ใน บันทึกที่แล้ว ผมเล่าถึงข้อจำกัดของรูปและสาเหตุของพัฒนาการ "ภาษา" ของมนุษย์ครับ

เราพัฒนา "ภาษา" เพื่อลดปัญหา "ความคลุมเครือ" (ambiguity) ในการสื่อสาร และเพื่อเพิ่ม "ศักยภาพในการอธิบายความ" (expressiveness) ครับ

สำหรับนักวิชาการ (โดยเฉพาะนักวิชาการด้าน computer science/information science) แล้ว "ภาษา" ไม่ได้หมายถึงภาษาเขียนอย่างที่เราเห็นกันโดยทั่วไปแต่อย่างเดียวนะครับ "ภาษา" หมายถึง "notation" หรือสัญลักษณ์และสัญรูปที่เราใช้ในการสื่อสารกันทั้งหมด

นั่นคือในทางทฤษฎีทาง computer science/information science แล้ว "ภาษา" (อย่างที่คนทั่วไปรู้จักกัน) และ "รูป" ไม่ได้ต่างกันเลยครับ เราถือว่าต่างก็เป็น notations ทั้งคู่

นั่นคือ A diagram is a language. และ A language is a diagram. ไม่ต่างกันครับ

มาถึงตรงนี้คนที่พึ่งเรียนรู้ Universal Modeling Language (UML) ก็น่าจะตอบได้แล้วนะครับ ทำไม UML ที่เป็น "รูป" เห็นๆ อย่างนั้นถึงเรียกตัวเองว่าเป็น "ภาษา" ครับ

มนุษย์เราใช้ทั้ง "รูป" และ "ภาษา" ประกอบกันเพื่อการสื่อสารมาตลอดช่วงพัฒนาการของวัฒนธรรมของมนุษยชาติแล้วครับ เพราะ "รูป" และ "ภาษา" อย่างเดียวอย่างใดอย่างหนึ่งก็จะมีปัญหา ambiguity และ lack of expressiveness ทั้งคู่ครับ ดังนั้นมนุษย์เราต้องพยายามใช้ประกอบกันตลอดเวลา

บันทึกต่อๆ ไปจากนี้ผมจะใช้คำว่า diagram เป็นหลักนะครับ เพราะผมจะวิเคราะห์ "รูป" ที่มนุษย์ใช้ในศาสตร์ด้านต่างๆ นั้นเป็นอย่างไร รวมทั้งอธิบายถึงวิวัฒนาการพร้อมประโยชน์การใช้งานของแต่ละ diagram เพื่อการบริหารจัดการด้วยครับ แต่ในบันทึกนี้จะเป็นการทำความเข้าใจว่า diagram (หรือ "รูป") นั้นคือ "ภาษา" ไม่ได้ต่างกันครับ