ฟัง

 

          เมื่อครั้งยังเล็กๆ   ครั้งหนึ่ง   ในชั่วโมงอะไรสักอย่าง  คุณครูตั้งคำถามว่านักเรียนชอบดอกไม้อะไรมากที่สุดและให้บอกเหตุผลมาด้วย  เพื่อนๆต่างเลือกชื่อดอกไม้ที่ชอบมาตอบกันอย่างสนุกสนาน  จนกระทั่งคุณครูเดินมาหยุดตรงหน้าดิฉัน และถามว่า หนูชอบดอกอะไร? 
         ดิฉันตอบครูเสียงดังฟังชัดว่า  "หนูชอบดอกไม้ทะเลค่ะ"

        เพื่อนๆทุกคนนั่งเงียบกริบ      ในขณะที่ดิฉันนั่งก้มหน้า   นึกในใจว่า “ไม่น่าเลยตู”

         คุณครูมองหน้าดิฉัน   แล้วพูดเน้นเสียงเรียบๆว่า      "ไม่ได้ฟังที่ครูพูดหรือ  ไหนบอกครูใหม่ซิคะ  หนูชอบ "ดอกไม้" อะไร?

        สัญชาตญาณบอกดิฉันให้ตอบครูไปว่า        "ชอบดอกมะลิค่ะ"  

        จากนั้นการเรียนการสอนก็ดำเนินต่อไปตามปกติ   ทุกคนต่างสนุกสนานกันต่อไป

        ดิฉันออกจะเสียดายอยู่บ้างที่ไม่ได้เล่าให้ครูและเพื่อนฟังว่าโลกของดอกไม้ใต้น้ำนั้นสวยงามเพียงไหน  ดิฉันอยากเล่าครูให้ครูและเพื่อนๆฟังว่าได้อ่านหนังสือฝรั่งที่มีภาพสวยๆของดอกไม้ทะเล  และปะการังที่สีสวยสดกว่าในห้องสมุด  คนฝรั่งเอามาให้ดู  วันนี้หนูได้คุยกับคนฝรั่งตัวโต  ทำไมคนฝรั่งต้องไว้เคราด้วยก็ไม่รู้.....

        แต่ไม่เป็นไร วันนี้ครูคงยังไม่อยากฟัง....คำตอบที่ครูต้องการฟังวันนี้  คือดอกไม้ “ที่อยู่บนดิน”

        .....บางทีครูอาจอยากฟังเรื่อง ดอกไม้ใต้น้ำ วันหลังก็ได้  ดิฉันปลอบใจตัวเองอย่างนั้น....

         อีกคราวหนึ่งที่คุณครูให้เลือกสีที่ชอบที่สุด  เพื่อจะจัดกลุ่มนักเรียน  คุณครูตั้งถามอย่างรื่นเริง บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยความสนุกสนาน   คุณครูไล่ถามเพื่อนมาทีละคน  จนมาถึงดิฉัน

         ดิฉันลุกขึ้นยืนตอบอย่างตรงกับหัวใจตนเองที่สุดว่า
                                       
                                        "หนูชอบสีรุ้งค่ะ" 

          บ้านดิฉันอยู่ติดภูเขาเขียวชอุ่ม  และฟ้าสีเทาครามนั้นสวยเหลือเกินในวันฝนตกพรำๆ       ภาพรุ้งกินน้ำพาดโค้งฟ้าหลังฝนนั้นสวยงามนัก  ดิฉันกำลังอ้าปากจะเล่าต่อว่าเพราะอะไรดิฉันจึงชอบสีรุ้ง

          คุณครูยิ้มให้อย่างใจดี  และย้ำว่า      "ฟังนะคะ  ครูให้ดูสีในกล่องดินสอสี  และให้หนู  “เลือก”  สีที่ชอบที่สุดมาสีหนึ่ง"

          ดิฉันตั้งใจฟังครู   และตัดสินใจเลือกสีชมพู  เพราะต้องเลือกเท่าที่มีให้เลือกตรงหน้า(ตามที่ครูสั่ง)     ความตั้งใจที่จะเล่าเรื่องรุ้งกินน้ำแสนสวยสองตัวให้ครูฟัง   สลายวูบไปในทันใด 
          แต่ยังไม่เสียกำลังใจ  เพราะเริ่มเข้าใจสถานการณ์ชีวิตของตัวเอง 

         จากวันนั้นเป็นต้นมา   ดิฉันเริ่มปรับตัวได้มากขึ้น   ทุกๆวันที่ไปโรงเรียน   ดิฉันจะนั่งลงอย่างสงบเสงี่ยม  ในกล่องสี่เหลี่ยมที่เรียกว่าห้องเรียน   และเรียนรู้ที่จะ”ฟัง” ครูแต่เพียงอย่างเดียว     เหมือนเพื่อนคนอื่นๆ     อย่างนักเรียนที่ดีพึงทำ

         หากหัวใจเล็กๆของดิฉัน ยังคงเต็มไปด้วยคำถามและความสงสัยเหมือนเดิม  .... กลับมาบ้าน  พ่อกับแม่ก็ทำงานยุ่งนัก  การทำงานที่เดียวกันทำให้เกิดข้อขัดแย้งได้ง่าย  และบางทีก็ติดมาถึงบ้าน  ดิฉันเห็นความรักความอบอุ่นในครอบครัว  ขณะเดียวกันก็เห็นความไม่เข้าใจกันด้วย  เพราะลืมที่จะ “ฟัง” กัน

         ดิฉันเคยสงสัยนักว่า  การที่คนสองคนจะหยุด เพื่อที่จะฟังกันด้วยความรักนั้น  ยากเย็นมากหรือ   ต่อเมื่อโตขึ้นพ่อแม่อธิบายให้ฟัง ดิฉันจึงได้เข้าใจ  การอยู่ร่วมกันของคนสองคนนั้นไม่ง่ายเลย   ให้ดิฉันรับมือกับเด็กดื้อทั้งโรงเรียน  ก็ยังจะง่ายกว่า  เพราะเราไม่มีภาระผูกพัน
        แม่บอกอย่างคนที่ผ่านโลกมา จนถึงวันที่เข้าใจโลกแล้วว่า   " ไว้ถึงวันของลูกแล้วจะรู้เอง..."

        ต่อมาอีกไม่นานนัก เมื่อโตขึ้นมาอีกนิด   ดิฉันก็ได้เห็นคำตอบอะไรบางอย่าง ในอีกมุมมองหนึ่งของการฟัง    เมื่อเพื่อนคนหนึ่งถูกเพื่อนตัวโตโกรธ     เพื่อนที่ตัวโตก็สั่งให้เพื่อนทุกคนเดินเรียงแถวเข้ามาหยิกเพื่อนคนนั้น  ......และเพื่อนคนอื่นๆก็เดินเรียงแถวเข้าไปหยิก 

         ดิฉันสงสัยเพื่อนๆทุกคน  ที่กำลังเดินเรียงแถวเพื่อเข้าไปหยิกเพื่อนที่น่าสงสารคนนั้น  ตามที่เพื่อนอีกคนหนึ่งสั่ง    ดิฉันไม่รู้ว่าเพื่อนคนนั้นผิดอะไร    และคิดว่าการกระทำนี้ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง  เพื่อนตัวโตโกรธคนเดียว  คนอื่นไม่ได้โกรธ  แล้วทำไมคนอื่นต้องไปหยิกเขาด้วย   ดิฉันจึงยืนเฉยไม่ยอมหยิก... 

        เพื่อนตัวโตขู่ว่าถ้าไม่หยิก  เขาจะโกรธดิฉันด้วย  ......ดิฉันยังยืนกระต่ายขาเดียวส่ายหน้าว่าไม่... 

        เพื่อนตัวโตจึงสั่งให้เพื่อนๆเดินเรียงแถวกันมาหยิกดิฉันด้วย
        ดิฉันอยากถามครูเหลือเกิน  แต่ก็ไม่กล้า  เดี๋ยวเพื่อนจะหาว่าฟ้อง  และดิฉันก็จะโดนหยิกอีก ...

         ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกในชีวิต ที่ดิฉันรู้สึกสงสัยในตัวเพื่อนมนุษย์  ดิฉันไม่ได้กลัวการหยิก หรือการถูกหยิก   ดิฉันไม่สนใจที่จะตอบโต้ใครด้วยกำลังกาย   และ ณ วันนั้น ดิฉันได้พิจารณาเห็นแล้วว่า แค่หยิกน่าจะยังไม่ถึงที่ตาย  (สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดของดิฉันออกจะเชื่องช้าอยู่บ้าง)

         แต่ดิฉันกลัวอะไรบางอย่าง….  ที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจทำร้ายผู้อื่น  เป็นการตัดสินใจที่ไม่ต้องการฟังเหตุผลใดๆ  นอกจากทำตามๆกันไปอย่างนั้น  

         มนุษย์ตัวเล็กๆที่อยู่ตรงหน้าดิฉัน  กำลังทำร้ายผู้อื่น “ตามๆกันไปอย่างนั้น”

         ดิฉันได้คำตอบชีวิตอย่างสำคัญว่า   บางครั้งมนุษย์ก็ทำร้ายมนุษย์ด้วยกันได้อย่างไม่มีเหตุผล  และจะไม่ฟังเหตุผลใดๆ    เพราะเขาไม่เคยเรียนรู้ที่จะ”ฟัง” 

        และที่น่ากลัวลึกซึ้งกว่านั้น   คือเรียนรู้ที่จะ”เชื่อฟัง” เพียงอย่างเดียว โดยไม่เคยตั้งข้อสงสัย   ไม่เคยตั้งคำถามเอากับ “คนที่เราเชื่อฟัง”  เลย

        การเชื่อตามๆกันมาโดยไม่รู้จักตั้งคำถามนั้น  ทำให้มนุษย์ไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมที่จะเปรียบเทียบ  
          
        การตั้งต้นเชื่อเอาด้วยฐานความรู้เพียงชุดเดียว เป็นความไม่รู้ที่น่ากลัวที่สุด    หากเราเชื่อว่าตรงกันว่าในโลกนี้ไม่มีความรู้สมบูรณ์แบบ

         นึกแล้วขำที่พ่อพูดทุกที  พ่อบอกว่ามนุษย์ทุกคนต้องมีความเชื่อ (ดิฉันกำลังอ้าปากจะเถียง) พ่อก็บอกว่า แม้แต่คนที่ไม่เชื่ออะไรเลย  ก็ยังเชื่อว่า ตัวไม่เชื่ออะไรเลย....  ดิฉันก็เลยพูดไม่ออก.. 

         เมื่อครั้งที่อยู่ชั้นประถมปลาย    มีกระแสความเชื่อเรื่องหนึ่งที่นึกแล้วดิฉันยังขำจนบัดนี้  เพราะดิฉันไม่รู้ที่มา  แต่เห็นที่ไป  มันไปทุกที่จนถึงโรงเรียนดิฉัน  ตอนนั้นต่างก็เชื่อกันว่าหากกินไข่ต้ม และแตงโมจะทำให้เกิดโรค  "หด" 

         ความเชื่อนี้ เป็นกระแสที่แรงกล้า   จนแม้แต่หนังสือพิมพ์ยังเอา”ข่าว”มาลง

        คำว่า  “ต่างก็เชื่อ” จะเป็นใครบ้างดิฉันก็สุดรู้  แต่ที่แน่ๆคือเพื่อนดิฉัน ได้เชื่อเข้าไปเต็มที่แล้ว      ทุกวันเพื่อนๆจะพูดกันเรื่องนี้     และจะกระซิบกระซาบจนดูน่ากลัวยิ่งขึ้นเมื่อเดินผ่านรถขายผลไม้      นัยว่าพูดดังๆไม่ได้เดี๋ยวจะมีอาถรรพ์  คนที่พูดกัน อาจ "หด"ได้ 

         ดิฉันคิดสงสัยในใจเงียบๆมานาน  จนเย็นวันหนึ่งก่อนกลับบ้าน พ่อกับแม่มารับช้า ดิฉันหิวจนทนไม่ไหวจึงเดินนิ่งๆไปที่รถขายผลไม้   แล้วสั่งแตงโมแดงสดหวานฉ่ำมาหนึ่งซีก และนั่งลงกินอย่างเอร็ดอร่อยใต้ต้นไม้ใกล้ๆกันนั้น 

                       ....ต่อหน้าเพื่อนๆที่ยืนมองกันอย่างตกตะลึง...

         เพื่อนบางคนทักว่า “เธอกินทำไม  ไม่กลัวหดหรือ”
         บางคนก็กระฟัดกระเฟียดบอกแก่กันว่า "ดูซิเธอ.... ห้ามแล้วก็ยังไม่ฟัง" 

         ดิฉันส่ายหัว  ก้มหน้าก้มตากินแตงโมจนเสร็จ   แล้วลุกขึ้นยืนปัดกระโปรง  ท่ามกลางเสียงซุบซิบของเพื่อนๆ  ที่จ้องมองดูดิฉันอย่างตั้งใจ 

         ดิฉันก็ตั้งใจเหมือนกัน  และตั้งใจเงียบๆมาหลายวันแล้ว  ในความกลัวอยู่บ้างนั้น ดิฉันมีความสงสัยอยู่อย่างแรงกล้า   ตอนนั้นคิดบ้าบิ่นแบบเด็กๆว่า

                                           “หดเป็นหดกันฉิวะ” 

                                            แต่มันก็ไม่ยักกะหด...

         ครั้นเพื่อนๆเห็นประจักษ์แก่ตาว่าดิฉันยังมีทุกอย่างเท่าเดิม ครบถ้วนสมบูรณ์ดี    ก็ออกจะเลื่อมใสในผลการทดลองแบบต่อหน้าต่อตา    ป้าแม่ค้าบอกว่านับแต่วันนั้นแตงโมขายดีขึ้น  เจอดิฉันทีไรป้าแกแถมให้ทุกที

         ดิฉันได้ข้อสรุปเมื่อโตขึ้นอีกนิดว่า   เรื่องบางเรื่องที่สื่อสารด้วยการฟังเขาเล่าต่อๆกันมานั้น  อาจเป็น"ความเชื่อ" มิใช่ความจริง   เราต้องมีวิธีพิสูจน์ความจริง  เพื่อให้เรารู้เท่าทัน

         และการพิสูจน์ความจริง  เพื่อให้เรารู้เท่าทัน      ...บางครั้งเราอาจต้องเอาตัวเข้าแลก….

 

         เมื่อถึงวันดิฉันได้มาเป็นครู     และมีโอกาสมายืนหน้ากล่องสี่เหลี่ยม     ดิฉันจึงพร้อมที่จะทดแทนทุกอย่างที่ดิฉันเคย "ขาด" ไป      บทเรียนจากการ “ฟัง” และ”ไม่ฟัง”  ทำให้ไม่เข้าใจ    หรือไม่รู้เท่าทัน  โดยปริบทต่างกรรมต่างวาระนี้ยังติดอยู่ในใจเสมอ 

         ดิฉันจึงตั้งใจฝึกเด็กๆสุดชีวิต  ด้วยความรักสุดหัวใจ   โตขึ้นเขาจะได้ไม่ฉลาดน้อยเหมือนดิฉัน

         ดิฉันจะบอกพวกเขาทุกครั้งว่า "จงเป็นตัวของตัวเอง..  เพราะครูก็จะเป็นตัวของครูเองเหมือนกัน"

         แล้วดิฉันก็จะ "คุย"  กับพวกเขา  แบบคนธรรมดาหนึ่งคน  กำลังคุยกับคนธรรมดาอีกหนึ่งคน...
  
         พวกเด็กๆดูเหมือนจะเข้าใจ...  แล้วเราก็ ผลัดกัน" คุย"   ผลัดกัน “ฟัง”  อย่างสนุกสนานดี 
 
         ดิฉันได้พบด้วยตนเองว่า   บางครั้ง...  เด็กเล็กๆที่โดดเดี่ยวบางคน  อยากเดินเข้ามาเล่าเรื่องที่เขาไม่มีโอกาสเล่าในห้องเรียน         เรื่องที่เขาเล่าไม่จำเป็นต้องเหมือนที่ดิฉันอยากได้ยิน

         หรือบางที...  เด็กโตๆบางคน    อยากเดินเข้ามาพูดเรื่องที่เขาไม่มีโอกาสพูดที่บ้าน    เรื่องที่เขาพูดไม่จำเป็นต้องเหมือนที่ดิฉันอยากให้พูด

          ดิฉันจะยิ้มให้เขา.....คุยกับเขา   หรือปล่อยให้เขาเล่า..อย่างเป็นตัวของเอง      และเรียนรู้ที่จะ   ..."ฟัง"....  ด้วยความรัก ....

                                              

                                 ...  อย่างตั้งใจ ...

----------------------------------------------------------------------------------------

หมายเหตุ

เรื่องต่างๆ ที่เล่าไว้บทความนี้ ดิฉันเขียนในใจไว้นานมากแล้ว  และมาเขียนไว้อีกทีเมื่อได้อ่านบันทึกเรื่อง

ฝึกตั้งคำถามต่อแนวคิด และค่านิยมเดิมที่มีอยู่รอบตัวเรา...

ของ อาจารย์ดร. บัญชา ธนบุญสมบัติ   และประทับใจในความเป็นคุณพ่อที่น่ารักของอาจารย์   ดิฉันตามอ่านบันทึกของท่านอย่างมีความสุขทุกบันทึก  แต่ยังไม่มีโอกาสได้โพสต์  จนกระทั่งได้อ่านบันทึกต่างๆ ของ อาจารย์คุณหมอ  Phoenix   และรู้สึกดีใจมากที่ท่านเข้าใจเรื่องการ "ฟัง" ด้วยหัวใจ  อย่างลึกซึ้ง  ชัดเจน  และมีหลักการ  ดังตัวอย่างที่ท่านได้โพสต์ความเห็นไว้ในบันทึกเรื่อง 

สภาการศึกษา G2K : ไวรัสร้ายที่ทุกคนต้องระวัง "ภูมิคุ้มกันชุมชนบกพร่อง"

ของน้องเม้ง  ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจอย่างสำคัญอีกคนหนึ่ง ทีนี้ดิฉันก็คงต้องกล่าวถึง น้องเบิร์ด เป็นการสืบเนื่อง  และพาดพิงไปถึง พี่โอ๋-อโณ  กับ อ.มัทนา    คุณ k-jira  และพี่น้องทั้งหลายใน G2K ที่มิได้เอ่ยนาม  ซึ่งต่างก็เป็นแรงบันดาลใจให้แก่กัน  จนกลายเป็นบันทึกนับร้อยนับพันในแต่ละวัน   อันนี้ก็ต้องพาดพิงเรียนถามท่านอาจารย์ Beeman อีก  

ถ้าจะกล่าวถึงทุกท่านให้ครบ   คงต้องขอเซิร์ฟเวอร์ท่านอาจารย์ธวัชชัยเพิ่มอีกเครื่องอะค่ะ  : )