P สวัสดีค่ะอาจารย์เอกชัย

ขออนุญาตเรียกอาจารย์ตามน้องเบิร์ดนะคะ   และรู้สึกขอบพระคุณมากที่อาจารย์แวะมาเยี่ยมบันทึก

ดิฉันเคยคิดว่าการมีห่วงผูกพันนั้นเป็นสุขในทุกข์   และการไม่มีห่วงผูกพัน  แปลว่ามีทุกข์ในสุข   และไม่ทราบจริงๆว่าที่คิดไปนั้น  ถูกต้องตามภาวะที่เป็นหรือไม่    

เมื่อแก่ตัวเข้า... ดิฉันก็ได้เห็นว่าห่วงนั้นอยู่ที่ใจ  หากใจยังรู้สึกผูกมัดและห่วงหา  ก็ได้เห็นว่านั่นแหละทุกข์   

อย่างไรก็ตาม  ดิฉันคิดว่าผู้มีครอบครัว จะได้โอกาสในการพัฒนาวุฒิภาวะทางจิตใจมากกว่าคนโสด  เพราะได้สร้างห่วงผูกพันขึ้น  และรับเอาผลโดยตรงอันเกิดจากห่วงผูกพันนั้น  

คงเหมือนนักวิ่งในสนามกีฬา  ย่อมได้รับเอาผลโดยตรงจากการวิ่งครั้งนั้นๆ โดยตนเอง  ส่วนกองเชียร์ ก็รับเอาผลโดยอ้อม  แต่ทั้งสองฝ่ายก็ยังคงเกี่ยวข้องกันโดยกระบวนการกีฬา  

ดิฉันรู้สึกซาบซึ้งใจในเรื่องที่อาจารย์กรุณาเล่าให้ฟังนะคะ    บางทีเราก็คงเลือกทุกอย่างให้เป็นอย่างที่ใจคิดไม่ได้  แม้ว่าเราจะได้บรรจงเลือกอย่างดีที่สุดแล้ว
เพราะทุกครั้งที่เราเลือก..... สิ่งที่เราไม่ได้เลือก.. จะติดมาด้วยเสมอ...  แต่คุณค่าของสิ่งที่เราได้เลือกไป  ก็อาจพอทดแทนกันได้ในสักวันหนึ่ง  ดิฉันหวังอย่างที่สุดว่าน่าจะเป็นเช่นนั้น

(คือหลายๆครั้งดิฉันก็แอบเข้าข้างตัวเองว่าน่าจะเป็นเช่นนั้น) : ) 

ขอบพระคุณอาจารย์ที่แวะเข้ามาร่วมสนทนานะคะ  ดิฉันชอบประเด็น  มุ่งแต่เรียนวิชาทิ้งถิ่น   ที่อาจารย์พูดถึงมากด้วย  แต่หากตอบต่อ เกรงว่าจะถึงพรุ่งนี้เช้า  เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องยาว   จึงต้องตอบสั้นๆเพียงเท่านี้ก่อน (คือตอบอย่างสั้นของดิฉันก็ประมาณนี้นะคะ) : )

ขอบพระคุณมากอีกครั้งที่อาจารย์แวะมาและฝากข้อคิดที่ชวนให้ร่วมสนทนาด้วยอย่างยิ่งนะคะ