ปวดศรีษะร้าวไปทั้งสองขมับ...คัดจมูกคอยจะจามบ่อยๆ สมองตื้อไปหมดคิดอะไรไม่ค่อยออกเอาเสียเลย

นี่เป็นอาการป่วยครั้งแรกในรอบหลายๆเดือนของผมปกติไม่เคยป่วยเลย แม้แต่เป็นหวัดก็ไม่เคย...

ครั้งนี้เห็นท่าไม่ได้การ ตอนแรกคิดว่าจะไม่ทานยาให้ร่างกายรักษาตนเองคงไม่ไหวเป็นแน่

ผมมานั่งคิด..เกี่ยวอาการที่ตนเองป่วย คือด้วยปัจจัยทั้งภายในและภายนอกเรา

ยิ่งช่วงนี้ต้องมานั่งเขียนรายงานวิจัยพร้อมกันสองโครงการที่พอกมาระยะหนึ่งก็ยิ่งทำให้เครียดมากยิ่งขึ้น อยากทำให้เสร็จเร็วๆกลับกลายเป็นว่าอาจจะช้าเพราะสมองตื้อคิดอะไรไม่ออก จากเดิมที่สมองมหัศจรรย์คิดเร็ว เขียนเร็วร่างกายคงต้องการพักผ่อน...และเตือนเรา

ศึกษาเรียนรู้แต่ข้างนอกแต่ลืมที่จะ เรียนรู้ ดูแลตนเอง อันนี้ต้องตระหนักเป็นเบื้องต้น  

มีครั้งหนึ่งเรากำลังจะจัดงานเสวนาเครือข่ายระดับภาคช่วงนั้นด้วยตนเองกรำงานรับหน้าที่เป็นพ่องานอย่างหนัก ทำผมรู้สึกให้มึนศีรษะ พร้อมกับปวดศีรษะเป็นพักๆ

น้องสาวนักวิจัยที่ทำงานด้วยกันบอกว่า

"พี่เอกอย่าป่วย นะถ้าพี่ป่วยเสียคน งานมีหวังล่มแน่ๆ"

"เอ...เป็นห่วงพี่หรือเป็นห่วงงานแน่นะ"ผมแกล้งแซวเธอยิ้มยิ้ม

"แหม!!พี่ก็ ...เป็นห่วงพี่นั่นหละ"เธอค้อนผมประหลับประเหลือก รีบตอบทันควัน  

เธอยิ้มๆ รีบหาน้ำอุ่นมาให้ผมทานยาแก้เก้อ

 

เอ...ผมมีสิทธิ์ป่วยหรือเปล่า น้อ...

 

ที่เขียนทำนองกึ่งเล่า กึ่งบ่นมาได้ย่อหน้าใหญ่ๆนี่  ก็เพียงอยากบอกให้คนทำงานทุกคนใส่ใจสุขภาพกันด้วยนะครับสุขภาพ"สำคัญที่สุดหากเราจะเป็นแรงสำคัญในการทำงานเพื่อสังคมเราเองต้องแข็งแรงทั้ง "ร่างกาย"และจิตใจ"

 

 

ให้กำลังใจทุกท่าน และให้กำลังใจตนเองครับ