ผมเคยเป็นพิธีกรดำเนินรายการ เวทีจุลกรรมเกษตรกรรมยั่งยืนแม่ฮ่องสอน เมื่อหลายเดือนก่อนที่ผ่านมา และในเวทีนั้นเองผมได้พบเจอ และพูดคุยกับน้องๆเยาวชนแห่งบ้านแม่ทา กิ่ง อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่
ผมเคยเขียนแล้วในบันทึกเยาวชนคนรุ่นใหม่ คิดอย่างไร ต่อเกษตรกรรมยั่งยืน “คำสารภาพของคนรุ่นใหม่” <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">และ บันทึก ชีวิตของน้องเพิก ตัวตนคนรุ่นใหม่กับเกษตรกรรมยั่งยืน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><hr>
บรรยากาศในช่วงบ่ายของวันทีี่ ๔ กันยายน ๒๕๔๙
ช่วงบ่ายมีการเสวนา
"เยาวชนคนรุ่นใหม่คิดอย่างไรกับเกษตรกรรมยั่งยืน"
แลกเปลี่ยนประสบการณ์และข้อคิดเห็นโดย
กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ค้นหาตัวตนบนฐานเกษตรกรรมยั่งยืน ผมยังตามติดเวทีเสวนาอย่างเหนียวแน่น โดยผมทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการกลาง
และ คุณอรุณี เวียงแสง เป็นผู้นำเสวนา
บรรยากาศการแลกเปลี่ยน น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งด้วยความที่ผมก็เป็นลูกหลานชาวนา บางครั้งผมแอบน้ำตาซึม เมื่อน้องๆในกลุ่มเสวนาพูดถึงเรื่องราวชีวิต ก่อนจะกลับมาบ้าน มาทำเกษตรกรรมเหมือนพ่อแม่ที่บ้านนา
ผมนำภาพเยาวชนบ้านแม่ทา กิ่งอ.แม่ออน เชียงใหม่ ที่มาเข้าร่วมเสวนาในครั้งนี้มาเผยแพร่ก่อน ส่วนเนื้อหารายละเอียดต่างๆ ผมขอเวลาเรียบเรียง ก่อนจะนำมาเขียนบันทึกอีกครั้ง...
เรื่องราวเยาวชน ผู้พลิกผันชีวิต เข้าสู่เกษตรกรรมยั่งยืน
"ผมต้องทนตอบคำถามจากเพื่อนบ้าน ว่าเรียนจากในเมืองแล้วมาทำเกษตรทำไม?"
เป็นคำพูดประโยคหนึ่งที่น้องเพิก เกษตรกรปริญญาแห่งบ้านแม่ทาเจอกับตัวเองหลังจากที่กลับมาบ้าน
![]()
น้องเพิกเกษตรกรปริญญา คนด้านขวามือ เสื้อแขนสั้น
เพิกเรียนจบระดับอุดมศึกษาจาก ในเมืองเชียงใหม่ ธรรดาความใฝ่ฝันของเด็กหนุ่มที่ก้าวเข้าสู่ระบบการศึกษากระแสหลัก ต้องการทำงานในเมือง มีเงินจุนเจือตนเอง และประกาศให้ทุกคนที่หมู่บ้านรู้ได้ว่า "นี่หละคนที่ประสบความสำเร็จ"
และเพิกก็ได้ทำงานในเมืองสมใจกับเงินเดือนค่าจ้างที่พออยู่ได้ในขั้นดี แต่เพิกบอกว่าไม่มีเก็บ เพราะอยู่ในเมืองต้องซื้อทุกอย่างแม้กระทั่งน้ำดื่ม เรื่องน้ำใจไม่ต้องพูดถึง มีน้อยมากในสังคมเมือง
กลับมาที่บ้านในวันหนึ่ง
แม่ก็เปรยบอกว่า "จะเข้าไปทำงานที่กรุงเทพ เพราะเรายังเป็นหนี้อยู่ จะรอใครก็ไม่ได้ เพราะเพิกเองก็เงินเดือนพอเลี้ยงตัว" พ่อก็บอกว่าจะไปต่างประเทศอีกคน ลำพังอาชีพเกษตรที่บ้าน ซึ่งปลูกข้าวโพดส่งขาย ก็ไม่ไหวทั้งพ่นยา ใส่ปุ๋ยสารพัด สุขภาพแย่ ได้เงินน้อยไม่คุ้มกับที่ลงแรงไป
คำเปรยของแม่ และการตัดสินใจของพ่อ ทำให้เพิกฉุกใจคิด...ว่าเขาไม่สามารถเลี้ยงดูแม่ พ่อได้ เงินเดือนแต่ละเดือนที่ทำงานในเมืองก็พอกินพออยู่เท่านั้น ไม่มีเก็บ เป็นลูกจ้างที่ต้องทนทำงานแทบทุกอย่าง...
คำพูดแม่ที่ว่า"แม่จะออกไปทำงานกรุงเทพฯ" ตรึงอยู่ในความคิดเขา ในที่สุดเพิกก็ตัดสินใจลาออก จากงานในเมืองกลับบ้านนา เขามองว่าพื้นดินที่มีอยู่ น่าจะทำมาเลี้ยงชีพได้ี่และการบริหารจัดการหนี้ของครอบครัวน่าจะเป็นทางรอด ดีกว่าที่ไม่เห็นอนาคตเช่นทุกวันนี้
กลางเรือนไม้หลังเล็กๆ ในหมู่บ้านแม่ทา ในเย็นวันหนึ่ง
พ่อ แม่และก็เพิกนั่งคุยกันและได้นำหนี้สินแต่ละคนที่มีมารวมกัน ให้เป็นหนี้ของครอบครัว รวมๆกันได้เป็นยอดเงินราว สองแสนกว่าบาท
สามพ่อแม่ลูกตั้งคำถามในวงสนทนาว่า "เราจะจัดการหนี้ ของเรา ได้อย่างไร?"
เพิกได้แบ่งหนี้ออกมาเป็น ๒ ส่วน คือหนี้ระยะสั้น(ต้องใช้เจ้าหนี้เร่งด่วน) และส่วนที่เป็นหนี้ระยะยาว (เช่น หนี้ ธกส.) ก็เป็นเรื่องที่ต้องจัดการทีหลัง
เพิกบอกกับทุกคนว่าไม่ต้องไปทำงานกันที่ไหน เรามาทำสวน ทำเกษตรแบบที่เราเคยทำกันมา โดยเพิกจะเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของครอบครัว
จากนั้นพื้นที่สวน ถูกจัดการเป็นพื้นที่ปลูกพืชหลากหลาย เป็นผักสวนครัวที่สามารถกินได้ในครัวเรือน ที่เหลือก็นำไปขาย ลดรายจ่ายของครัวเรือนไปได้มาก
ปลูกพืชที่หลากหลายส่งตลาด ที่สำคัญทุกอย่างเป็นพืชอินทรีย์ ใช้ปุ๋ยชีวภาพ ซึ่งตลาดที่เชียงใหม่ก็มีความต้องการสูงอยู่แล้ว ประกอบกับที่แม่ทา มีการพัฒนาด้านเกษตรอินทรีย์อย่างต่อเนื่อง
ภาพของพ่อ แม่และเพิก ทำงานที่บ้านด้วยกันอย่างอบอุ่น ทุกคนยังอยู่พร้อมหน้ากัน เป็นครอบครัว ยามเหนื่อยเราพักผ่อน แดดร่มลมตก เราออกมาดายหญ้า ปลูกผัก เป็นวิถีที่เพิกบอกว่า เขาและครอบครัวมีความสุขมาก
ในวันนี้ น้องเพิกบอกในเวทีเสวนาว่า "หนี้ระยะสั้นของครอบครัวเขา หมดไปแล้ว เหลือแต่หนี้ระยะยาวที่ต้องจัดการ คาดว่าในเร็ววันนี้จะใช้หนี้ให้หมด"
เมื่อถามถึงจุดผกผันของน้องเพิก
เพิกบอกว่า "จากการคิด วิเคราะห์ด้วยตนเอง เปรียบเทียบจากที่ทำงานในเมือง สุขภาพจิตก็แย่ เงินไม่มีเก็บ เด็กหนุ่มสาวทิ้งไร่นาไปทำงานในเมืองกันหมด แรงงานที่บ้านทุ่งก็ไม่มี และที่สำคัญคนในครอบครัวแทบจะไม่ได้พบหน้ากันเลย...ทำงาน ทำงาน และหาเงินกันตลอด...เหนื่อย...แต่ไม่มีอนาคต"
"เกษตรกรรมสอนวิธีคิดให้ผม เปลี่ยนระบบชีวิตของผมและครอบครัว วันนี้ผมมีความสุขกับครอบครัว เรามีเครือข่ายเกษตรยั่งยืนที่แม่ทา มีคนหนุ่มสาวที่กลับมาเป็นเกษตรกรที่บ้าน ทำงานแบบเครือข่าย ปรึกษา หารือ ..." น้องเพิกกล่าวสำทับอีกครั้งก่อนจบเวทีเสวนา
วันนี้เป็นความสุขที่เพิกและครอบครัว ตลอดจนเพื่อนๆค้นหาคำตอบให้กับชีวิตตนเอง
เขาและเพื่อนเยาวชนพิสูจน์ให้ทุกคนที่บ้านนาเห็นประจักษ์ไม่ต้องรบกับคำถามของเพื่อนบ้านว่า
"จบตั้งสูงมาทำเกษตรทำไม ?"
ขอบคุณน้องเพิก น้องแคท และน้องโก
เยาวชนคนกล้าคิด กล้าทำแห่งบ้านแม่ทา เชียงใหม่
</span><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><hr>
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal" align="center"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">วันนี้ผมได้รับหนังสือ “ตัวตนคนรุ่นใหม่ ในวิถีเกษตรกรรมยั่งยืน”ที่น้องๆได้ช่วยกันเขียนออกมาจากชีวิตจริงของพวกเขา…ผมอ่านแล้ว ฉุกคิดหลายๆย่อหน้า ….ทั้งหมดที่ถ่ายทอดลงในหนังสือเล่มนี้ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>อยากให้ทุกท่านได้อ่านกันครับ
สวัสดีครับ
กระผมได้ไปให้ข้อคิดเห็นแล้วนะครับ ในส่วนของ "ภูมิปัญญา" ที่เป็นโจทย์ใหญ่ๆ ที่พี่ตั้งมา
น่าสนใจครับ ในรายละเอียดคิดว่าในเวทีคงมีประเด็นที่น่าสนใจมากเป็นแน่ครับ
ลองเอาความเห็นจากการระดมสมองในเวทีมาแลกเปลี่ยนบ้างก็ดีนะครับ
มาเยี่ยม...
มีชายสูงวัยไล่ควายกลับบ้านผ่านผมไปขณะที่ผมยืนอยู่กลางทุ่งนาที่พ่อยกให้ในเย็นวันหนึ่งเมื่อง 10 กว่าปีมาแล้ว เขาถามผมว่า...คุณมหายังอยากมาทำนาอีกหรือ...? ( แปลจากภาษาถิ่นอิสาน ) ผมยิ้ม ๆ แทนการตอบครับ...
ถึงพี่จตุพร
แจ๊ค
เรียน อ.ดร.อุทัยครับ
ขอบคุณที่อาจารย์มาเยี่ยมครับ
อาจารย์ผมอยากจะไปเรียน "วัฒนธรรมศึกษา" กับอาจารย์จังครับ
ชีวิตชาวนา สุขใจดีนะครับ หากฝนไม่แล้ง ...
นอกจากการทำนา ยังมีไร่ สวน ต่างๆที่ผมคิดว่าน้องๆเยาวชนรุ่นใหม่ยังไม่เคยแม้จะเดินเล่นในพื้นที่เหล่านั้น
น้องแจ๊ค <table border="0"><tbody><tr>
</tr></tbody></table><p> </p><p>ต้องชื่นชม วิธีคิดของเยาวชนเหล่านี้มากๆครับ ในที่สุดแล้วอาชีพเกษตรกร จะเป็นอาชีพที่มีความสุขอาชีพหนึ่งในอนาคต เพราะฐานวิธีคิดของเกษตรกรอยู่ที่ความพอเพียงครับ เป็นธรรมะพร้อมกับการดำเนินชีวิตไปด้วย</p><p>ขอบคุณน้องแจ๊คมากครับ ที่มาเยี่ยม และให้ข้อคิดเห็น</p>
ผมจะส่งไปให้อาจารย์ครับและ จะจัดส่งไปทางไปรษณีย์ในวันพรุ่งนี้
อาจารย์รอรับนะครับ
พี่เอกครับ
เล่มนี้ใช่ไหมเอ่ย ที่พี่เอกส่งมาให้ผม รับรองผมจะอ่านด้วยความสุข เพราะอย่างน้อยคาดว่าหนังสือเล่มนี้คงช่วยทำให้ผมได้รู้ว่า "มีพรรคพวก" คิดเช่นนี้เหมือนกัน ต่างกันก็ตรงที่ผมยังไม่ได้เริ่มเท่านั้นเอง เพราะปัจจัยที่เกี่ยวข้องของการทำการเกษตรจะต้องมีที่ดิน ซึ่งผมและครอบครัวไม่มี แต่สิ้นปีนี้ (2550) จะเริ่มคุยกับครอบครัวอย่างจริงๆจังๆ ใจผมหน่ะเอาแน่ แต่จะทำอย่างไรที่จะอธิบายให้ครอบครัวเข้าใจ (อย่างที่น้องเพิกเค้าทำได้)
ผมอยากทำตามฝันตัวเองเช่นกัน กำลังอยู่ขั้นวิเคราะห์ความเป็นไปได้อยู่ครับ ผมตั้งธงไว้แล้ว คงไม่เปลี่ยน เพราะรู้แล้วว่าการเกษตรนั่นคือ ชีวิตผม ผมรักเกษตร รักธรรมชาติ รักความอิสระ รักความสุขครับ แต่ยังไม่ถึงเวลาก้าวลงถนนสายหลัก(ทางด่วน) คิดว่าปีหน้าจะลงทางด่วนแน่นอน เริ่มตั้งแต่อายุยังน้อยนี่แหล่ะ ทำให้รู้ไปเลยว่าศักดิ์ศรีของเกษตรกรปริญญาก็มีเหมือนกัน "...แม้ว่าเรียนจบสูงแค่ไหน ทำงานดีเด่นสักเพียงใด ก็หาอะไรเข้าท้องเหมือนกันทั้งนั้นแหล่ะ ขึ้นอยู่กับว่า ซื้อหรือลงมือทำด้วยตัวเอง...."
รอหนังสืออย่างตื่นเต้น ใจจดจ่อรอคอยอยู่ครับ
น้อง Del piero
เล่มนี้หละครับผม.....ที่ผมจะส่งไปให้ครับ และได้จัดส่งไปแล้ว เอาไปอ่านด้วยความสุขนะ Del นะ เพราะผมเห็นว่า มีเนื้อหาที่น้องควรจะอ่านและซึมซับบางอย่างในหนังสือเล่มนี้ พอผมได้รับผมคิดถึง Del เลยครับ
ยังไงผมก็ขอให้กำลังใจในการดำเนินชีวิต ของนักพัฒนาตัวน้อยๆครับครับ...
คุณเอก..ครับ
ครั้งหนึ่งผมเรียนจบก็มุ่งสู่ตลาดเมืองตลาดคนในกรุงเทพฯ เป็นหลัก...ได้งาน และทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน รายได้มากมายก่ายกอง แต่เป็นห้วงเวลาที่ผมส่งเงินส่งทองให้ทางบ้านใช้อย่างต่อเนื่องและไม่ขาดเขิน
นานเข้า...มันไม่ใช่...แต่มันไม่ใช่ผม...ธุรกิจการศึกษาในกรุงเทพมันซับซ้อนเกินกว่าผมจะทนได้ จึงหันเหกลับมาเริ่มต้นใหม่ในวิถีที่ตนเองคิดว่าใช่...
ทุกวันนี้มีความสุข...แต่ก็เจ็บปวดอย่างลึก ๆ ที่เห็นหลาน ๆ ทะยอยมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพ..แต่เราต้องเฝ้าคอยว่า เทศกาลนี้จะกลับมาหรือไม่...
ทุกวันนี้...ผมสนับสนุนให้นิสิตไปทำค่ายที่บ้านเกิดของตนเองเลยนะครับ...ใครมีโปรโจคคิด..ผมสนับสนุนทั้งนั้น
นิสิตที่มีความฝันผมสนับสนุนอย่างไม่มีเงื่อนไข เช่น อยากทำหนังสือก็ให้เงินไปเป็นต้นทุน ไม่มีเงินออกสำรวจค่าย ผมก็ช่วยเหลือบ้าง เพราะเห็นความงามทางความคิดของพวกเขา ก้อยามีส่วนในการช่วยบ้าง
....
ครั้งหนึ่ง...ขณะขับรถกลับจากบ้าน พบนิสิต มมส หลานคนเดินเท้าสำรวจค่ายกลับจากต่างอำเภอเป็นร้อย ๆ กิโลเมตร ซึ่งมุ่งหน้าเข้าตัวเมือง แต่ยังโบกรถไม่ได้ และรถประจำทางกลับมหาสารคามก็หมดแล้ว
ผมจอดรถและถอยกลับอย่างไม่ลังเล อยู่เป็นเพื่อนพวกเขาตั้งนาน โบกรถและให้เงินค่ารถ ค่าอาหาร....
มีหลายคนแซวว่า ชีวิตอย่างผมต้องซื้อรถกระบะสิถึงจะเหมาะกับผม ลุยได้...ขนของ ขนคนได้..ไม่ใช่ซื้อเก๋ง...ผมก็แซวกลับว่า...ขืนซื้อเช่นนั้นมีหวังพังสิ...ใครขอ หรือไม่ขอก็อาสาไปทุกงานแหล่ะ...(หัวเราะกันก๊ากใหญ่เลยครับ)
...............
คนดี ๆ ต้องไม่เดินเดียวดาย
ความดีงดงามเสมอ...
คุณเอกบอกกับผมเช่นนั้น...ผมยังจำได้
ผมดีใจที่ได้ยินเสียงจากปิยมิตรของผม
ด้วยความไกลของระยะทางไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกว่ามันไกล ไม่ได้ร่วมในกิจกรรมดีๆแต่ขอส่งใจไปหนุนนะครับ
เมื่อวานที่คุณพนัสโทรมาก็วุ่นกับการประชุม ทีมวิจัย ครับ งานยุ่งๆแต่สนุกดี ไม่มีเหนื่อย ไม่จำเป็นต้องคิดตรงกัน ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกอย่าง ความคิดเห็นที่หลากหลาย ในที่ประชุม ทำให้งานเราน่าสนใจมากขึ้น...ที่สำคัญผมไม่เบื่อเลย
ผมได้มีโอกาสทำงานกับเยาวชนอยู่บ้าง ...เพราะอยากทำ แต่ยังไม่มโอกาสได้ทำงานร่วมกับเยาวชนที่เป็นช่วงค้นหาชีวิตตัวเองเหมือนคุณแผ่นดินเลย
เป็นเรื่องสำคัญครับ เป็นภารกิจที่หนักที่ทุ่มเทและใช้ใจ
...............
คนดี ๆ ต้องไม่เดินเดียวดาย
ความดีงดงามเสมอ...
ผมยังคงจะบอกเช่นนั้น...ผมให้กำลังใจครับ