางที...ถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้งและส่งตรงถึงใจเรานั้น ก็ทำให้เรารู้สึกสะเทือนใจด้วยความเข้าใจ และด้วยความเข้าใจนี้ จะทำให้”ใจ”ของเราละเอียดอ่อน
และพร้อมจะเข้าใจ “หัวใจ” ผู้อื่น ได้อย่างเข้าถึงใจเขามากขึ้นกว่าเดิม
ถ้อยคำทั้งหมดของเบิร์ด......สื่อความหมายจากใจถึงใจได้ละมุนละไมนัก และทำให้พี่เข้าใจความรักของผีเสื้อปีกบางมากขึ้น : )
วันนี้ พี่ได้”ผีเสื้อตัวน้อย”ของพี่คืนมาแล้ว และพี่ก็จะทะนุถนอมหัวใจดวงน้อยที่แสนงดงามและบอบบางของเขา ด้วยความรักทั้งหมดจากหัวใจของพี่
ขอบคุณเบิร์ดมากที่สุดเลยนะจ๊ะ : )
ขออนุญาตเรียกอาจารย์ตามน้องเบิร์ดนะคะ และรู้สึกขอบพระคุณมากที่อาจารย์แวะมาเยี่ยมบันทึก
ดิฉันเคยคิดว่าการมีห่วงผูกพันนั้นเป็นสุขในทุกข์ และการไม่มีห่วงผูกพัน แปลว่ามีทุกข์ในสุข และไม่ทราบจริงๆว่าที่คิดไปนั้น ถูกต้องตามภาวะที่เป็นหรือไม่
เมื่อแก่ตัวเข้า... ดิฉันก็ได้เห็นว่าห่วงนั้นอยู่ที่ใจ หากใจยังรู้สึกผูกมัดและห่วงหา ก็ได้เห็นว่านั่นแหละทุกข์
อย่างไรก็ตาม ดิฉันคิดว่าผู้มีครอบครัว จะได้โอกาสในการพัฒนาวุฒิภาวะทางจิตใจมากกว่าคนโสด เพราะได้สร้างห่วงผูกพันขึ้น และรับเอาผลโดยตรงอันเกิดจากห่วงผูกพันนั้น
คงเหมือนนักวิ่งในสนามกีฬา ย่อมได้รับเอาผลโดยตรงจากการวิ่งครั้งนั้นๆ โดยตนเอง ส่วนกองเชียร์ ก็รับเอาผลโดยอ้อม แต่ทั้งสองฝ่ายก็ยังคงเกี่ยวข้องกันโดยกระบวนการกีฬา
ดิฉันรู้สึกซาบซึ้งใจในเรื่องที่อาจารย์กรุณาเล่าให้ฟังนะคะ บางทีเราก็คงเลือกทุกอย่างให้เป็นอย่างที่ใจคิดไม่ได้ แม้ว่าเราจะได้บรรจงเลือกอย่างดีที่สุดแล้ว
เพราะทุกครั้งที่เราเลือก..... สิ่งที่เราไม่ได้เลือก.. จะติดมาด้วยเสมอ... แต่คุณค่าของสิ่งที่เราได้เลือกไป ก็อาจพอทดแทนกันได้ในสักวันหนึ่ง ดิฉันหวังอย่างที่สุดว่าน่าจะเป็นเช่นนั้น
(คือหลายๆครั้งดิฉันก็แอบเข้าข้างตัวเองว่าน่าจะเป็นเช่นนั้น) : )
ขอบพระคุณอาจารย์ที่แวะเข้ามาร่วมสนทนานะคะ ดิฉันชอบประเด็น มุ่งแต่เรียนวิชาทิ้งถิ่น ที่อาจารย์พูดถึงมากด้วย แต่หากตอบต่อ เกรงว่าจะถึงพรุ่งนี้เช้า เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องยาว จึงต้องตอบสั้นๆเพียงเท่านี้ก่อน (คือตอบอย่างสั้นของดิฉันก็ประมาณนี้นะคะ) : )
ขอบพระคุณมากอีกครั้งที่อาจารย์แวะมาและฝากข้อคิดที่ชวนให้ร่วมสนทนาด้วยอย่างยิ่งนะคะ
มากอดน้าแอมป์ อาแอมป์ที่น่ารักอีก 1 ทีแน่นๆนานๆค่ะ พี่โอ๋เป็นคนหนึ่งที่เคยไม่อยากมีลูก เพราะคิดว่าเด็กๆในโลกนี้ที่เราควรช่วยดูแลมีอยู่เยอะแยะแล้ว แต่โดนสะกิดใจจากคำพูดของพี่คนหนึ่งว่า หน้าที่ที่ธรรมชาติให้มาสำหรับผู้หญิงคือการมีลูก และต้องสร้างคนดีๆให้โลกนี้ต่อๆไป ทำให้ตัดสินใจมีครอบครัวเพื่อที่จะได้เป็นแม่ และบอกได้เลยว่า ตั้งใจไว้เกินร้อยค่ะว่า จะดูแลและอยู่กับลูกจนกว่าจะถึงเวลาที่เขาไม่ต้องการเราแล้ว ลูกคือคนสำคัญที่สุดในชีวิตพี่โอ๋ แต่เป็นความสำคัญแบบที่ีเราเป็นอิสระต่อกันนะคะ เขาเป็นตัวของเขาเอง แม่มีหน้าที่ดูแล สั่งสอนให้เขาคิดเป็น เราพยายามเป็นแม่แบบที่ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ และสิ่งสำคัญที่สุดที่พี่โอ๋ทำให้ลูกรู้ก็คือ แม่คือคนที่พร้อมจะอยู่กับเขาทุกโอกาสทั้งสุขและทุกข์ ยินดีรับฟังทุกเรื่องราว ทั้งผิดและถูก และแม่จะไม่บอกว่าถูก ถ้าลูกผิดแต่จะช่วยแก้ปัญหาถ้าลูกต้องการ
เด็กๆไม่ได้ต้องการวัตถุสิ่งของใดๆเลยค่ะ สิ่งที่สำคัญและมีค่ามากมายเสมอก็คือ ความรักความเข้าใจ และความมั่นใจว่าเขาเป็นที่รัก ที่ต้องการของพ่อแม่ หรือคนที่ดูแลเขา ครูดีๆก็ช่วยให้คนขาดพ่อแม่รู้สึกดีๆกับตัวเองและเป็นคนดีได้ต่อไป
ขอบคุณบันทึกดีๆที่อ่านแล้วทำให้หัวใจอ่อนโยน อยากให้ทุกคนที่มีเด็กเล็กๆใกล้ตัวได้อ่านค่ะ น้องแอมป์เป็นนักเขียนถ่ายทอดสิ่งที่คิดได้ดีเหลือเกินค่ะ
พี่โอ๋รู้สึกสะท้อนใจทุกครั้งที่เห็นครอบครัวที่ต้องทิ้งลูกเล็กๆให้คนอื่นเลี้ยง หัวใจดวงน้อยๆที่บอบช้ำนั้นเยียวยายากมากค่ะ โดยเฉพาะถ้าพ่อแม่ไม่สามารถสื่อสารให้ลูกมั่นใจได้ว่า พ่อแม่รักเขามากตลอดเวลาแม้อยู่ห่างกัน
สวัสดีด้วยความคิดถึงจ๊ะต้า
ขอบคุณที่ต้าแวะมาเยี่ยมนะจ๊ะ พี่แอมป์เพิ่งได้ปิดเทอมจริงๆ ก็เลยพอมีเวลามาโพสต์บันทึกและแวะไปสื่อสารกับพี่ๆน้องๆตามโอกาสอำนวย และอาทิตย์หน้าก็จะเปิดเทอมใหม่อย่างรวดเร็วอีกแล้ว สุดยอดจริงๆ.....
ขอบคุณมากที่ต้าเข้าใจความรู้สึกของพี่แอมป์นะคะ และพี่แอมป์ประทับใจเรื่องหลานของต้าจัง เขายังโชคดีนักนะคะ ที่มีต้าเป็นกำลังใจจนเติบใหญ่ และเมื่อต้า "ให้ความรัก ความเอ็นดูแก่ชีวิตเล็กๆเหล่านี้จนเขาแข็งแกร่ง" พี่ก็เชื่อว่าจิตใจของเขาก็จะอ่อนโยนในขณะเดียวกัน เพราะได้รับความรักจากต้าอย่างเต็มเปี่ยมแล้ว
และขอบคุณอีกทีที่ต้าให้กำลังใจพี่แอมป์เรื่องเขียนบันทึกนะคะ คือบางทีพี่แอมป์ก็ขำตัวเองที่เขียนอะไรยาวๆ แต่เวลาเขียนก็อยากเขียนให้ครบอย่างที่ใจคิด
.....ก็เลยย้าวยาวๆๆ เป็นขบวนรถไฟทุกทีอะค่ะ.....
ขอให้ต้าทำงานอย่างมีความสุข และพบแต่คนดี แม้จะได้พบคนแปลกหน้าในบางครั้ง ก็ขอให้เป็นคนดีนะคะ : )
สวัสดีค่ะน้องเม้ง
เม้งสบายดีนะคะ ส่วนพี่แอมป์สบายดี จนกระทั่งเม้งบอกว่านึกเห็นภาพพี่แอมป์กำลังกระโดดโลดเต้นเนี่ยแหละค่ะ นึกหวั่นๆเหมือนกันว่าถ้าใครมาเห็นพี่ตอนนั้นแล้วเขาจะยังเห็นพี่สบายดีอยู่รึปล่าว แต่เห็นหลานน้อยๆไม่ทักว่ากระไร ทั้งที่พี่ใช้มุกวนไปวนมาอย่างเม้งว่าน่ะแหละ พูดเหมือนตาเห็นเลย อิๆๆๆๆ
วิถีครอบครัวก็คือวิถีชีวิตดีๆนี่เองนะคะ ชีวิตไม่มีคำตอบสำเร็จรูป ครอบครัวก็ไม่มีคำตอบสำเร็จรูปเหมือนกัน แต่วิถีครอบครัวไทยโดยทั่วไปนั้นยังน่ารักนัก เพราะนอกจากพ่อกับแม่(และพี่น้อง)แล้ว ยังมีลุงป้าน้าอาปู่ย่าตายายยาวไปจนถึงทวดคอยรับไม้ต่อมือกันเป็นทอดๆ
.....วันใดก็ตามที่เราเห็นคุณค่าสายใยและหัวใจของความเป็นครอบครัว วันนั้นปลาก็จะหันหัวกลับรังกระมังคะ....
ขอบคุณที่เม้งแวะมายืนฟังพี่แอมป์บ่นเอ๊ยคุยค่ะ โฉมใหม่นี่ต้นไม้สีสดใสข้างหลังดูดีทีเดียวนะคะ อิอิอิ : )
สวัสดีด้วยความคิดถึงยิ่งค่ะพี่โอ๋
แอมแปร์ก็ขอกอดคุณแม่ที่น่ารักอย่างพี่พี่โอ๋สองทีนานๆด้วยค่ะ คือตอนนี้กลางคืน แอมแปร์ไม่เขินเลย : )
ความรักลูกอย่างสุดหัวใจของคนเป็นแม่นี่น่ารักจังเลยนะคะ เห็นทีไรมีความสุขทุกที การเลี้ยงลูกสมัยนี้แม้มิใช่เรื่องง่าย แต่หากคุณแม่(และคุณพ่อ)สอนให้ลูกคิดเป็น อย่างที่พี่โอ๋เล่า ดูแลและอยู่กับลูกจนกว่าจะถึงเวลาที่เขาไม่ต้องการเรา ลูกก็ย่อมมีภูมิคุ้มกันทางจิตใจอย่างดี และแกร่งพอที่จะก้าวออกไปเผชิญโลกภายนอกได้ในที่สุด
เขาไม่ต้องการเรา แปลว่าเขาไม่ต้องการให้เราปกป้องดูแลเขาอย่างใกล้ชิดทุกฝีก้าวอีกต่อไปแล้ว แต่เขายังต้องการให้เราอยู่แบบที่ทำให้เขา....."มั่นใจได้ว่า พ่อแม่รักเขามากตลอดเวลาแม้อยู่ห่างกัน"
สายใยของความเป็นครอบครัวนั้น เหนียวแน่นกว่าสายสัมพันธ์อื่นใด
ขอบพระคุณพี่โอ๋มากที่แวะมาทักทายด้วยความอบอุ่นเช่นเคยนะคะ แอมแปร์เห็นพยานยืนยันความอบอุ่นในครอบครัวพี่โอ๋แล้วก็ยิ้มชอบใจอยู่คนเดียว.....
......ตอนนี้ลูกชายตัวโตกว่าคุณแม่แล้วอะค่ะ.... : )
สวัสดีค่ะอ.ดอกไม้ทะเล ^ ^
ดีนะเนี่ยที่วนมาอ่านบันทึกเก่าใน planet ไม่งั้นล่ะอดอ่านบันทึกนี้แน่ๆ
ตัวเองก็มีหลานชาย ๒ คน (แต่ว่าเป็นป้าไม่ได้เป็นน้า อิอิ) รู้สึกรักเขาแบบนี้เหมือนกัน นี่ขนาดไม่ได้เลี้ยงแบบที่อาจารย์เลี้ยงนะคะเนี่ย แค่ไปเจอเขาทุกเสาร์หรืออาทิตย์เท่านั้นเอง
เมื่อกี้อ่านมาถึงตอนท้ายบันทึกที่เวลาหลานกอดเราแล้วเข้าใจถึงความรู้สึกดีเลยค่ะ เด็กจะรับรู้ได้ค่ะว่าใครรักเขามาก แล้วเขาจะตอบสนองกลับด้วยความรักและการแสดงออกแบบนี้ ทำให้เรามีกำลังใจ รู้สึกอยากทำอะไรๆ ให้เขามากขึ้นไปอีก ดีจังเลยค่ะ
ขอบคุณสำหรับบันทึกดีๆ นะคะ ^ ^
อ.หมู ลิงค์บันทึกนี้มาให้ต้อมอ่าน และพอได้มีเวลานั่งอ่านเงียบ ๆ ก็รู้สึกได้ว่า อ. รักหลานน้อยมากมายเพียงไหน
อ.เคยอ่านหนังสือ "พระจันทร์เสี้ยว" ของท่านรพินทรนาถ ฐากูร ไหมคะ? ท่านป็นปราชญ์นักเขียนชาวอินเดีย อยากให้ลองหามาอ่านค่ะ
สวัสดีค่ะอาจารย์กมลวัลย์
เมื่อคืนดิฉันอยู่ดึกไปหน่อยเลยตื่นสายไปนิด ตื่นปุ๊บก็รีบกระโจนไปอาบน้ำแต่งตัวอย่างเร็วไว แล้ววิ่งจู๊ดไปเสียบกุญแจ สตาร์ทรถอย่างคล่องแคล่ว
.... แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าวันนี้วันเสาร์....และเป็นวันปิดเทอม
.....สุดยอดอะค่ะ.... : )
ดิฉันเลยนั่งขำตัวเองอยู่พักนึง เพราะรู้สึกว่าได้เป็นครบทุกสถานภาพแล้ว ทั้งน้า อา ป้า และยาย
จะว่าไปแล้วนับตามศักดิ์ดิฉันก็มีหลานยายแล้วจริงๆ และดูตามเหตุการณ์เมื่อเช้า ดิฉันก็มีแววจะเป็นคุณยายเต็มขั้นได้อยู่ (โดยไม่ต้องรอให้หลานเลื่อนขั้นให้) อิอิ
ดีใจที่อาจารย์แวะมานะคะ การมีหลานนับเป็นลาภอันประเสริฐ : ) เด็กๆเป็นสิ่งมีชีวิตเล็กๆที่น่ารักนัก ถึงเขาจะดื้อจะซนบ้าง ก็เป็นไปตามธรรมชาติ คุณป้าอย่างเราก็สนุกรื่นเริงไปกับธรรมชาติของเขา เขาก็คงรู้ว่าเรารัก
"แล้วเขาจะตอบสนองกลับด้วยความรักและการแสดงออกแบบนี้ ทำให้เรามีกำลังใจ รู้สึกอยากทำอะไรๆ ให้เขามากขึ้นไปอีก" ใช่อย่างที่อาจารย์บอกเลยค่ะ
ขอบพระคุณที่อาจารย์แวะมาและทำให้วันหยุด ^ ^ (จริงๆ)วันนี้ เป็นวันที่มีความหมายดีๆอีกวันนะคะ .....
พี่แอมป์!!!!!!
เอาก้อนอะไรมาวางไว้ในคอมัท มันตันมันตี้นจนดันน้ำตาออกมาด้วย
มาทำท่า "กระโดดจึ๋งๆๆ ตั๊กแกจิ้งจก หรือ เป่าปากบรึ๋ดๆๆๆๆจนดูหน้าคล้ายๆกบ" ให้น้องดูเดี๋ยวนี้น้าาาา : )
ขอบคุณสำหรับบันทึกดีๆ(อีกแล้ว)ค่ะ ความคิดเห็นก็ดี พี่แอมป์ตอบก็ดี ขอบคุณมากๆค่ะ
"เขียนอย่างที่ใจคิด" นี่มันมีพลังอย่างนี้นี่เอง : )
พี่แอมป์ครับ
ผมเข้ามาอ่านบันทึกนี้หลายรอบด้วยกันครับ ได้ซึมซับเอาความละเอียดอ่อนที่พี่ถ่ายทอดมา ได้อารมณ์กรุ่นรัก จนล้นออกมาทางบันทึกพี่ช่างถ่ายทอดได้ละมุมละไมดีแท้
ความรัก ความผูกพัน เป็นความงดงามนะครับ เมื่อไหร่ก็ตามที่ใจกับใจเชื่อมกัน ความสุขระหว่างความสัมพันธ์ก็เพิ่มทวี
เด็กเหมือนผ้าขาว จิตใจที่ละเอียดบางครั้งเกินกว่าที่เราจะเข้าใจ ดังนั้นสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก จึงเป็นเหตุปัจจัยในการหล่อหลอมพวกเขาเสมอ
และเด็กทุกคนก็มีสิทธิ์ได้รับความรักความอบอุ่นเช่นนี้
ผมนึกไปถึงเด็กที่ด้อยโอกาส เด็กที่ถูกทอดทิ้งด้วยเหตุใดก็ตาม เขาจะต้องต่อสู้กับความโหดร้ายที่เขาประสบขนาดไหน
ผมสนใจงานด้านเด็กครับ หากมีโอกาสผมอยากจะทำงานที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ...ร่วมสร้างโลกที่สวยงามสำหรับพวกเขา หล่อหลอมพวกเขาเพื่อเป็นคนที่มีความสุข คนที่มีคุณภาพของสังคมเราต่อไปครับ
ขอบคุณพี่แอมป์มากครับ สำหรับบันทึกที่ดีบันทึกนี้
สวัสดีค่ะน้องต้อม
ขออนุญาตเรียกน้องต้อมและแทนตัวว่าพี่แอมป์เลยนะคะ พี่แวะไปบันทึกน้องต้อมหลายหนแล้ว โดยเฉพาะบันทึกคำสาปฟาโรห์ ชอบมากๆๆๆๆ แล้วก็ชอบ"หนังสือทำมือ" ของต้อมที่สุดเลยค่ะ แต่ยังไม่ได้ฝากรอยพิมพ์ไว้
พี่แอมป์เข้าไปบันทึกใคร เป็นได้เผลอพิมพ์ตอบยาวกว่าบันทึกเขาอยู่หลายหนจนอายเขาแล้วอะค่ะ : )
ขอบคุณที่น้องต้อมแวะมาเยี่ยมบันทึกนะคะ และขอบคุณมากสำหรับหนังสือแนะนำ พี่แอมป์เคยอ่านหนังสือ พระจันทร์เสี้ยว ตอนเรียนที่กรุงเทพฯ และชอบมากเลยค่ะ ดีใจจังที่น้องต้อมช่วยรื้อฟื้นความทรงจำ พี่ยังเสียใจอยู่เลยที่ไม่ได้ซื้อไว้
เดี๋ยวมีจังหวะต้องไปหามาไว้ข้างหมอนสักเล่ม อ่านก่อนนอนแล้วหลับฝันดี.....
ขอบคุณอีกทีที่น้องต้อมแวะมา และฝากขอบพระคุณไปถึงพี่หมูด้วยนะคะ ที่ลิงก์มาให้เราได้เจอกัน รู้สึกดีชะมัดอะค่ะ : )
สวัสดีด้วยความซาบซึ้งใจมากเลยค่ะ อ.มัท
บันทึกถึงหลานบันทึกนี้ทำให้พี่แอมป์กลายเป็นคนขี้แยไปได้ยังไงก็ไม่รู้.... ..
ฟังที่เบิร์ดพูดให้ข้อคิด (ได้อย่างนุ่มนวลน่ารัก)....พี่ก็น้ำตาไหล...... และแค่ อ.มัทขึ้นต้นพูดได้สองประโยค พี่แอมป์ก็น้ำตาร่วงอีกแล้ว....
พิมพ์ไปเช็ดน้ำตาป้อยๆไป เช็ดของพี่ที ...เช็ดให้น้องที.....
....โอ๋.... นิ่งนะจ๊ะคนดี.... : )
ขอกอดน้องสาวที่น่ารักของพี่แน่นๆสองทีเลยนะจ๊ะ ทำไมพี่โชคดียังงี้น้า
การที่ได้รู้จักคนที่มีจิตใจละเอียดอ่อนและเห็นคุณค่าที่ลึกซึ้งของความรัก แล้วยังส่งความรักเผื่อแผ่ไปยังผู้อื่นโดยไม่หวังอะไรตอบแทนด้วยนั้น พี่คิดว่าเป็นโชคดีที่สุดแล้วในโลกนี้......
ขอให้งานเสร็จไวๆแบบประทับใจโปรเฟสเซอร์เลยนะคะ อ.มัท : )
หนังสือ "พระจันทร์เสี้ยว" ของ ท่านรพินทรนาถ ฐากูร เป็นหนังสือเล่มโปรดอีกเล่มที่ต้อมแสนหวง หน้าปกเป็นสีน้ำเงิน มีรูปพระจันทร์เสี้ยวและดอกไม้ น่ารักดีค่ะ
ข้างในนั้นมีทั้งภาคภาษาอังกฤษและภาษาไทย แปลโดย นายแพทย์วิทูร แสงสิงแก้ว
ภาษาที่ใช้ก็แสนจะง่ายงาม และถ่ายทอดถึงความคิดของเด็กได้โดนใจ
ของต้อมมีหนึ่งเล่ม แต่ได้มอบให้พี่สาวจากโลกไซเบอร์คนหนึ่งไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว แล้วค่ะ เพราะหาซื้อเล่มนั้นจากที่ไหนไม่ได้เลย บอกพี่สาวคนนั้นไปว่า "ถ้าต้อมหาเล่มใหม่เจอ ต้อมจะเอามาแลกเล่มนี้คืนนะ" ^_^
สวัสดีสองครั้งในบันทึกเดียวกันเลยค่ะน้องเอก
วันนี้ญาติๆพี่แอมป์มาเต็มบ้าน พี่แอมป์วิ่งเข้าวิ่งออกหลายที และเน็ตก็เร้าใจดีมากค่ะ พี่บรรจงตอบความเห็นอย่างตื่นเต้นมาก เพราะไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทุกครั้งที่ลูกช้างคลิก.... : )
และรู้สึกขอบคุณน้องเอกชะมัดเลย เพราะเห็นรูปใหม่ของน้องเอกแท้ๆ ทำให้พี่แอมป์นึกได้อีกหนว่าเวลาตอบบันทึก อย่าลืมรูปเจ้าของความเห็นด้วย หลังจากที่ตอบท่านก่อนหน้าโดยลืมใส่รูปอีกแล้ว
เลยขออภัยท่านสุภาพสตรี ไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ : )
ตอนนี้พี่แอมป์หายตื่นเต้นแล้ว (คือว่าพี่ทำใจได้เร็ว) แต่เปลี่ยนเป็นรู้สึกดีใจมากแทน ที่ได้รู้ว่าน้องเอกสนใจงานที่เกี่ยวข้องกับเด็ก เลยไม่แปลกใจแล้วที่เด็กชายกาเบรียลตัวน้อยกล้าเข้าไปหยอกล้อและจี้เอวลุงเอกถึงในบ้าน
ขอบคุณมากๆที่น้องเอกแวะมาคุยกับพี่แอมป์อย่างอ่อนโยนเช่นเคย จิตใจที่อ่อนโยน อบอุ่น และนุ่มนวล สัมผัสความรักได้เช่นนี้ เด็กๆเขาสัมผัสได้นะคะ เด็กเล็กๆความรู้สึกไวกว่าผู้ใหญ่มากมายนัก
และพี่แอมป์ก็เชื่อว่าเมื่อถึงวันที่น้องเอกได้ทำงานที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ด้วยหัวใจที่อ่อนโยนของน้องเอก ก็จะทำให้เด็กๆได้เห็นโลกที่สวยงามและ"ใจดี"มากๆอยู่ตรงหน้า
.....แบบที่กาเบรียลตัวน้อยมองเห็นนะคะ .... : )
สวัสดีค่ะน้องต้อม
น่านเลย.... พี่นั่งนึกตั้งนานว่าใครแปลน้า ใครแปลน้า... กำลังจะคลิกกุ๊กเกิ้ลพอดีเลย ขอบคุณมากๆที่มาเฉลยให้พี่หายสงสัยนะคะ
พี่จะลองไปหาซื้อดู ได้ผลอย่างไรจะมาเล่าสู่กันฟังนะคะ : )