วิถีชีวิตที่เป็น "พลังการผลิต" เป็นแหล่งที่มาแห่งปัจจัยสี่เพื่อการดำรงอยู่ของมวลมนุษย์ เป็นวิถีชีวิตที่ต่ำต้อยและน่ารังเกียจกระนั้นหรือ

๑) เป็นลูกชาวนาที่เป็นคนดี

หรือ ๒) เป็นลูกรัฐมนตรีที่คอรัปชั่น

ไหนใครเลือกข้อ ๑ ยกมือค่ะ

แล้วใครเลือกข้อ ๒ บ้างคะ ยกมือค่ะ 

เป็นคำถามที่เราตั้งให้ลูกศิษย์แสดงความเห็น....ในชั้นเรียนรายวิชาเดิม

ลูกศิษย์ส่วนใหญ่ยกมือเลือกข้อ(๑) ขณะที่บางคนยกมือเลือกข้อ (๒) เราให้ตัวแทนลูกศิษย์ทั้งสองกลุ่มมายืนข้าง ๆ เราหน้าชั้นเรียน แล้วให้ลูกศิษย์อธิบายว่าทำไมจึงเลือกเช่นนั้น

ชาวนาถึงจะจน ก็ไม่เคยทำให้ใครเดือดร้อนครับ...

จนแล้วลำบากนะ

ลำบากก็ไม่เป็นไรครับ ความสุขอยู่ที่ใจครับ...ฯลฯ

...................

เป็นลูกรัฐมนตรีรวยครับ รวยแล้วสบายครับ...

แล้วพ่อโกงล่ะ ไม่อายหรือที่มีพ่อขี้โกง

พ่อก็ส่วนพ่อ ผมก็ส่วนผม...ไม่เกี่ยวกันครับอาจารย์...ฯลฯ 

เราใช้เวลาของชั่วโมงเรียนนับต่อจากนั้นอธิบายถึงความสำคัญของภาคการเกษตรที่มีต่อการพัฒนาประเทศ... ความสำคัญของพี่น้องเกษตรกรที่มีต่อการดำรงอยู่ของผู้คนในภาคส่วนอื่น ๆ ของสังคมไทย...  

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ลูกศิษย์ของเราเลือกที่จะเป็นลูกรัฐมนตรีมากกว่าที่จะเป็นลูกชาวนา แม้คุณค่าของชาวนาที่เป็น คนดี จะมีมากกว่ารัฐมนตรีที่ คอรัปชั่น ก็ตาม การเกิดและเติบโตท่ามกลางสังคมที่ให้ความสำคัญด้านวัตถุ สังคมที่ละเลยและทำลายฐานคิดทางคุณค่าและจิตวิญญาณ ทรัพย์สมบัติและความมั่งคั่งที่ถูกแลกด้วยค่าของความเป็นมนุษย์ การเปลี่ยนผ่านจากสังคมเกษตรสู่สังคมอุตสาหกรรมภายใต้กระบวนทัศน์การพัฒนากระแสหลัก ได้สร้างความอ่อนแอ สร้างปัญหาและวิกฤติให้แก่ผู้คนในสังคมทั่วโลกมาแล้วมากมายนับไม่ถ้วน ไม่เว้นแม้แต่ในประเทศที่เรียกกันว่าประเทศที่ พัฒนาแล้ว  

สมัยที่เรียนอยู่ฝรั่งเศส ได้วิวาทะเรื่องทางเลือกในการพัฒนาทั้งกับ Professor และกับเพื่อน ๆ หลากหลายเชื้อชาติ จำได้ว่า Herve เพื่อนรักเรา (เป็นลูกเกษตรกร เกิดที่เมือง Tours ในเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำ Loire พื้นที่เพาะปลูกธัญพืชที่สำคัญแห่งหนึ่งของฝรั่งเศส ปัจจุบันนี้ Herve เป็นอาจารย์สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัย Sorbonne กรุงปารีส) เคยเล่าให้เราฟังว่า แม้ในประเทศฝรั่งเศสซึ่งมีการปฏิวัติเพื่อปลดปล่อยพันธนาการทางชนชั้น เป็นประเทศต้นแบบของสังคมที่มีฐานคิดที่เข้มแข็งในด้าน อิสรภาพ เสรีภาพ และภราดรภาพ  แต่ วิถีของคนเกษตร ก็ยังมิได้รับการยกย่องให้เกียรติในสังคมฝรั่งเศสเท่าที่ควร เพื่อนเล่าให้ฟังว่า สมัยเมื่อยังเด็ก ขณะกำลังช่วยพ่อทำงาน แม่ให้ไปซื้อขนมปังที่ร้านในเมือง สายตาของคนที่ร้านขายขนมปังที่มองมายังเสื้อผ้าที่เพื่อนใส่ซึ่งเป็นชุดทำงานในแปลงนั้น เป็นสายตาที่ทำให้เพื่อนรู้สึกว่ากำลังถูก เหยียดหยามและดูหมิ่น ....... 

ไม่ว่าจะเป็นชาวนาไทย ชาวนาฝรั่งเศส หรือชาวนาประเทศไหน ๆ บนโลกใบนี้ล้วนมีวิถีแห่งชาวนา วิถีชีวิตที่เป็น พลังการผลิต” เป็นแหล่งที่มาแห่งปัจจัยสี่เพื่อการดำรงอยู่ของมวลมนุษย์

วิถีแห่งชาวนา...เป็นวิถีชีวิตที่ต่ำต้อยและน่ารังเกียจกระนั้นหรือ

 เสียงเพลง กลิ่นโคลนสาบควาย ดังแว่วมาในโสตสำนึก....

อย่าดูหมิ่นชาวนาเหมือนดั่งตาสี เอาผืนนาเป็นที่พำนักพักพิงร่างกาย ชีวิตเอยไม่เคยสบาย....ฝ่าเปลวแดดแผดร้อนแทบตาย  ไล่ควายไถนาป่าดอน

เหงื่อรินหยดหลั่งลงรดแผ่นดินไทย จนผิวดำเกรียมไหม้ แดดเผามิได้อุทธรณ์ เพิงพักกายมีควายเคียงนอน...กลิ่นโคลนสาปควายเคล้าโชยอ่อน ยามนอนหลับแล้วใฝ่ฝัน 

กลิ่นโคลนสาปควายเคล้ากายหนุ่มสาวแห่งชาวบ้านนา ไม่ลอยเลิศฟ้าเหมือนชาวสวรรค์ หอมกลิ่นน้ำปรุงฟุ้งอยู่ทุกวัน กลิ่นกระแจะจันทร์หอมเอยผิวพรรณนั้นต่างชาวนา

อย่าดูถูกชาวนาเห็นว่าอับเฉา มือถือเคียวชันเข่า เกี่ยวข้าวเลี้ยงเราผ่านมา ชีวิตคนนั้นมีราคา.... ต่างกันแต่ชีวิตชาวนา บูชากลิ่นโคลนสาปควาย

 ฐานะและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์วัดกันที่เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับเท่านั้นหรือ....

แล้วเมื่อใดกันเล่าที่ ความดี ความงาม คุณค่าที่แฝงฝังอยู่ภายใน...จะถูกนำมาเป็น ดัชนีชี้วัดความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์