สำหรับ “ปฏิเวธ” นั้นจะมีในเฉพาะผู้ปฏิบัติทางกายและจิตเท่านั้น หาไม่ได้จากตัวนักวิทยาศาสตร์ทั่วๆไป ไม่ว่าจะเป็น กาลิเลโอ นิวตัน หรือไอน์สไตน์ เพราะนักวิทยาศาสตร์จะใช้ “เครื่องมือวัด” แล้วใช้ความนึกคิดประเมินผลเอาจาก “ปริมาณ” ที่วัดได้นั้น

วันก่อนแวะอ่านบันทึกของอาจารย์กมลวัลย์รวมทั้งความคิดเห็นของเพื่อนๆ  มีข้อความหนึ่งกล่าวถึง ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ความจริงผมได้ให้ข้อคิดเห็นไปบ้างแล้วว่า จะว่าสำคัญก็สำคัญ จะว่าไม่สำคัญก็ไม่สำคัญ วันนี้ก็เลยอยากจะขยายความต่อนะครับ

 

ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ ได้ให้ความหมายของคำทั้ง ๓ คำไว้ดังนี้

ปริยัติ หมายถึง การเล่าเรียนพระไตรปิฎก

ปฏิบัติ หมายถึง การดำเนินการไปตามระเบียบแบบแผน การกระทำเพื่อให้เกิดความชำนาญ

ปฏิเวธ หมายถึง เข้าใจตลอด ตรัสรู้ ลุล่วงผลปฏิบัติ

 ฟังดูแล้ว ตามอักขระทุกคนจะเข้าใจได้ไม่ยากเลยใช่ไหมครับ แต่ทำไมบางครั้งจึงเกิดข้อถกเถียงมากมายระหว่าง นักปริยัติ กับ นักปฏิบัติ  ก่อนอื่นเรามาลองทบทวน พุทธประวัติ ดูดีไหมครับว่ามีความเป็นไปเป็นมาอย่างไร?  แล้วค่อยมาเปรียบเทียกับสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน... จะได้เข้าใจอะไรๆดีขึ้น 

 

เริ่มตั้งแต่พระพุทธองค์ออกบวช ศึกษากับอาจารย์ต่างๆจนจบหลักสูตร แต่ก็ยังไม่สามารถบรรลุธรรมได้ จึงทรงออกปฏิบัติแบบ ลองถูกลองผิด ด้วยพระองค์เอง สุดท้ายใช้เวลา ๖ ปีจึงตรัสรู้เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา หลังจากนั้นพระองค์ก็ได้ทรงเสด็จออกอบรมสั่งสอนสัตว์โลกทั้งหลายเพื่อให้ รู้จักทุกข์...เหตุแห่งทุกข์...วิธีดับทุกข์ และเข้าถึง นิพพาน และทรงกล่าวยืนยันว่า บุคคลที่ตั้งใจเจริญสติปัฏฐาน ๔ สามารถบรรลุธรรมได้อย่างช้าภายในเวลา ๗ ปี อย่างเร็วภายในเวลา ๗ วัน 

 

จะเห็นได้ว่าเฉพาะตัวพระพุทธองค์เองแล้ว มีเพียง ปฏิบัติ และ ปฏิเวธ เท่านั้น  แต่สำหรับเหล่าพุทธสาวกทั้งหลายต้องอาศัยคำสั่งสอนของพระพุทธองค์(ซึ่งเกิดจากประสบการณ์การปฏิบัติของพระพุทธองค์)เป็นแนวทาง ปฏิบัติ จึงจะเกิด ปฏิเวธ และคำสั่งสอนนี้เองปัจจุบันเรียกว่า ปริยัติ 

 ในสมัยพุทธกาลพระพุทธองค์ไม่ทรงเน้นเรื่องปริยัติมากนัก แต่จะทรงเน้นให้ปฏิบัติมาก  ผมพอมีตัวอย่างยืนยันเรื่องนี้ด้วยนะครับ ไม่ได้พูดเอง  เรื่องมีอยู่ว่า ในสมัยนั้นมีภิกษุรูปหนึ่งชื่อโปฐิละ ถือได้ว่าเป็นพหูสูตรูปหนึ่ง  เพราะมีความสามารถจดจำคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ได้มาก แต่ไม่เคยลงมือปฏิบัติเลย  ความจริงพระโปฐิละได้สั่งสอนลูกศิษย์จนสำเร็จอรหันต์หลายรูป  แต่พระพุทธองค์ไม่ทรงโปรด  และทรงกล่าวตำหนิพระโปฐิละว่าเป็น ใบลานเปล่า  ในที่สุดพระโปฐิละก็คิดได้  ปฏิบัติจนสำเร็จอรหันต์ 

 

ในปัจจุบัน ภิกษุส่วนใหญ่จะเป็นพระ ใบลานเปล่า (ฆราวาสก็เช่นกันนะครับ...ไม่ใช่มีแต่พระ) เพราะกระแสสังคมเป็นเช่นนั้น ทั้งทางโลกและทางธรรม ชอบเอากระดาษมาโอ้อวดกัน ใบประกาศนียบัตรเอย...ปริญญาบัตร(ตรี-โท-เอก)เอย....เปรียญธรรมเอย...ไม่สนใจความรู้(แจ้ง)ที่ซ่อนอยู่ภายใน

 

ภิกษุส่วนน้อยที่เน้นการปฏิบัติมากกว่าการเล่าเรียนปริยัติก็พอมีให้เห็นครับ ขอยกตัวอย่างหลวงปู่บุดดา ถาวโร แห่งวัดกลางชูศรี อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี (ละสังขารตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๗) หลวงปู่ท่านเป็นพระสุปฏิปันโน ปฏิบัติธรรมธุดงค์องค์เดียวด้วยความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวจนสามารถบรรลุธรรมภายในพรรษาที่ ๔  ในประวัติไม่พบว่าหลวงปู่ท่านจบนักธรรมตรีด้วยซ้ำไป(ต้องกราบขออภัยล่วงหน้า ถ้าหากว่าข้อความดังกล่าวผิดพลาด)

 

ครั้งหนึ่งหลวงปู่บุดดาท่านรับนิมนต์เทศน์คู่กับท่านเจ้าคุณเปรียญธรรม ๘ ประโยครูปหนึ่ง ท่านเจ้าคุณถามหลวงปู่ว่าจะเทศน์เรื่องอะไร? หลวงปู่ตอบว่า จะเทศน์เรื่อง ความโกรธ ท่านเจ้าคุณรูปนั้นคงอยากจะลองภูมิหลวงปู่ จึงถามว่า หน้าตาตัวโกรธเป็นอย่างไร?  หน้าตัวโกรธเหมือนหน้าส้นตีนไงล่ะ  หลวงปู่ตอบ  เท่านั้นแหละ ท่านเจ้าคุณโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง และไม่ยอมเทศน์กับหลวงปู่  หลวงปู่ท่านต้องเทศน์รูปเดียวจนจบแล้วจึงไปกราบขอขมาท่านเจ้าคุณ และได้อธิบายให้ท่านเจ้าคุณเข้าใจว่า ตัวโกรธมันเป็นอย่างนี้เอง มันหน้าแดงๆนี่แหละ มันเทศน์ไม่ได้ คอแข็ง ตัวโกรธสู้เขาไม่ได้ ขึ้นธรรมมาสน์ก็แพ้เขา

 

ความสำคัญของ ปริยัติ จึงเป็นเพียง แนวทาง ให้นักปฏิบัติไม่ต้อง เสียเวลา ลองผิดลองถูกแบบพระพุทธองค์  ซึ่งก็มีปรากฏให้เห็นในสมัยพุทธกาลว่าพุทธสาวกหลายรูปสามารถบรรลุธรรมได้ภายในระยะเวลาอันสั้น

 

สำหรับ ปฏิเวธ นั้นจะมีในเฉพาะผู้ปฏิบัติทางกายและจิตเท่านั้น หาไม่ได้จากตัวนักวิทยาศาสตร์ทั่วๆไป ไม่ว่าจะเป็น กาลิเลโอ นิวตัน หรือไอน์สไตน์ เพราะนักวิทยาศาสตร์จะใช้ เครื่องมือวัด แล้วใช้ความนึกคิดประเมินผลเอาจาก ปริมาณ ที่วัดได้นั้น  ผมมีตัวอย่างที่ไม่เคยลืมเลือนเลยเรื่องปฏิเวธจะเล่าให้ฟังครับ

 ตอนที่แตงโมเล็กๆ(ลูกชาย)อายุยังไม่ถึงขวบ  เช้าวันหนึ่งผมอุ้มแตงโมนั่งตัก มือหนึ่งก็ถือถ้วยกาแฟร้อนๆขึ้นจิบ มือหนึ่งก็จับตัวเขาเอาไว้  แตงโมซนมาก  พยายามที่จะไขว่คว้าถ้วยกาแฟให้ได้  ทีแรกผมก็ถือถ้วยกาแฟหลบหลีกมือน้อยๆของแตงโมไปมา   แต่แตงโมก็ยังไม่ละความพยายาม  จะจับให้ได้  ในที่สุดผมก็คิดออกว่าจะทำอย่างไรกับ"แตงโม"ดี  เลยให้ แตงโมจับถ้วย  แต่โดนแบบเฉียดๆนะครับ(เดี๋ยวหาว่าผมใจร้าย)   ปรากฏว่าได้ผลเกินคาด  แตงโมหดมือกลับทันที   ผมลองเอาถ้วยกาแฟยื่นให้ใหม่  คราวนี้ แตงโมต้องเป็นฝ่ายหลบหลีกถ้วยกาแฟเสียเอง  เพราะ แตงโมเกิดปฏิเวธในการสัมผัสถ้วยกาแฟร้อนๆแล้ว  วันต่อๆมาผมก็ลองเอาถ้วยกาแฟยื่นให้อีก แต่แตงโมยังคงจำได้  ไม่กล้าแตะถ้วยกาแฟอีกเลย  ถ้าเป็นนักวิทยาศาสตร์  คงทำได้แค่เอาเทอร์โมมิเตอร์จุ่มดู  แล้วก็อาจจะร้องบอกว่า ร้อน ๗๐ องศาครับ   ไหนเลยจะเกิดปฏิเวธแบบแตงโม