GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

love and care

I think I've falling in love with siri.

Both men are we all and one.

ฝูงชนกำเนิดคล้าย..............คลึงกัน
ใหย่ย่อมเพศผิวพรรณ.........แผกบ้าง
ความรู้อาจเรียนทัน.............กันหมด
เว้นแต่ชั่วดีกระด้าง.............ห่อนแก้ฤาไหว


Both men are we all.........and one
Brown, black by the sun.....cultured
Knowledge can be won......alike
Only the heart differs.........from man to man

 

Wise men bite not back a dog

หมาใดตัวร้ายขบ................บาทา
อย่าขบตอบต่อหมา.............อย่าขึ้ง
ทรชนชาติทา-....................รุณโทษ
อย่าโกรธอย่าหน้าบึ้ง............ตอบถ้อยถือความ

Wise men bite not back.......a dog
Nor swear even pox............on it.
Fools' blames do but fog......judgement.
Keep faith with thy wit,.........and let fools be.

Translation by M.R. Seni Pramoj

 

love and care

พอดีอ่านเจอในหนังสือ Reader's Digest ฉบับเดือนกุมภาพันธุ์ 2548
เห็นว่าน่าสนใจเลยเอาแบ่งปันเพื่อนๆชาว blogang ค่ะ
(เปลี่ยนแปลงตัวอย่างนิดหน่อยเพื่อความสะดวกในการเขียน อิๆๆ)

รักลึกซึ้งและนิยมบูชา = v. to adore
เช่น Kate's parents adore her and will do anything to plaese her. (พ่อแม่ของเคทรักเทิดทูนเธอและจะทำอะไรก็ตามที่ทำให้เธอพอใจ)

ความรักที่รุนแรงและปรารถนา = v. and n. desire
เช่น Her husband doesn't understand why she may not desire him anymore. (คือ ไม่"ต้องการ"เขาอีกแล้ว)
นอกจากนี้ยังหมายถึง ความปรารถนาจะมีความสัมพันธ์ทางเพศ เช่น For some women,sex may come not out of genuine desire but from a need to get love. (genuine desire หมายถึง ความปรารถนาทางกาย)

รักแรกพบ = v. love at first sight
เช่น It was love at first sight,and I proposed to her one month later.

ความรักที่อ่อนโยน มีเมตตาเหมือนที่พ่อแม่มีต่อลูก = n. affection
เช่น This poor child tries to win her father's affection.(หนูน้อยผู้น่าสงสาร พยายามเอาชนะความรักของพ่อ)
นอกจากนี้ยังแปลว่า "ชอบ" เช่น I have developed quite an affection for this contry.(ฉันเริ่มชอบประเทศนี้ขึ้นมาแล้วล่ะ)

มีความรักหรือแสดงความใคร่อันเร่าร้อนรุนแรง = adj. passionate
เช่น She has a very brief but passionate love affair with a rich old man.

ตกหลุมรัก = v. to fall in love
เช่น I think I've falling in love with
siri.
(ฉันคิดว่าฉันตกหลุมรักเควินเข้าแล้ว)

ที่รัก ยอดดวงใจ สุดที่รัก = n. darling
เช่น Thanks,darling.(ขอบคุณนะ ที่รัก)
You're such a darling,Brad.(เธอช่างเป็นคนที่น่ารักอะไรเช่นนี้ แบรด) มีสำนวน the darling of something หมายถึง บุคคลหรือสิ่งที่ได้รับความนิยมสุงสุดในแวดวงนั้นๆ Cindy's the darling of fasion world. (ซินดี้เป็นสาวที่ได้รับความนิยมสงสุดในโลกแฟชั่น)

รังรักหรือสถานที่ที่คนมาใช้ชีวิตรักหรือนัดพบกัน = n. love nest
เช่น This luxury condo is their love nest.(คอนโดหรูหราแห่งนี้เป็นรังรักของพวกเค้า) love nest มักใช้ในภาษาหนังสือพิมพ์หรือวงการสื่อมวลชน

คบหากันฉันคู่รักหรือแฟนมานาน =v. to go steady
เช่น John goes steady with Jane.
(จอห์นเป็นแฟนกับเจนมานาน)

รักสามเส้า = n. love triangle
เช่น Usually you can't avoid problems when you have a love triangle.
(ปกติคุณไม่สามารถหลีกเี่ลี่ยงปัญหาที่จะตามมาได้เมื่อคุณมีความรักสามเส้า)
มักใช้ในภาษาหนังสือพิมพ์หรือวงการสื่อมวลชน

จีบหรือเกี้ยวพาราสี = v. court
เช่น He courted her unsuccessfully for more 5 years.(เขาจีบเธอไม่สำเร็จสักทีมากกว่าห้าปีแล้ว)

มีความสัมพันธ์ในเชิงรักใคร่ คบหากันในฐานะแฟน = v. to go out with เช่น Nija used to go out with Erik.
(นิจาเคยเป็นแฟนเอริค คือไปไหนมาไหนด้วยกันในฐานะแฟน)
นอกจากนี้ยังใช้คำว่า to go out together เช่น How long have they been going out together?
(พวกเขาคบหากันนานเท่าไหร่แล้ว)สำนวน to go out มักมีความหมายในเชิงเริ่มต้นความสัมพันธ์

การนัดพบโดยไม่รู้จักกันมาก่อนหรือนัดบอด = n. blind date
เช่น What do you think,should I go on the blind date tonight?(คุณคิดว่ายังงัย ฉันควรไปนัดบอดคืนนี้มั้ย)

บริษัทหรือนายหน้าผู้ที่ทำธุรกิจจัดหาคู่ = n. dating agency,dating service
เช่น There are a lot of dating agencies on this website.(มีบริษัทจัดหาคู่หลายแห่งในเวปไซด์นี้)

กามเทพหรือเทพแห่งความรัก = n. Cupid
บางทีใช้เป้นสำนวนว่าเป้นพ่อสื่อแม่สื่อให้สองคนมารักกัน เช่น My aunt played cupid to my father and mother.(ป้าเล่นบทแม่สื่อให้พ่อกะแม่ของฉัน)

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): ไดอารี่ส่วนตัว
หมายเลขบันทึก: 81042
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 42
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (42)

  • การแนะนำให้รู้จักกัน (Introduction)

    Amala: Khun Singh, This is Mr. John.
    อัมรา : คุณสิงห์ นี่คุณจอนห์ค่ะ
    Amala: The manager of American Petroleum Company.
    อัมรา : ผู้จัดการบริษัทน้ำมันอเมริกันค่ะ
    Amala: Mr. Singh is a government official.
    อัมรา : คุณสิงห์เป็นข้าราชการค่ะ
    Amala: He's the same office as I do.
    อัมรา : เขาอยู่กรมเดียวกันกับดิฉันค่ะ

  • การทักทายหลังจากที่ถูกแนะนำให้รู้จักกันแล้ว
    Sigh: How do yo do?
    สิงห์ : สวัสดีครับ
    John: How do you do?
    จอนห์ : สวัสดีครับ
    ประโยคนี้มีความหมายตรงกับภาษาไทยเราที่ว่า " ยินดีที่ได้รักจักกับคุณครับ" ก็ได้

  • INTRODUCTION การแนะนำให้รู้จักกัน
    A : Hello, John.
    สวัสดี จอห์น
    B : Hello, Choo-Sak.
    สวัสดี ชูศักดิ์
    A : Welcome to Bangkok.
    ขอต้อนรับสู่กรุงเทพฯ
    B : Thank you. I haven't seen you for a long time.
    ขอบคุณ ผมไม่ได้พบคุณเป็นเวลานานแล้ว
    A : Glad to see you again.
    ดีใจที่ได้พบคุณอีกครั้ง
    B : So am I.
    ผมก็เช่นเดียวกัน
    B : May I introduce my wife, Clara and my daughter, Lucy. This is my friend Choo-Sak.
    ขออนุญาตแนะนำให้รู้จักกับภรรยาของผม คลาร่า และลูกสาวของผม ลูซี่ นี่เพื่อนของผม ชูศักดิ์
    C : How do you do, Mr. Choo-Sak ?
    สวัสดี คุณชูศักดิ์ ?
    A : How do you do, Mrs. John ?
    สวัสดี คุณนายจอห์น
    D : How do you do, Mr. Choo-Sak ?
    สวัสดี คุณชูศักดิ์
    A : How do you do, Lucy ? I hope you'll be happy here.
    สวัสดี ลูซี่ ผมหวังว่าคุณจะมีความสุขที่นี่
    D : I'm sure I will, thank you.
    ฉันแน่ใจว่าฉันจะมีความสุข ขอบคุณ
    A : Hello, Miss. Somsri. How are you ?
    สวัสดี คุณสมศรี คุณสบายดีหรือ ?
    B : You must be mistaken, My name's Nongnit.
    คุณต้องเข้าใจผิด ฉันชื่อนงนิท
    A : I'm sorry. I think we have met before.
    ขอโทษ ผมคิดว่าเราเคยพบกันแล้ว
    B : No, I don't think so
    ไม่ ฉันไม่คิดเช่นนั้น
    A : Well, allow me to intoduce myself : Choo-Sak.
    ขออนุญาตแนะนำตัวเอง ผมชูศักดิ์
    B : How do you do ? I'm Nongnit.
    สวัสดีค่ะ ฉันนงนิท
    A : It is very nice to meet you, Nongnit.
    ยินดีที่ได้พบคุณ นงนิท
    B : Thank you, Mr. Choo-Sak. Goodbye.
    ขอบคุณ คุณชูศักดิ์ ลาก่อน
    A : John, may I introduce you to Professor Robert.
    จอห์น ผมขอแนะนำให้คุณรู้จักกับศาสตราจารย์โรเบิร์ท
    He's my father.
    เขาเป็นพ่อของผม
    B : How do you do, Professor ?
    สวัสดีครับ ท่านศาสตราจารย์ ?
    C : How do you do, John ?
    สวัสดี จอห์น ?
    B : Am I disturbing you ?
    ผมรบกวนท่านไหมครับ ?
    C : Not at all. Any friends of my son are most welcome. Please sit down.
    ไม่เป็นไร เพื่อนของลูกขายผมยินดีต้อนรับเป็นที่สุด เชิญนั่งซิ
    B : Thank you, Professor.
    ขอบคุณครับ ท่านศาสตราจารย์
    A : Lucy. I'd like to introduce Wanpen, a new friend of mine.
    ลูซี่ ผมอยากจะแนะนำวันเพ็ญ เพื่อนใหม่ของผม
    B : How do you do ?
    สวัสดีค่ะ
    C : How do you do ? Have we met before ?
    สวัสดีค่ะ เราเคยพบกันไหมคะ
    B : No. I don't think we have. I'm a newcomer here.
    ไม่ ฉันไม่คิดว่าเราเคยพบกัน ฉันเป็นคนเพิ่งมาใหม่
    C : I see.
    งั้นเหรอ

  • การแนะนำให้รู้จักกันในงาน
    Shawalee : I'm so glad meeting you tonight.
    เชาวลี : ดิฉันดีใจเหลือเกินที่ได้พบคุณคืนนี้
    Shawalee : But I'm afraid wouldn't know anyone at this party.
    เชาวลี : แต่ดิฉันเกรงว่าดิฉันจะไม่รู้จักใครเลยในงานนี้
    Amala : Well, you must come and meet some of my friend.
    อัมรา : งั้นคุณก็ต้องมารู้จักกับเพื่อน ๆ ของดิฉันก่อนซิคะ
    Amala: Do you know Miss. Somsri over there?
    อัมรา : คุณรู้จักคุณสมศรีที่ยืนอยู่นั่นไหมคะ
    Shawalee : No, I don't think so.
    เชาวลี : ไม่รู้จักคะ
    Amala : Come and meet her.
    อัมรา : มาซิคะ จะได้รู้จักกับเธอไว้
    Amala : She's a great fun, a lot of us praised her.
    อัมรา : เธอเป็นคนสนุกสนานร่าเริงมาก พวกเราชอบเธอมากเลยคะ
    Amala : Would you like to meet her?
    อัมรา : คุณต้องการจะรู้จักกับเธอบ้างไหมคะ?
    Shawalee : Yes, I'd like to.
    เชาวลี : อยากรู้จักซิคะ
    Amala : Khun Somsri, I'd like to introduce a friend of mine.
    อัมรา : คุณสมศรีคะดิฉันใคร่ขอแนะนำเพื่อนสักคนหนึ่ง
    Amala : She has just arrived from United States.
    อัมรา : เธอเพิ่งมาจากสหรัฐฯ คะ
    Amala : Miss Shawalee.
    อัมรา : นี่คุณเชาวลีคะ
    Somsri : How do you do? Very glad to meet you.
    สมศรี : สวัสดีค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักคุณ
    Shawalee : How do yo do? Very glad to meet you too.
    เชาวลี : สวัสดีคะ ยินดีที่ได้รู้จักคุณเช่นเดียวกันคะ
    Somsri : For how long have you been in Bankok?
    สมศรี : คุณมาอยู่กรุงเทพฯ นานเท่าไรแล้วคะ?
    Shawalee : I just arrived five days ago.
    เชาวลี : ดิฉันเพิ่งมาถึงได้ 5 วันแล้วค่ะ
    Somsri : So you come right in hot season.
    สมศรี : งั้นคุณก็มาถึงพอดีกับหน้าร้อนซีนะคะ
    Somsri : How do you do feel about the weather here.
    สมศรี : คุณรู้สึกอย่างไรบ้างคะ เกี่ยวกับอากาศที่นี่
    Shawalee : Oh, It's quite allright.
    เชาวลี : อ๋อ, อากาศดีทีเดียวคะ
    Somsri : I'm glad to hear that.
    สมศรี : ดิฉันยินดีด้วยค่ะ ที่คุณรู้สึกเช่นนั้น
    Somsri : Oh, by the way, I'd like you to meet my brother.
    สมศรี : อ๋อ เดี๋ยวค่ะ ดิฉันอยากจะให้รู้จักกับพี่ชายดิฉันด้วย
    Somsri : Would you come this way, please.
    สมศรี : เชิญทางนี้ซิคะ
  • การแนะนำให้รู้จักกับผู้สูงอายุ
    Amala: Mr. Sam, May I introduce Mr. Prayun.
    อัมรา : คุณแซมคะ ดิฉันขอแนะนำให้คุณประยูรรู้จักกับคุณ
    Amala: Mr. Prayun is an executive government officer.
    อัมรา : คุณประยูร เป็นข้าราชการระดับสูงคะ
    Prayun : How do you do, Mr. Sam.
    ประยูร: สวัสดีครับ คุณแซม
    Prayun : I'm glad to meet you.
    ประยูร: ผมยินดีครับที่ได้รู้จักกับคุณ
    Sam : Thank you I'm glad to meet you too.
    แซม: ขอบคุณครับ ผมยินดีเช่นเดียวกัน
  • การทักทายปราศรัย

    Medha : Good morining Mr. John.
    เมธา: สวัสดีครับ มิสเตอร์จอห์น
    John : Good morning Mr. Medha.
    จอห์น : สวัสดีครับ คุณเมธา
    John : How do you?
    จอห์น : สบายดีหรือครับ?
    Medha : Quite well, Thanks, and you? John
    เมธา : สบายดีครับ ขอบคุณ แล้วคุณล่ะ? จอห์น
    John : Yes, very well, thanks.
    จอห์น : ครับ สบายดี ขอบคุณ
    Medha : I don't see much of you these days.
    เมธา : หมู่นี้ผมไม่ค่อยพบคุณเลย
    Medha : Where did you spend your vacation? John
    เมธา : จอห์น คุณไปพักผ่อนที่ไหนมาหรือครับ?
    John : Why! Don't you know I moved to Korat?
    จอห์น : อ้าว! คุณไม่ทราบหรอกหรือครับว่า ผมย้ายไปอยู่โคราชแล้ว
    Medha : Sorry, I really don't know about it.
    เมธา : ขอโทษ ผมไม่ยักกะทราบเลยจริง ๆ
    Medha : How long ago did you move there?John
    เมธา : จอห์น คุณย้ายไปอยู่ที่นั่นนานเท่าไหร่แล้วครับ?
    John : Over two months ago.
    จอห์น : สองเดือนกว่าแล้วครับ
    Medha : Two months ago, I see.
    เมธา : สองเดือนแล้วหรือครับ!
    Medha : So we don't often see each other.
    เมธา : มิน่า เราถึงไม่ค่อยพบกันเลยนะคุณ
    Medha : How is your family? John
    เมธา : จอห์น ครอบครัวคุณสบายดีหรือครับ?
    John : Very well, and how about your family?
    จอห์น : ครับ สบายดี แล้วครอบครัวคุณเล่า?
    Medha : Everything with my family are fine.
    เมธา : ครอบครัวผมทุกคนสบายดีด้วยกันครับ
  • A : Where are you going to ?
    คุณกำลังจะไปไหนครับ?
    B : I'm going shopping.
    ผมจะไปซื้อของครับ
    A : What do you want to buy ?
    คุณต้องการซื้ออะไรครับ
    B : I want to buy a birthday present for my brother.
    ผมต้องการซื้อของขวัญวันเกิดให้น้องขายของผมครับ
    B : What do you think I should buy for my brother ?
    คุณคิดว่าผมควรซื้ออะไรให้น้องชายของผม ?
    A : How old is he ?
    เขาอายุเท่าไร ?
    B : He's five years old.
    เขาอายุห้าขวบ
    A : Well, I think a toy gun. or a toy car will be fine for him.
    เออ ผมคิดว่าเป็นเด็กเล่น หรือรถเด็กเล่นน่าจะเหมาะกับเขา
    A : Please show me a shirt.
    ช่วยหยิบเสื้อเชิ้ตให้ผมดูหน่อยครับ
    B : What is your size ?
    คุณใส่เบอร์อะไรครับ
    A : Medium size.
    เบอร์ขนาดกลางครับ
    B : Here it is, sir. It looks good for you.
    นี่ครับ ดูแล้วเหมาะกับคุณครับ
    A : Indeed, it does look good. How much is it ?
    จริงครับ มันดูดี ราคาเท่าไรครับ ?
    B : It's five hundred bath.
    ราคาห้าร้อยบาทครับ
    A : Please wrap it, here's the money.
    ช่วยห่อให้ด้วย นี่ครับเงิน
    B : Thank you, sir.
    ขอบคุณครับ
    A : Would you please wrap it in fancy wrapping paper ?
    คุณช่วยห่อด้วยกระดาษห่อของขวัญได้ไหมครับ ?
    B : I'd glad to, but you have to pay extra 20 bath.
    ยินดีครับ แต่คุณต้องจ่ายเพิ่มอีกยี่สิบบาท
    A : That's all right. Here's the money.
    ไม่เป็นไร นี่ครับเงิน
    B : Thanks a lot, sir.
    ขอบคุณมากครับ
    A : Can I help you, Sir ?
    ให้ผมช่วยอะไรได้บ้างครับ ?
    B : Yes, Could you tell me wher ethe batik department is ?
    ครับ ช่วยบอกผมหน่อยได้ไหมครับว่าห้างขายผ้าพิมพ์ลายแบบชวาอยู่ที่ไหนครับ ?
    A : Sure, It's on the fourth floor.
    ได้แน่นอน มันอยู่บนชั้นสี่ครับ
    There you can get everything made of batik.
    ที่นั่นคุณจะพบทุกอย่างทำด้วยผ้าพิมพ์ลายแบบชวาครับ
    B : Thank you, sir.
    ขอบคุณครับ
    A : Don't mention it.
    ไม่เป็นไรครับ
    A : Can I be of any service to you ?
    ผมช่วยอะไรคุณได้บ้างครับ ?
    B : Yes. Do you have batik shirts ?
    ครับ คุณมีเสื้อเชิ้ตพิมพ์ลายแบบชวาไหมครับ ?
    A : Surely. This way please. There you are. You may choose what you like.
    แน่นอน ทางนี้ครับ นั่นไงครับ คุณเลือกได้ตามใจชอบเลยนะครับ ?
    B : Help me get that green one, please.
    ช่วยเอาตัวสีเขียวนั่นให้ผมหน่อยครับ
    A : All right, sir. Here it is. What size do you want ?
    ได้ครับ นี่ครับ คุณต้องการเบอร์อะไรครับ ?
    B : Fifteen, please.
    เบอร์สิบห้าครับ
    B : Do you have a fitting room ?
    คุณมีห้องลองไหมครับ ?
    A : Yes, it's over there in the corner.
    มีครับ อยู่ที่มุมนั้นครับ
    B : Thank you.
    ขอบคุณครับ
    A : Does it fit you, sir ?
    ใส่ได้พอดีไหมครับ ?
    B : I'm afraid, it's too big.
    ผมเกรงว่ามันจะใหญ่เกินไป
    A : Do you want a smaller one ?
    คุณจะเอาตัวเล็กกว่าไหมครับ ?
    B : Yes, please.
    ครับผม
    A : Here you are, sir.
    นี่ครับ
    A : I want two shirts of this size one long sleeves and the other short sleeves.
    ผมต้องการเสื้อเชิ้ตขนาดนี้สองตัว แขนยาวหนึ่งตัวและอีกตัวแขนสั้น
    B : All right, sir, but the price is not the same.
    ได้ครับ แต่ราคาไม่เท่ากันนะครับ
    A : What's the price of both shirts ?
    ทั้งสองตัวราคาเท่าไร ?
    B : The long sleeves is one thousand bath and the short sleeves is five hundred bath.
    แขนยาวหนึ่งพันบาท และแขนสั้นห้าร้อยบาท
    A : I see. Here's the money.
    อ้อ นี่ครับเงิน
    A : Can you tell me where can I get sugar, flour, meat, soap and rice ?
    คุณช่วยบอกผมหน่อยได้ไหมครับว่าผมจะซื้อน้ำตาล แป้ง เนื้อ สบู่ และข้าวได้ที่ไหนครับ ?
    B : Certainly, sir. it's at the ground floor.
    ได้แน่นอน มันอยู่ที่ชั้นล่างครับ
    A : Is there an escalator to get down there ?
    มีบันไดเลื่อนลงไปไหมครับ ?
    B : No, there isn't. You'll have to get down from the corner.
    ไม่มีครับ คุณต้องลงจากที่มุมนั้น
    A : Thanks for your information.
    ขอบคุณสำหรับข้อมูลของคุณ
    A : What do you want, sir ?
    คุณต้องการอะไรครับ ?
    B : Please give me five ice-creams.
    ขอไอศครีมห้าถ้วยครับ
    A : Which flavour do you want ? We've chocolate, strawberry, vanilla and lemon.
    คุณชอบรสอะไร เรามีช็อกโกแล็ต สตรอเบอรี่ วานิลา และมะนาว
    B : I want two chocolates, two lemons and one strawberry.
    ผมต้องการช็อกโกแล็ตสอง มะนาวสอง และสตรอเบอรี่หนึ่ง
    A : Here you are. it's twenty bath each.
    ถ้วยละยี่สิบบาทครับ
    B : Here's the money. Thank you.
    นี่ครับเงิน ขอบคุณ =http://www.bloggang.com/emo/emo34.gif>
  • MEALS มื้ออาหาร

    A : Which do you prefer Thai or Chinese food ?
    คุณชอบอาหารไทยหรืออาหารจีน ?
    B : I can't tell you which one I like better because I like both eqally.
    ผมบอกคุณไม่ได้ว่าชอบอาหารชนิดไหนมากกว่ากันเพราะผมชอบทั้งสองชนิดเท่าเทียมกัน
    B : What about you.
    แล้วคุณล่ะ
    A : I prefer Thai food.
    ผมชอบอาหารไทย
    A : How many times do you take rice a day ?
    วันหนึ่งคุณรับประทานข้าวกี่ครั้ง ?
    B : I eat only once a day and sometimes I don't eat rice at all.
    ผมรับประทานวันละครั้ง และบางครั้ง ผมไม่รับประทานข้าวเลย
    A : How can it be ? Won't you be hungry ?
    เป็นไปได้ยังไง คุณไม่หิวหรือ ?
    B : Of course not. I eat bread and potatoes instead of rice.
    แน่นอนไม่หิว ผมรับประทานขนมปังและมันฝรั่งแทนข้าว
    A : What do you have for breakfast ?
    คุณรับประทานอะไรเป็นอาหารเช้า ?
    B : I have two slices of toast, two hard boilde eggs and a cup of coffee.
    ผมรับประทานขนมปังสองแผ่น ไข่ต้มสองฟอง และกาแฟหนึ่งถ้วย
    A : And for lunch ?
    และอาหารเที่ยงละ ?
    B : I have four slices of bread, roast chicken, steak, salad and french fries.
    ผมรับประทานขนมปังสี่แผ่น ไก่อบ เนื้อย่าง สลัดและมันทอด
    A : Have you had your dinner already ?
    คุณรับประทานอาหารเย็นเรียบร้อยหรือยัง ?
    B : No. I haven't. I'm waiting for Daddy
    ยัง ผมกำลังรอคุณพ่อ
    A : Where's your Daddy now ?
    ตอนนี้คุณพ่อคุณอยู่ที่ไหน ?
    B : He has taken Mummy to the hospital.
    เขาพาคุณแม่ไปโรงพยาบาล
    A : It's unbearable hot today. I'm terribly thirsty.
    มันร้อนเหลือเกินวันนี้ ผมกระหายน้ำจังเลย
    B : So am I. Let's go and get some soft drinks.
    ผมก็เช่นเดียวกัน ไปหาน้ำอัดลมดื่มกันเถอะ
    A : What do you wnat to drink ?
    คุณต้องการดื่มอะไร ?
    B : I want ices-coke, and you ?
    ผมต้องการโค้กใส่น้ำแข็ง และคุณล่ะ ?
    A : So do I.
    ผมก็เช่นเดียวกัน
    A : What time do you go to office everyday ?
    ทุกวันคุณไปสำนักงานเวลาเท่าไร ?
    B : I leave the house at about 6.30.
    ผมออกจากบ้านเวลาประมาณ 6.30
    A : Do you always have your breakfast at home ?
    คุณรับประทานอาหารเช้าที่บ้านเสมอหรือ ?
    B : No, I don't. I just drink a cup of coffee before leaving.
    ไม่ ผมเพียงแต่ดื่มกาแฟหนึ่งถ้วยก่อนออกจากบ้าน
    I have breakfast at the office.
    ผมรับประทานอาหารเช้าที่สำนักงาน
    A : Do you want orange juice or coke ?
    คุณต้องการน้ำส้มหรือโค้ก ?
    B : I want orange juice, please.
    ผมต้องการน้ำส้ม
    A : And what will you have for dessert ?
    และคุณต้องการอะไรเป็นของหวาน ?
    B : What do you have ?
    คุณมีอะไรบ้างล่ะ ?
    A : We have bananas, mangos and pineapples.
    เรามีกล้วย มะม่วง และสับปะรด
    B : Bring us mangos and pineapples, please.
    ขอมะม่วงและสับปะรดให้เราครับ
  • TALKING ABOUT EVERYTHING พูดคุยเกี่ยวกับทุกเรื่อง

    A : How many children do you have ?
    คุณมีลูกกี่คน ?
    B: I've three children, two girls and a boy.
    ผมมีลูกสามคน ผู้หญิงสองและผู้ชายหนึ่ง
    A : How old are they ?
    พวกเขาอายุเท่าไร ?
    B : They are seven, five and three years, What about you ?
    อายุ เจ็ดปี ห้าปี และสามปี แล้วคุณล่ะ ?
    A : I have only a boy of six.
    ผมมีลูกชายอายุหกขวบเพียงคนเดียว
    A: Where do you live ?
    คุณอยู่ที่ไหน ?
    B: I live at 21 Rachdumri Road.
    ผมอยู่ที่เลขที่ 21 ถนนราชดำริ
    A : Is it exactly in front of the school ?
    มันอยู่หน้าโรงเรียนเลยใช่ไหม ?
    B : Yes, it is.
    ใช่ครับ
    A : Have you ever been abroad ?
    คุณเคยไปเมืองนอกไหม ?
    B : Yes, I have been to Tokyo.I was in Tokyo last year.
    ครับ ผมเคยไปโตเกียว ผมอยู่โตเกียวเมื่อปีที่แล้ว
    A : How long did you stay there ?
    คุณอยู่ที่นั่นนานเท่าไร ?
    B : I Stayed only one month as a tourist.
    ผมอยู่เดือนเดียวในฐานะนักท่องเที่ยว
    A : Excuse me, would you please write down your name and your address.
    ขอโทษครับ ช่วยกรุณาเขียนชื่อและที่อยู่ของคุณด้วย
    B : Yes, I will.
    ครับ ผมจะเขียนให้
    A : How long will you stay here ?
    คุณจะอยู่ที่นี่นานเท่าไร ?
    B : Just for two days.
    เพียงสองวัน
    A : Thank you. Have a nice trip !
    ขอบคุณ ขอให้เดินทางด้วยดี
    A : Can you buy two packets of cigarettes for me, John ?
    ช่วยซื้อบุหรี่ให้สักสองกลุ่มได้ไหม จอห์น ?
    B : What kind of cigarettes do you want ?
    คุณต้องการบุหรี่ชนิดไหน ?
    A : Dunhill, please.
    ดันฮิลล์ ครับ
    B : All right, I'll get them.
    ตกลง ผมจะซื้อมา
    A : Thank you.
    ขอบคุณ
    A : Would you mind sitting under that tree, please ?
    คุณรังเกียจที่จะนั่งใต้ต้นไม้นั้นไหม ?
    B : Surely, what a nice view !
    ดีทีเดียว ทิวทัศน์ช่างสวยอะไรอย่างนี้
    A : All right, be quiet please ! Don't move ! I am going to take a photo.
    เอาละ อยู่เฉย ๆ อย่าเคลื่อนไหว ผมจะถ่ายรูป
    ิ B: Don't forget to send me the photo.
    อย่าลืมส่งรูปถ่ายให้ผมล่ะ
    A : Certainly, I will.
    แน่นอน ผมจะส่งให้
    A : Can you see the show from here ?
    คุณมองเห็นการแสดงจากที่นี่ไหม ?
    B : No, I can't. It's too crowded.
    ไม่เห็น คนมากเกินไป
    A : I think we'd move over there.
    ผมคิดว่าเราควรย้ายไปตรงนั้นดีกว่า
    B : Let's go.
    ไปกันเถอะ
    A : Do you know where Mom is going ?
    คุณรู้ไหมว่าคุณแม่ไปไหน
    B : Oh ! She's going to the exhibition with Mrs. Chinda. What do you want ?
    โอ้ ! เธอไปดูนิทรรศการกับคุณจินดา คุณต้องการอะไรล่ะ ?
    A : I want some money to buy a book.
    ผมต้องการเงินเพื่อซื้อหนังสือ
    B : I have it. How much do you need ?
    ฉันมี คุณต้องการเท่าไร ?
    A : Only fifty baht.
    เพียงห้าสิบบาท
    B : Here you are.
    นี่เงิน
    A : Thank you.
    ขอบคุณ
    A : Do you speak English ?
    คุณพูดภาษาอังกฤษได้หรือไม่ ?
    B : Yes, but a little.
    พูดได้ครับ แต่ไม่มาก
    A : When did you study it ?
    คุณเรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่เมื่อไร ?
    B : I took English course three months ago.
    ผมเรียนภาษาอังกฤษเมื่อสามเดือนที่แล้ว
    A : Kathy, do you know where my racket is ? I want to play tennis now.
    แคธธี เธอรู้ไหมว่าไม้เทนนิสของผมอยู่ไหน ? ผมจะเล่นเทนนิสเดี๋ยวนี้
    B : Oh ! Daddy took it yesterday. He played with uncle Jim.
    โอ้ ! คุณพ่อเอาไปเมื่อวาน เขาเล่นกับลุงจิม
    I'm sorry, I forgot to tell you about it.
    ฉันเสียใจที่ลืมบอกเธอ
    A : Where is it now ?
    ตอนนี้มันอยู่ที่ไหน ?
    B : I'll find it for you.
    ฉันจะหาให้เธอ
    A : Thank you.
    ขอบคุณ.
    A : Do you have any vehicles ?
    คุณมีพาหนะบ้างไหม ?
    B : Yes, I have a motorcycle.
    ครับ ผมมีรถจักรยานยนต์
    A : Can I borrow it for ten minutes ?
    ผมขอยืมสักสิบนาทีได้ไหมครับ ?
    B : Where are you going to ?
    คุณกำลังจะไปไหน ?
    A : I'm going to the pharmacy to get medicine.
    ผมกำลังจะไปร้านขายยาเพื่อซื้อยา
    B : Sure. You may use it but don't be late.
    แน่นอน คุณเอาไปใช้ได้ แต่อย่าช้านะ
    A : Thank you.
    ขอบคุณ
  • TELEPHONE โทรศัพท์

    A : Excuse me, can I use your phone, please ?
    ขอโทษครับ ผมขอใช้โทรศัพท์ของคุณหน่อยได้ไหมครับ ?
    B : Sure, go ahead ! You can get the number in the telephone directory.
    แน่นอน เชิญเลยค่ะ คุณดูหมายเลขได้จากสมุดโทรศัพท์เลย
    A : Thank you.
    ขอบคุณครับ
    B : Not at all.
    ไม่เป็นไรค่ะ
    B: Whom do you want to talk to, John ?
    คุณต้องการพูดกับใครหรือจอห์น ?
    A : I want to talk to a friend of mine.
    ผมต้องการพูดกับเพื่อนคนหนึ่งครับ
    B : Do you know his number ?
    คุณรู้หมายเลขของเขาไหมคะ ?
    A : Yes, he gave me the number yesterday.
    รู้ครับ เขาให้หมายเลขกับผมเมื่อวาน
    A : Hello, is it nine five nine six one one two ?
    ฮัลโหล หมายเลขเก้า ห้า เก้า หก หนึ่ง หนึ่ง สอง ใช่ไหมครับ ?
    B : Yes, that's right. Who's calling ?
    ใช่แล้วค่ะ ใครโทรมาคะ ?
    A : Chanchai speaking. Can I speak to Mr. John, please ?
    ชาญชัยพูดครับ ขอพูดกับคุณจอห์นหน่อยครับ ?
    B : Would you hold on a moment, please ?
    ถือสายไว้สักประเดี๋ยวนะคะ ?
    A : Sure, thanks.
    ครับ ขอบคุณครับ
    A : Hello. Is this John's residence please ?
    ฮัลโหล บ้านของจอห์นใช่ไหมครับ ?
    B : I'm sorry. This is Joe's residence.
    ขอโทษครับ นี่บ้านของคุณโจครับ
    A : Oh I'm very sorry to disturb you. I got the wrong number.
    โอ้ ขอโทษครับที่รบกวนคุณ ผมได้หมายเลขผิดครับ
    B : That's all right.
    ไม่เป็นไรครับ
    A : Hello. Is this Mr. Sam's residence ?
    ฮัลโหล บ้านของคุณแซมใช่ไหมครับ ?
    B : Yes, it is.
    ใช่ครับ
    A : Would you connect to Mr. Sam, Please ?
    ช่วยต่อสายคุณแซมให้หน่อยได้ไหมครับ ?
    B : I'm very sorry, he isn't in. Any message for him ?
    เสียใจครับ เขาไม่อยู่ จะฝากข้อความอะไรไว้บ้างครับ ?
    A : No, thanks anyway. I'll call him later. Thank you.
    ไม่ครับ ขอบคุณ ผมจะโทร. หาเขาใหม่ ขอบคุณครับ
    A : Hello, Chanchai. Do you recognize my voice ?
    ฮัลโหล, ชาญชัย คุณจำเสียงของผมได้ไหม ?
    B : Is it you John ?
    คุณใช่ไหม จอห์น ?
    A : Yes, you are right. Can you see me this afternoon ?
    ใช่แล้ว คุณมาพบผมตอนบ่ายวันนี้ได้ไหม ?
    B : Of course. I can.
    แน่นอน ผมมาได้
    ้ A : I'll wait for you at my house.
    ผมจะคอยคุณที่บ้านของผม
    B : O.K. See you this afternoon.
    ตกลง แล้วพบกันบ่ายนี้
    A : Is it Suksa Naree School ?
    โรงเรียนศึกษานารีใช่ไหมคะ ?
    B : Yes, That's right. Who's speaking, please ?
    ครับใช่ นั่นใครพูดครับ
    A : Mrs. Ganda speaking.I'm sorry to tell you that, Rudy, my daughter cannot come to school today.
    นางกานดาพูดค่ะ ฉันเสียใจที่จะเรียนให้ทราบว่า ฤาดี บุตรสาวของฉันมาโรงเรียนไม่ได้วันนี้
    B : What's the matter with her ?
    เกิดอะไรขึ้นกับเธอหรือครับ ?
    A : She is not well today.
    เธอไม่สบายค่ะ
    B : Thanks for your information.
    ขอบคุณสำหรับรายละเอียดครับ
    A : Hello, operator ?
    ฮัลโหล พนักงานโทรศัพท์ใช่ไหมครับ ?
    B : Yes, operator speaking.
    ค่ะ พนักงานโทรศัพท์พูดค่ะ
    A : I want to call Mr. David in Bangkok.
    ผมต้องการโทร. ถึงคุณเดวิดที่กรุงเทพฯ
    His number is two nine three nine eight six six.
    หมายเลขของเขาคือ 2939866
    B : One moment please. I'll connect the number for you.
    สักครู่หนึ่งค่ะ ดิฉันจะต่อหมายเลขให้ค่ะ
    A : Thank you.
    ขอบคุณครับ
  • ในตลาดสด

    Seller : Today meat looks pretty and fresh, Madam.
    พนักงานขาย : วันนี้เนื่อวัวนุ่มและสดดีครับ คุณนาย
    Buyer : Is that so? How much is it?
    ลูกค้า : งั้นหรือ ขายไงเล่า
    Seller : Eighteen baht a kilo, Ma'am.
    พนักงานขาย : กิโลละ 18 บาทครับ
    Buyer : Oh, It's a bit expensive, isn't it?
    ลูกค้า : โอ๊ย! แพงไปหน่อยกระมังจ๊ะ?
    Buyer : What about sixteen bath a kilo?
    ลูกค้า : กิโลกรัมละ 16 บาท ไม่ได้หรือ?
    Seller : Sorry, Ma'am. This is the best meat on the market.
    พนักงานขาย : ไม่ได้ดอกครับ เนื้อนี้เป็นเนื้อดีที่สุดในตลาดครับ
    Seller : I wouldn't make any profit if I sold at sixteen bath a kilo.
    พนักงานขาย : ผมขายกิโลละ 16 บาท ผมไม่ได้กำไรอะไรเลยครับ
    Seller : Well, you're my customer. I'll make it seventeen, be all right.
    พนักงานขาย : เอาเถอะครับ คุณนายเป็นลูกค้าขาประจำของผม ผมคิด 17 บาท ก็แล้วกันนะครับ
    Buyer : All right, them, let's have half a kilo for me.
    ลูกค้า : ตกลง ฉันเอาครึ่งกิโล
    Buyer : How much are vegetables today?
    ลูกค้า : ผักขายยังไงจ๊ะ วันนี้
    Buyer : I want some vegetables.
    ลูกค้า : ฉันอยากได้ผักบ้าง
    Seller : Please make your choices.
    พนักงานขาย : โปรดเลือกดูเถิดครับ
    Seller : We have many fresh and fine vegetables today.
    พนักงานขาย : วันนี้เรามีผักสดงาม ๆ มากทีเดียว
    Seller : How are you cauliflowers today?
    พนักงานขาย : วันนี้คุณไม่รับกระหล่ำดอกหรือครับ ?
    Buyer : How do you sell them?
    ลูกค้า : ขายยังไงหรือ?
    Seller : They are eitht baht a kilo, Ma'am.
    พนักงานขาย : กิโลละ 8 บาท คุณนาย
    Buyer : Pick me out a few good.
    ลูกค้า : เลือกหัวงาม ๆ ให้สัก 2-3 หัวซิ
    Buyer : No, that's too small.
    ลูกค้า : ไม่เอา หัวนั้นเล็กเกินไป
    Buyer : Well, please weight them. How much?
    ลูกค้า : เอาละ ชั่งดูซิ เท่าไรนะ?
    Seller : It should be two kilograms and two.
    พนักงานขาย : 2 กิโลกรัม กับ 2 ขีด
    Seller : But I'll make it two kilograms only.
    พนักงานขาย : แต่ผมคิดคุณนาย 2 กิโลถ้วนก็แล้วกันครับ
    Buyer : How are the cucumbers?
    ลูกค้า : แล้วแตงกวาเล่าจ๊ะ?
    Seller : Oh, they are very nice and solid.
    พนักงานขาย : โอ๊, ทั้งงามทั้งแข็งกรอบทีเดียวครับ
    Buyer : Yes, I want half a kilo.
    ลูกค้า : เอาซิ, ฉันต้องการสักครึ่งกิโล
    Seller : Don't you care for the tomatoes?
    พนักงานขาย : คุณนายไม่รับมะเขือเทศด้วยหรือครับ?
    Seller : They are sipe and have no spoiled spot in them.
    พนักงานขาย : กำลังสุกงอมไม่เสียเลยครับ
    Buyer : Oh, I almost forget it. Yes, let me have too.
    ลูกค้า : เออ, ฉันเกือบลืมไป เอาให้ฉันด้วยนะจ๊ะ
    Buyer : Half a kilo be enough.
    ลูกค้า : ครึ่งกิโลก็พอนะจ๊ะ
    Buyer : Pick me out all solid, please.
    ลูกค้า : เลือกลูกแข็ง ๆ ให้ฉันทั้งหมดนะ
    Buyer : How much are the eggs today?
    ลูกค้า : ไข่ขายยังไงจ๊ะ วันนี้?
    Seller : These are ten bath a dozen.
    พนักงานขาย : พวกนี้ 12 ใบ 10 บาท
    Seller : And these others are twelve, Ma'am.
    พนักงานขาย : แล้วพวกนั้น 12 ใบ 12 บาท
    Buyer : Well, I'll take dozen of the bigger ones.
    ลูกค้า : ฉันเอาอย่างฟองใหญ่สัก 12 ฟองนะจ๊ะ
    Buyer : I don't like small eggs.
    ลูกค้า : ฉันไม่ค่อยชอบฟองเล็ก ๆ
    Seller : Is one dozen enough?
    พนักงานขาย : 12 ฟอง พอหรือครับ?
    Buyer : Yes, I don't want to keep it in a long time.
    ลูกค้า : พอจ๊ะ ฉันไม่ต้องการจะเก็บมันไว้นาน ๆ
    Seller : What about some onions?
    พนักงานขาย : คุณนายไม่รับหัวหอมบ้างหรือครับ?
    Buyer : Are they all good?
    ลูกค้า : ดี ทั้งหมดไหมเล่า?
    Buyer : The last ones you sold me weren't good at all.
    ลูกค้า : คราวที่แล้วคุณขายให้ฉันน่ะไม่ดีเลย
    Buyer : I had to throw away lots of them.
    ลูกค้า : ฉันต้องทิ้งเสียตั้งเยอะแยะทีเดียว
    Seller : I'm sorry. I'll choose the good at all for you today.
    พนักงานขาย : ผมเสียใจด้วยครับ คราวนี้ผมจะเลือกหัวดี ๆ ให้คุณนายทั้งนั้น
    Buyer : All right, I'll take one kilo.
    ลูกค้า : เอาละ ฉันต้องการสัก 1 กิโล
    Buyer : And give me green peppers and parsley, two bath for each.
    ลูกค้า : แล้วก็เอาพริกกับผักชีอย่างละ 2 บาทนะ
    Seller : Very good, Ma'am.
    พนักงานขาย : ได้ครับ คุณนาย
    Buyer : How much do I own you?
    ลูกค้า : ทั้งหมดเท่าไรจ๊ะ
    Seller : Twenty two bath altogether Ma'am.
    พนักงานขาย : ทั้งหมด 22 บาทครับ คุณนาย
    Seller : Thank you very much.
    พนักงานขาย : ขอบคุณมากครับ
    Seller : Goodbye and come again, please
    พนักงานขาย : ลาก่อนครับแล้วกรุณามาอุดหนุนอีกนะครับ
  •  ร้านขายของชำ

    Seller : Good morning, Ma'am.
    พนักงานขาย : สวัสดีครับคุณนาย
    Seller : May I help you please?
    พนักงานขาย : คุณต้องการอะไรหรือครับ
    Buyer : Good morning. Yes, thank you.
    ลูกค้า : สวัสดีค่ะ ขอบคุณ
    Buyer : Will you please show me what you have in the line of canned goods?
    ลูกค้า : คุณโปรดให้ฉันชมเครื่องกระป๋อง ที่คุณมีสักหน่อยเถอะ
    Seller : Yes, Ma'am, This way please.
    พนักงานขาย : ได้ครับ เชิญทางนี้ซิครับ
    Buyer : Oh! you have such a large selection.
    ลูกค้า : แหม คุณมีให้เลือกมากมายเหลือเกินนะ
    Buyer : Well, there is a list of somethings that I need.
    ลูกค้า : เอาละค่ะ นี่คือบัญชีรายชื่อสิ่งของที่ดิฉันต้องการ
    Seller : Very good, Ma'am I'll get these for you right away.
    พนักงานขาย : ได้ครับ ผมจะจัดการของให้คุณเป็นที่เรียบร้อยเลยครับ
    Buyer : By the way, have you got any tinned fruit salad?
    ลูกค้า : อ้อ, คุณมีสลัดผลไม้กระป๋องอย่างดี ๆ บ้างไหมคะ?
    Buyer : he last kind I bought wasn't too tasty.
    ลูกค้า : อย่างคราวที่แล้ว ซื้อไปไม่ได้เรื่องเลย
    Seller : I think we can help you, Ma'am.
    พนักงานขาย : ผมคิดว่าจะช่วยจัดให้คุณ ตามประสงค์ได้ครับ
    Seller : Now, we have a large selection of tinned fruit salad.
    พนักงานขาย : คราวนี้ เรามีสลัดผลไม้กระป๋อง ให้คุณเลือกตั้งเยอะแยะทีเดียว
    Seller : What about this brand here?
    พนักงานขาย : ตรานี้เป็นไงครับ?
    Seller : It's very popular and sells well.
    พนักงานขาย : เป็นที่นิยมกันมาก และขายดีจริงครับ
    Buyer : Let me see. How much is it?
    ลูกค้า : ขอดูหน่อยซี ราคาเท่าไรนะ?
    Seller : This one cost twenty bath, Ma'am.
    พนักงานขาย : เพียงกระป๋องละ 20 บาท ครับคุณ
    Buyer : It looks all right. Is it Libby's?
    ลูกค้า : ดูแล้วน่าทานน่ะ ของลิบบี้ใช่ไหมคะ?
    Seller : Yes, Ma'am.
    พนักงานขาย : ใช่ครับ
    Buyer : Allright I'll take two cans.
    ลูกค้า : ดีละ ฉันต้องการสัก 2 กระป๋อง
    Buyer : And have you any asparagus?
    ลูกค้า : แล้วคุณมีหน่อไม้ฝรั่งบ้างไหม?
    Buyer : Oh! I see it now, there they are.
    ลูกค้า : อ้อ, เห็นแล้วค่ะ นั่นไงค่ะ
    Buyer : Let me have one of it there, on your left.
    ลูกค้า : เอาให้ฉันสักกระป๋อง โน่นค่ะ ทางซ้ายมือคุณ
    Seller : Yes, Ma'am, Anything else?
    พนักงานขาย : ได้แล้วครับ, อย่างอื่นจะรับอีกไหมครับ?
    Buyer : No, that's all for today.
    ลูกค้า : ไม่ล่ะ เห็นจะพอเสียทีวันนี้
    Buyer : Have you got the goods, I gave you on the list?
    ลูกค้า : คุณจัดของให้ฉันตามบัญชีนั้นเรียบร้อยแล้วหรือคะ?
    Seller : Oh, yes, Everything is here, Ma'am.
    พนักงานขาย : เรียบร้อยแล้วครับ ของทั้งหมดอยู่ที่นี่
    Seller : Two dozen ginger else, orange juice.
    พนักงานขาย : น้ำขิง 2 โหล น้ำส้มคั้น
    Seller : Two cans of pork and beans.
    พนักงานขาย : หมูและถั่วกระป๋อง 2 กระป๋อง
    Seller : Three cans of gren peas.
    พนักงานขาย : ถั่วลันเตา 3 กระป๋อง
    Seller : One bottle of jam, corn flakes.
    พนักงานขาย : แยม 1 ขวด, ข้าวเกรียบ
    Seller : And these are two cans of fruit salad, one asparagus.
    พนักงานขาย : แล้วนี่ สลัดผลไม้ 2 กระป๋อง หน่อไม้ฝรั่ง 1 กระป๋อง
    Seller : That's allright? I'll just wrap up them for you.
    พนักงานขาย : เท่านั้นนะครับ? ผมจะจัดการห่อให้เดี๋ยวนี้เลย
    Seller : Three hundred and fifty two baht altogether.
    พนักงานขาย : เป็นเงิน 352 บาทครับ
    Seller : This is your receipt, Ma'am.
    พนักงานขาย : นี่ครับ ใบเสร็จรับเงิน
    Seller : Thank you very much.
    พนักงานขาย : ขอบคุณมากครับ
    Buyer : Put them in my car.Will you please.
    ลูกค้า : ช่วยนำไปไว้ในรถของฉันด้วยนะคุณ
    Seller : Of course, Ma'am.
    พนักงานขาย : ได้ครับ
    Seller : Very good, Ma'ma.
    พนักงานขาย : เรียบร้อยแล้วครับ
  • การต้อนรับแขกผู้มาเยี่ยม

    Prayun : Good Morning Mr. Sam.
    ประยูร : สวัสดีครับ มิสเตอร์แซม
    Prayun : I am greatly honoured, please take a seat. Sam
    ประยูร : ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง , เชิญนั่งครับแซม
    Sam : Thank you.
    แซม : ขอบคุณครับ
    Prayun : Please feel quite comforatable.
    ประยูร : เชิญตามสบายนะครับ
    Prayun : Excuse me, I'll find someting cool for you.
    ประยูร : ขอโทษนะ ผมจะไปหาอะไรเย็น ๆ ให้คุณดื่มก่อน
    Sam : Please don't. I don't want to be a trouble to you.
    แซม : อย่าเลยครับ ผมไม่อยากให้เป็นที่รบกวนคุณนัก
    Sam : I will be much better to let me have a glass of cool water.
    แซม : ขอน้ำเย็นให้ผมสักแก้วจะดีกว่า?
    Prayun : Please have a smoke.
    ประยูร : โปรดสูบบุหรี่ซิครับ
    Sam : Thank you, but I have long since done with smoking.
    แซม : ขอบคุณครับ ผมเลิกสูบบุหรี่มานานแล้ว
    Prayun : I'm so happy you come to visit me.
    ประยูร : ผมดีใจที่คุณมาเยี่ยมถึงบ้าน
    Prayun : What can I do for you? Sam
    ประยูร : แซม คุณมีธุระอะไรหรือเปล่าครับ?
    Sam : Oh, no, I have go no business.
    แซม : ไม่ดอกครับ ผมไม่มีธุระอะไรดอกครับ
    Sam : Just drop in to see you.
    แซม : เพียงแต่แวะมาเยี่ยมคุณเท่านั้น
    Prayun : Thank you it's very kind of you to have come.
    ประยูร : ขอบคุณครับ ที่กรุณามาเยี่ยม
  • ไปเยี่ยมคนไข้

    Sompong : Well, good morning Mr. Frank.
    สมพงษ ์ : สวัสดีครับ มิสเตอร์แฟรงค ์
    Sompong : I heard you weren't at the office.
    สมพงษ ์ : ผมได้ข่าวว่าคุณไม่ได้ไปทำงาน
    Sompong : So, I call to find out what was the matter. Frank
    สมพงษ ์ : ผมก็เลยแวะมาดูคุณ เพราะความอยากทราบว่าเป็นอะไรไป
    Frank : It's awfully good of you to call.
    แฟรงค ์ : คุณช่างดีเหลือเกินที่อุตส่าห์มาเยี่ยม
    Frank : I don't thing there's much wrong.
    แฟรงค ์ : ผมคิดว่า ไม่เป็นอะไรมากดอกครับ
    Sompong : But you don't look very cheerful today.
    สมพงษ์ : แต่คุณไม่ค่อยจะสดชื่นเลยนี่ครับวันนี้
    Sompong : Why don't you see the doctor? Frank
    สมพงษ์ : แฟรงค ์แล้วไงคุณไม่ไปหาหมอล่ะครับ?
    Frank : I have call him.
    แฟรงค ์ : ผมไปหาแล้วครับ
    Sompong : What did he say?
    สมพงษ์ : แล้วหมอว่าไงครับ?
    Sompong : I hope it's nothing serious.
    สมพงษ์ : ผมเข้าใจว่าคงไม่ร้ายแรงนัก
    Frank : I don't think so.
    แฟรงค ์ : คงไม่ดอกครับ
    Sompong : It's some kind of fever of course.
    สมพงษ์ : แต่เป็นน่ะต้องเป็นไข้อย่างหนึ่งแน่
    Sompong : Have you even had malaria before? Frank
    สมพงษ์ : แฟรงค ์คุณเป็นไข้จับสั่นมาก่อนหรือเปล่าครับ
    Frank : No, never. Anyhow, I don't feel particularly ill.
    แฟรงค ์ : ไม่ดอกครับ แต่ไงก็ตาม ผมไม่ป่วยมากดอกครับ
    Sompong : But you must take care of yourself.
    สมพงษ์ : แต่คุณก็ต้องหมั่นระวังรักษาตัวหน่อยนะครับ
  • การเยี่ยมเยียน (Visting)

    Mike : May I come and see you at your house sometime? Arun
    ไมค์ : อรุณ ผมขอไปเยี่ยมคุณที่บ้านบ้างได้ไหม?
    Arun : Yes, you may.
    อรุณ : เชิญซีครับ
    Mike : Are you free in the evening?
    ไมค์ : ตอนเย็นคุณว่างไหมครับ?
    Arun : Yes, of course.
    อรุณ : ว่างครับ
    Mike : Then, may I come on tomorrow evening. John
    ไมค์ : อรุณ ถ้างั้นผมไปเยี่ยมคุณตอนเย็นพรุ่งนี้นะครับ
    Arun : Yes, that'll be alright.
    อรุณ : ครับ ดีทีเดียว

    Robirt : Are you busy tomorrow? Matin
    ิ โรเบิร์ต : มาติน พรุ่งนี้คุณมีธุระอะไรหรือเปล่า?
    Matin : No, I'm not.
    มาติน : ไม่ครับ
    Robirt : Is it alright if I come to see you tomorrow?
    โรเบิร์ต : ผมจะไปพบคุณพรุ่งนี้ได้ไหมครับ?
    Matin : What time you would like to come?
    มาติน : คุณจะไปเวลาไหนหรือครับ?
    Robirt : May I come in the evening at five? Matin
    โรเบิร์ต : มาติน ผมจะไปตอนเย็น 5 โมงเป็นไงครับ
    Matin : Drop in anytime I'll be home all evening.
    มาติน : ไปกี่โมงก็ได้ครับ ตอนเย็นผมอยู่ตลอดเวลา
    Robirt : Thanks, I'll come at that time.
    โรเบิร์ต : ขอบคุณมากครับ ผมจะไปตามเวลานั้น
  • ชวนไปชมการแข่งขันฟุตบอล

    Tom : Come to see a football match with me today? Smith
    ทอม : สมิธ วันนี้ไปชมการแข่งขันฟุตบอลด้วยกันไหมครับ?
    Smith : What match is on today?
    สมิธ : ใครกับใครหรือครับ?
    Tom : Bangkok Bank is playing Asia Bank.
    ทอม : ธนาคารกรุงเทพกับธนาคารเอเชียครับ
    Smith : What time?
    สมิธ : กี่โมงครับ?
    Tom : Half past four.
    ทอม : 4 โมงครึ่งครับ
    Smith : Where do you wish that we should meet?
    สมิธ : คุณจะให้ผมไปพบได้ที่ไหนเล่า?
    Tom : I'll come by for you at your office about four.
    ทอม : ผมจะผ่านมารับคุณที่ที่ทำงานราว 4 โมง
  • A : Where are you going to ?
    คุณกำลังจะไปไหน ?
    B : I'm going to play tennis.
    ผมจะไปเล่นเทนนิส
    A : May I come with you ? I want to watch the game.
    ผมขอไปกับคุณได้ไหม ? ผมต้องการชมการเล่น
    B : Of course, you can come and join us.
    แน่นอน คุณไปร่วมเล่นกับเราได้
    A : I can't play tennis. I just want to watch the game.
    ผมเล่นเทนนิสไม่เป็น ผมต้องการชมการเล่นเท่านั้น
    A : How long have you been playing tennis ?
    คุณเล่นเทนนิสมานานเท่าไรแล้ว ?
    B : I think about five years.
    ผมคิดว่าประมาณห้าปี
    A : You must be a good player. then.
    งั้นคุณก็เป็นผู้เล่นที่เก่งน่ะซิ
    B : Not so good.
    ไม่เก่งมากนัก
    A : What game do you like ?
    คุณชอบการเล่นอะไร ?
    B : I prefer badminton to any other games.
    ผมชอบแบดมินตันมากกว่าอื่น ๆ
    A : Could you tell me why ?
    คุณบอกผมได้ไหมว่าทำไม ?
    B : It doesn't cost much.
    ค่าใช้จ่ายไม่มาก
    A : Do you know Sila U-Lao ?
    คุณรู้จักศิลา อุเลาไหม ?
    B : Of corse, I do. He's our national badminton champion.
    แน่นอน ผมรู้จัก เขาเป็นยอดนักแบดมินตันของประเทศเรา
    A : He just arrived form England yesterday.
    เขาเพิ่งมาจากอังกฤษเมื่อวาน
    B : Yes, I was at the airport when he arrived.
    ครับ ผมอยู่ที่ท่าอากาศยานเมื่อเขามาถึง
    A : Where are you going in such a hurry ?
    คุณรีบจะไปไหนหรือ ?
    B : I'm going to buy a shuttlecock.
    ผมจะไปซื้อลูกขนไก่
    A : Whom do you play with ?
    คุณเล่นกับใคร ?
    B : I play with my father and my brother.
    ผมเล่นกับคุณพ่อและพี่ชาย
    A : May I join you ?
    ขอเล่นด้วยได้ไหม ?
    A : Why not ? Come and join us please.
    ทำไมจะไม่ได้ล่ะ ? มาร่วมกับเราซิ
    A : Do you know how to play ping pong ?
    คุณเล่นปิงปองเห็นไหม ?
    B : Yes, I do but I'm not an expert.
    เล่นเป็น แต่ผมไม่ได้เชี่ยวชาญ
    A : Where did you learn it ?
    คุณเรียนรู้จากที่ไหน ?
    B : I learned it from my father. My father plays almost every week, and I always watch him play.
    ผมเรียนรู้จากคุณพ่อ คุณพ่อเล่นเกือบทุกสัปดาห์ และผมจะเฝ้าดูเขาเล่นเสมอ
    A : Can you play hockey ?
    คุณเล่นฮ็อกกี้เป็นไหม ?
    B : No, I can't but I wish to learn.
    ผมเล่นไม่เป็น แต่ผมอยากเรียนรู้
    A : I'll go to Charusatean Stadium and ask about it.
    ผมจะไปสนามกีฬาจารุเสถียรและถามเกี่ยวกับมัน
    B : So will I.
    ผมจะไปด้วย
    A : Would you like to come along with me ?
    คุณจะไปกับผมไหม ?
    B : Where're you going to ?
    คุณจะไปไหน
    A : I'm going to Jimmy's house. Today is his little brother's birthday.
    ผมจะไปบ้านจิมมี่ วันนี้เป็นวันเกิดของน้องชายคนเล็กของเขา
    B : How old is he today ?
    วันนี้เขาอายุเท่าไร ?
    A : He's seventeen years old.
    เขาอายุสิบเจ็ดปี
    B : Please wish him Happy Birthday.
    ช่วยอวยพรวันเกิดแก่เขาด้วย
    A : All right. I will.
    ตกลง ผมจะอวยพรให้เขา
    A : It's going to rain. I'm afraid we can't go out.
    ฝนกำลังจะตก ผมเกรงว่าเราคงออกไปข้างนอกไม่ได้
    B : What shall we do now ?
    ตอนนี้เราจะทำอะไรดี ?
    A : Can you play chess ?
    คุณเล่นหมากรุกเป็นไหม ?
    B : Yes, I can but I'm only a beginner.
    เป็นครับ แต่เพิ่งเริ่มเล่น
    A : We are both same, then. Let's play seriously.
    เราเหมือนกัน งั้นเรามาเล่นอย่างจริงจังกันเถอะ .bloggang.com/emo/emo29.gif>
  • AT THE PARK (ที่สวนสาธารณะ)

    A : Where are we going to ?
    เรากำลังจะไปไหน ?
    B : We're going to Safari land.
    เรากำลังจะไปสวนสนุกซาฟารี
    A : It's really fun especially for children. There're many interesting games there.
    มันสนุกจริง ๆ โดยเฉพาะสำหรับเด็ก ๆ มีเกมส์ที่น่าสนใจมากมายที่นั่น
    B : I like to sit and watch the lake.
    ผมชอบนั่งและเฝ้ามองทะเลสาบ
    A : Do you like rowing ? It's for two persons.
    คุณชอบพายเรือไหม ? มันเหมาะสำหรับสองคน
    B : We can try to get on it together. Let's buy the tickets.
    เราลองขึ้นนั่งด้วยกันก็ได้ ไปซื้อตั๋วกันเถอะ
    A : You know it's a good soprt. It exercises the muscles.
    คุณก็รู้ว่าเป็นกีฬาที่ดี มันเป็นการออกกำลังกล้ามเนื้อ
    B : Here are the tickets, come on.
    นี่ไงตั๋ว ไปกันเถอะ
    A : Tomorrow is a holiday , John. It's the birthday of the King.
    จอห์น พรุ่งนี้เป็นวันหยุด เป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของพระเจ้าอยู่หัว
    B : Where do you plan to go tomorrow ?
    คุณวางแผนที่จะไปไหนในวันพรุ่งนี้ ?
    A : What about going to the beach ? We can swim in the sea. I like swimming very much.
    ว่าไงล่ะถ้าจะไปเที่ยวชายหาด ? เราจะได้ว่ายน้ำในทะเล ผมชอบว่ายน้ำมาก
    B : I agree to your plan. See you tomorrow.
    ผมเห็นด้วยกับแผนของคุณ พบกันพรุ่งนี้นะ
    A : Is everyone ready? Don't forget to bring a sunshade and some folding chairs.
    ทุกคนพร้อมหรือยัง ? อย่าลืมนำที่บังแดด และเก้าอี้พับไปด้วย
    B : Where's we going to, Mummy ?
    เราจะไปไหนครับ คุณแม่ ?
    A : We're going on a picnic to the beach.
    เราจะไปปิคนิคที่ชายหาด
    B : Can I swim there ?
    ผมว่ายน้ำที่นั่นได้ไหมครับ ?
    A : Sure, you can.
    แน่นอน ได้ซิ
    A : Do you like merry go round. Harry ?
    คุณชอบม้าหมุนไหม, ฮาร์รี่ ?
    B : Certainly, I do. Have you got the tickets ?
    แน่นอนฉันชอบ คุณมีตั๋วหรือเปล่า ?
    A : Yes, here you are. And you Nit, what do you want to ride ?
    ครับ นี่ไงครับ และเธอล่ะนิด เธออยากจะขี่อะไร ?
    C : I'd like to ride a horse.
    ผมอยากขี่ม้าครับ
    A : Good. Here's the ticket.
    ดี, นี่ตั๋ว
    C : Thank you, Mummy.
    ขอบคุณครับ คุณแม่
  • AT HOME ที่บ้าน

    A : Good morning, Mrs. Manee.
    สวัสดีครับ คุณมานี
    B : Good morining Mr. Somsak.
    สวัสดีค่ะ คุณสมศักดิ์
    A : Is your husband at home ?
    สามีของคุณอยู่บ้านไหมครับ ?
    B : I'm sorry he he isn't. But he told me about you.
    เสียใจค่ะ เขาไม่อยู่ แต่เขาบอกฉันเกี่ยวกับคุณ
    come in, please.
    เชิญเข้ามาซิคะ
    A : Yes, Thank you.
    ครับ ขอบคุณ
    A : Mr. John. I'd like to introduce you to Mrs. Manee.
    คุณจอห์น ผมอยากจะแนะนำให้คุณรู้จักกับคุณมานี
    B : How do you do, Mr. John ?
    สวัสดีค่ะ คุณจอห์น ?
    C : How do you co, Mrs. Manee ?
    สวัสดีครับ คุณมานี ?
    B : Sit down please. My husband will be back in a minute.
    เชิญนั่งค่ะ สามีของฉันจะกลับมาภายในไม่กี่นาที
    C : Thank you.
    ขอบคุณครับ
    B : Would you like to have tea, coffee or any soft drinks ?
    จะรับเครื่องดื่มอะไรดีคะ ชา กาแฟ หรือน้ำอัดลม ?
    C : I would like to have soft drinks, please.
    ผมขอน้ำอัดลมครับ
    A : Mr. John has just arrived from America and he wnats to stay here for one year.
    คุณจอห์นเพิ่งมาจากอเมริกาและเขาจะอยู่ที่นี่เป็นเวลาหนึ่งปี
    B : I hope you'lll enjoy staying here.
    ฉันหวังว่าคุณคงอยู่ที่นี่ด้วยความสนุกนะคะ
    C : I hope so.
    ผมก็หวังเช่นนั้นครับ
    C : Where did you study English ? You speak very well.
    คุณเรียนภาษาอังกฤษที่ไหน ? คุณพูดได้ดีมากเลยทีเดียว
    B : I studied when I was a student.
    ฉันเรียนเมื่อตอนเป็นนักศึกษา
    C : Do your children also speak English ?
    ลูก ๆ ของคุณพูดภาษาอังกฤษได้ด้วยไหมครับ ?
    B : Yes, they do but just a little. I rarely talk to them in English.
    ค่ะ แต่เขาพูดได้เพียงเล็กน้อย ฉันไม่ค่อยได้พูดภาษาอังกฤษกับพวกเขา
    C : How many languages have you mastered ?
    คุณรู้กี่ภาษาครับ ?
    B : I have mastered three languages.
    ฉันรู้สามภาษาค่ะ
    C : What are they ?
    มีภาษาอะไรบ้างครับ ?
    B : They are English, French and Thai.
    มีภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส และไทย
    C : Splendid !
    วิเศษจริง !
    C : What do you think ? Which of those three is the most difficult one ?
    คุณมีความคิดเห็นอย่างไร ? ภาษาไหนที่ยากที่สุดครับ ?
    B : I think English is the most difficult.
    ฉันคิดว่าภาษาอังกฤษยากที่สุดค่ะ
    C : Why ?
    ทำไมล่ะ ?
    B : Besides the grammar, we have to learn how to write it.
    นอกจากหลักไวยากรณ์แล้ว เราต้องเรียนรู้การเขียนอีกค่ะ
    B : Mr. John, I'll show your room, it is on the second floor.
    คุณจอห์น ฉันจะพาคุณไปดูห้อง มันอยู่ที่ชั้นสองค่ะ
    C : How many rooms do you have upstairs ?
    คุณมีห้องกี่ห้องที่ชั้นบน ?
    B : We have three bed-rooms, a living room and a bathroom.
    เรามีห้องนอนสามห้อง ห้องพักผ่อนหนึ่งห้อง และห้องน้ำหนึ่งห้อง
    C : Which one is my bed-room ?
    ห้องนอนของผมห้องไหนครับ ?
    B : The first room on your right.
    ห้องแรกด้านขวามือคุณค่ะ
    C : Thank you.
    ขอบคุณครับ
    C : What a beautiful house it is !
    ช่างเป็นบ้านที่สวยอะไรอย่างนี้ !
    B : Not too big, anyway.
    อย่างไรก็ตาม มันก็ไม่ใหญ่โตเกินไป
    C : It is big, with a beautiful garden, full of flowers at the front yard.
    มันใหญ่โตด้วยสวนที่สวยงาม ที่สนามด้านหน้าเต็มไปด้วยดอกไม้
    B : Do you like flowers ?
    คุณชอบดอกไม้ไหมคะ ?
    C : Yes, I like them very much.
    ครับ ผมชอบดอกไม้มาก
    C : How many dogs do you have ?
    คุณมีสุนัขกี่ตัวครับ ?
    B : I've got two dogs, one is at the front and one is at the back.
    ฉันมีสุนัขสองตัว ตัวหนึ่งอยู่ด้านหน้า อีกตัวหนึ่งอยู่ด้านหลังค่ะ
    C : You like birds too, don't you ?
    คุณชอบนกด้วยใช่ไหมครับ ?
    B : Yes, I got this one from a friend of mine.
    ค่ะ ฉันได้ตัวนี้จากเพื่อนคนหนึ่ง
    C : What a nice bird !
    ช่างเป็นนกที่สวยจังเลย !
    B : Mr. John, I'd like to introduce you to Mr. White, my English teacher.
    คุณจอห์น ฉันอยากจะแนะนำคุณให้รู้จักกับคุณไวท์ ครูสอนภาษาอังกฤษของฉัน
    C : How do you do, Mr. White ?
    สวัสดีครับ คุณไวท์ ?
    D : How do you do, Mr. John.
    สวัสดีครับ คุณจอห์น
    C : How long have you been in Thailand Mr. White ?
    คุณอยู่เมืองไทยกี่ปีแล้วครับ คุณไวท์ ?
    D : I have been here for two years.
    ผมอยู่ที่นี่เป็นเวลาสองปีแล้วครับ
    C : Do you like Thailand ?
    คุณชอบประเทศไทยไหมครับ ?
    D : Yes, I like it very much.
    ครับ ผมชอบมากครับ
    B : Excuse me, I must go now.
    ขอโทษค่ะ ฉันต้องไปก่อนค่ะ
    C : Why are you in a hurry ?
    ทำไมรีบจังล่ะครับ ?
    B : I've to take my daughter to a doctor.
    ฉันต้องพาลูกสาวไปหาหมอค่ะ
    C : Oh, I see. I hope she'll be well soon.
    โอ้ งั้นหรือครับ ผมหวังว่าเธอจะหายในเร็ว ๆ นี้นะครับ
  • SUGGESTIONS ข้อเสนอแนะ

    A: Will you be free next Sunday, John ?
    วันอาทิตย์หน้าคุณว่างไหมจอห์น ?
    B : I think so, Why ?
    ผมคิดว่าว่าง ทำไมล่ะ ?
    A : I'd like to go on a picnic with my family. Would you like to join us ?
    ผมจะไปปิคนิคกับครอบครัว คุณจะไปด้วยไหมล่ะ ?
    B : I'd glad to.
    ผมดีใจที่จะได้ไปด้วย
    A : What's the matter with you John ?
    คุณเป็นอะไรหรือ จอห์น ?
    B : I'm not feel very well. I have a headache and high temperature.
    ผมรู้สึกไม่สบาย ผมรู้สึกปวดศีรษะและมีไข้
    A : You'd better see the doctor this afternoon.
    คุณควรไปหาหมอบ่ายวันนี้
    B : I should. Can you come with me ?
    ผมจะไป คุณไปกับผมได้ไหม ?
    A : Sure. I'll ring him first.
    แน่นอน ผมจะโทร. ไปให้ก่อน
    B : Thank you.
    ขอบคุณ

    A : Have you ever been to the Music Hall, John ?
    คุณเคยไปหอดนตรีไหม จอห์น ?
    B : No, I've never been there.
    ไม่ ผมไม่เคยไปที่นั่น
    A : There is a musical show, shown by the popularsingers tonight.
    มีการแสดงดนตรี คืนนี้แสดงโดยนักร้องยอดนิยม
    B : Oh, it sounds pleasant. Shall we go there ?
    โอ้ ฟังแล้วน่าเพลิดเพลิน เราไปที่นั่นไหม ?
    A : It's good idea. I think.
    ผมคิดว่ามันเป็นความคิดที่ดี

    A : Have you written any letters to your father, John ?
    คุณได้เขียนจดหมายถึงคุณพ่อของคุณบ้างหรือไม่ จอห์น ?
    B : No. I haven't. I have no time to write.
    ไม่ ผมไม่มีเวลาเขียน
    A : I suggest that if you write to him. I'm sure he'll be expecting it.
    ผมเสนอแนะว่าถ้าคุณเขียนถึงเขา ผมแน่ใจว่าเขากำลังรอมันอยู่
    B : O.K. I'll write now. Thanks for reminding me.
    ตกลง ผมจะเขียนเดี๋ยวนี้ ขอบคุณที่เตือนผม
    A : You're welcome.
    ด้วยความยินดี

    A : I heard that your English result was very bad, Chanchai.
    ผมได้ยินว่าผลการสอบภาษาอังกฤษของคุณแย่มาก ชาญชัย
    B : Yes, I know, but I find it difficult to study. It's too noisy at home.
    ครับ ผมทราบ ผมท่องหนังสือไม่ได้ มันหนวกหูเกินไปที่บ้าน
    A : You can come to my house and we will be able to study together.
    คุณมาที่บ้านผมก็ได้แล้วเราจะท่องด้วยกัน
    B : Thanks for your invitation.
    ขอบคุณสำหรับคำเชิญของคุณ
    A : Don't mention it.
    ไม่ต้องเกรงใจ
  • INVITATION การเชื้อเชิญ

    A : It's lovely day, isn't it, John ?
    เป็นวันที่มีอากาศแจ่มใส่ ใช่ไหมจอห์น ?
    B : Yes, it is.
    ใช่ครับ
    A : What about going out for a drive along the beach ?
    ไปขับรถเล่นตามชายหาดดีไหม ?
    B : It's a pleasure. We'd better bring lunch with us.
    ด้วยความยินดี เราควรเอาอาหารเที่ยงไปด้วย
    A : That's good idea.
    เป็นความคิดที่ดี
    A : Where are you going Mary ?
    คุณกำลังจะไปไหน แมรี่ ?
    B : I'm going to Lucy's sister wedding party.
    ฉันกำลังจะไปงานแต่งงานน้องสาวของลูซี่
    A : Are you going alone ?
    คุณไปคนเดียวหรือ ?
    B : No, I'm going together with Ketty. She is waiting for me.
    เปล่า ฉันไปกับเคธธี่ เธอกำลังคอยฉันอยู่
    A : Please send my regard to her.
    ช่วยส่งความคิดถึงไปยังเธอด้วย

    A : Would you come to my birthday party tomorrow evening ?
    คุณจะมางานวันเกิดของฉันเย็นวันพรุ่งนี้ไหม ?
    B : At what time ?
    เวลาเท่าไหร่ ?
    A : About five thirty.
    ประมาณห้าโมงครึ่ง
    B : How old will you be tomorrow ?
    วันพรุ่งนี้คุณจะมีอายุเท่าไร ?
    A : I will be fifteen.
    ฉันจะมีอายุสิบห้าปี
    B : I'll come if there is no objection.
    ฉันจะมาถ้าไม่มีอุปสรรค

    A : If you've the time would you like to go fishing with me ?
    ถ้าคุณมีเวลา คุณจะไปตกปลากับฉันไหม ?
    B : Yes, of course. I like it very much.
    แน่นอน ผมชอบตกปลามาก
    A : We will go in half an hour. I'll pick you up.
    เราจะไปภายในครึ่งชั่วโมง ผมจะไปรับคุณ
    B : I'll be ready by then. Thank you.
    ฉันจะพร้อมเมื่อถึงเวลานั้น ขอบคุณ

    A : John, are you invited to the cultural show in the evening, which will be held at the Cultural Hall
    จอห์น คุณได้รับเชิญไปชมการแสดงทางวัฒนธรรม ซึ่งจะจัดขึ้นที่หอวัฒนธรรมในตอนเย็นไหม ?
    B : Yes, I am. I received the invitation card just this morning.
    ครับ ผมได้รับเชิญ ผมเพิ่งได้รับบัตรเชิญเมื่อเช้านี้เอง
    A : Shall we go together ?
    เราจะไปด้วยกันไหม ?
    B : All right, I'll be waiting for you at six thirty.
    ตกลง ผมจะคอยคุณเวลาหกโมงครึ่ง
    A : See you later.
    แล้วเจอกันนะ
  • การเยี่ยมเยียน

    A : Manee, do you know that Kasem is ill ?
    มานี เธอรู้ไหมว่าเกษมไม่สบาย ?
    B : No, I don't.
    ไม่ ฉันไม่ทราบ
    A : Shall we go to see her today ?
    ไปเยี่ยมเธอวันนี้ดีไหม ?
    B : O.K. Let's go right now.
    ตกลง ไปกันเดี๋ยวนี้เลย
    A : We're sorry to disturb you, Kasem. How are you ?
    เราเสียใจที่ต้องรบกวนเธอ เกษม เธอเป็นอย่างไรบ้าง ?
    C : I'm getting better now, but the doctor told me to stay home for several days.
    ฉันรู้สึกดีขึ้น แต่หมอบอกให้พักที่บ้านอีกสักสองสามวัน
    A : Don't worry about the lessons. We'll explain to you everything.
    อย่าได้เป็นห่วงในเรื่องบทเรียน เราจะอธิบายทุกสิ่งทุกอย่างให้เธอ
    C : Thanks very much for your help.
    ขอบคุณมากสำหรับความช่วยเหลือของเธอ
    A : Not at all.
    ไม่เป็นไร.

    A : Good morning, sir.
    สวัสดีครับ
    B : Good morning.
    สวัสดี
    A : Is this Mr. Chanchai's house ?
    นี่เป็นบ้านของคุณชาญชัยใช่ไหมครับ ?
    B : That's right. Are you Mr. John ?
    ถูกแล้วครับ คุณคือคุณจอห์นใช่ไหมครับ ?
    A : Yes, I am.
    ครับผม
    B : Would you come in, please. Mr. Chanchai is waiting for you.
    เชิญเข้ามาข้างในครับ คุณชาญชัยกำลังรอคุณอยู่
    A : Thank you.
    ขอบคุณครับ
    A : Where are you going, John ?
    คุณกำลังจะไปไหน จอห์น ?
    B : I'm going to the hospital.
    ผมกำลังจะไปโรงพยาบาล
    A : What' s the matter ?
    เกิดอะไรขึ้น ?
    B : Mr. Chanchai had an accident this morning.
    คุณชาญชัยได้รับอุบัติเหตุเมื่อเช้าน
    A : I'm going with you too, John.
    ผมจะไปกับคุณ คุณจอห์น
    B : Good. Let's go.
    ดี ไปกันเลย
    A : You look very busy, John. May I come in ?
    ดูคุณยุ่งจังเลย จอห์น ขออนุญาตเข้าไปได้ไหม ?
    B : Yes, please. I'm repairing my car.
    เชิญเลย ผมกำลังซ่อมรถของผมอยู่
    A : What about yesterday's football match ?
    การแข่งขันฟุตบอลเมื่อวานเป็นไงบ้าง ?
    B : Our team won it.
    ทีมของเราชนะ

http://news.bbc.co.uk/1/hi/magazine/4583594.stm

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=blackmagicw&group=1

http://suphawut.com/translations/thai_to_english/proverbs/

บันได 9 ขั้น สู่การเป็น "เซียนภาษาอังกฤษ" ภายใน 3 เดือน ----(คืนที่ดาวเต็มฟ้า : โมทย์)

1. ลืม....ความเศร้า ความขมขื่น เกี่ยวกับภาษาอังกฤษให้หมด

ลืมว่า ครั้งหนึ่งเพื่อนๆคนรอบข้าง เย้ยหยันว่า ไม่ inter เลย เพราะพูดได้แต่ อา ฮะ อา ฮะ

ลืมว่า พอเจอฝรั่งทีไร เหงื่อแตกทุกที ต้องรีบหลบเด็ดดอกไม้ข้างทางทุกทีไป

ลืมว่า หัวไม่ไป เรียนยังไงก็ไม่รู้เรื่อง

ลืม............คนที่เคยทำให้เราช้ำใจ เพราะไม่เคยสอนภาษาอังกฤษให้เราเลย

2. ยอมเสียเวลา 1 ชั่วโมง ในการเรียน tense ทั้ง 12 ใหม่

พยายามทำความเข้าใจว่า ใช้อย่างไร เอาให้แม่น เหมือนจำราศรีทั้ง 12 เวลาดูดวง

นั่นแหละ จะเห็นว่า มีแค่ 12 tense แต่อย่าประมาท เพราะที่เรียนๆมาเป็น 10 ปีใช้ผิดๆถูกๆอยู่เสมอ

ไม่ต้องจำว่า อะไร+อะไร+อะไร เพราะเราไม่ได้มานึกว่า ประธาน+กริยา+กรรม เพียงแต่หนังสือไวยกรณ์เขาทำให้เราแยกแยะประเภทคำเพื่อให้เข้าใจว่า ควรใช้ให้ถูกต้องอย่างไรเท่านั้น ก็เหมือนที่เราไม่เคยสนใจว่าคำไหนคือ ประธาน กรรม เวลาที่เราพูดภาษาไทย

เพราะ .......การจำลักษณะนี้จะทำให้งงมากกว่า และ ไม่เคยมีข้อสอบภาษาอังกฤษเลย

ที่ถามว่า คำไหนเป็นคุณศัพท์!!!


เรื่องสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการ go inter คือ แยกแยะและรู้ว่า เมื่อไรจะใช้รูป

ประโยค อดีต ปัจจุบัน อนาคต กำลังทำอยู่ หรือทำมาแล้วระยะหนึ่ง โดยเฉพาะอดีตที่คนไทยน้อยคนจะใช้ได้อย่างถูกต้อง ---> เรื่องนี้จะทำให้เกิดการเข้าใจผิดในการสื่อสารมากๆ ว่า ตกลงทำไปแล้ว หรือ ยังไม่ได้ทำกันแน่ ชักงง!!

อย่าลืม อ่านกริยา 3 ช่องด้วย เอาเฉพาะคำที่คิดว่าใช้บ่อยๆเท่านั้นในช่วงแรก

เพราะเดี๋ยวจะเบลอกันไปใหญ่



สำคัญมากๆ ก็คือ รู้ว่า ศัพท์แต่ละคำเน้นพยางค์ไหน อันนี้สำคัญมากๆเลย เพราะจะนำไปสู่ความสามารถในการจับคำพูดของฝรั่งในขณะที่เราฟัง




3. ลงทุนซัก 1,000 บาท หา Dictionary ดีๆ (English-English) ที่มีตัวอย่างการใช้คำศัพท์

ปัญหาระดับประเทศก็คือ รู้คำศัพท์เยอะแต่ใช้ไม่เป็น ไม่รู้ว่าคำไหนควรใช้กับอะไร มีสันธานแบบไหนอย่างเช่น proceed ใช้กับ with เป็น proceed with เป็นต้น

ที่สำคัญ รับรู้ความรู้สึกด้วยว่า ระดับหรือรูปแบบอารมณ์ของคำนั้นเป็นอย่างไร สิ่งนี้จะช่วยทำให้เรารู้ว่า ควรจะใช้คำไหนหากคำนั้นภาษาไทยแปลออกมามีความหมายเหมือน

กัน อย่างคำว่า want กับ require ที่แปลว่า ต้องการเหมือนกัน แต่ใช้ต่างกันนะจ๊ะ



4. อ่านภาษาอังกฤษอย่างน้อย 1/2 หน้าทุกวัน



การอ่านเป็นการรับข้อมูล ข้อมูลที่เราอ่านก็ถูกต้องตามหลักไวยกรณ์อยู่แล้วจึงเป็นการเรียนรู้ที่ถูกต้องตั้งแต่แรก มากกว่าการเริ่มใช้ภาษาของตัวเองที่ยังถูกๆผิดๆ พอฝึกไปเรื่อยๆ

มันจะแก้ไขลำบาก เพราะมันชิน(จิตใต้สำนึกและสมอง มันชินของมันเอง การตอบสนอง


จึงออกมาแบบผิดๆถูกๆ) ทำอย่างนี้อย่างน้อย 3 เดือน แต่ถ้าขยันมากก็จะช่วยลดระยะเวลาได้


อย่าคิดว่า อ่านแค่ 1/2 หน้า ทำไมน้อยจัง สิ่งที่ต้องทำความคู่คือ การสังเกตว่า แต่ละคำใช้อย่างไร แล้วจะรู้ว่า นรกน้อยๆมีจริง สังเกตการใช้ทุกคำเลยนะ รับรองไม่ผิดหวัง ถ้าผิด

หวังก็ให้คิดว่า มีผมคนหนึ่งที่จะคอยช่วยปลอบอยู่เสมอ :-)




5. ฟังข่าวภาษาอังกฤษหรือการสนทนาที่เป็นทางการ อย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง


การอ่านที่ถูกต้องและคุ้นเคยกับคำศัพท์ต่างๆจะช่วยให้ ทำให้การฟังดีขึ้นมาก ในขณะเดียวกันการฟังจะทำให้สมอง(จิตใต้สำนึก)สามารถบันทึกการเน้นเสียงสูงต่ำได้ดี


และถูกต้อง (อันนี้ไม่ได้โม้แบบสมรักษ์ แต่เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์จริงๆ ถ้าไม่เชื่อก็ลองไปถาม Eistein ดู แล้วช่วยแจ้งผลให้ด้วยนะ) จนทำให้การฟังป็นธรรมชาติ รู้ว่า ฝรั่งพูดคำไหน แม้ว่า จะพูดเร็วหรือเบา ต่อให้พูดกับฝรั่งออสเตรเลียหรือสก๊อตในชนบทเราก็รู้

เรื่อง เพราะเราฝึกให้สมองแยกแยะคำพูดจากการเน้นเสียงในแต่ละคำ มากกว่าการพยายามจับสำเนียง โปรดจำไว้ว่า สำเนียงแตกต่างกันมาก แต่การเน้นเสียงพยางค์ในแต่ละคำเหมือนกันทั่วโลก



6. เขียนภาษาอังกฤษบ่อยๆเพื่อตรวจสอบความสามารถทางภาษา

การเขียนเป็นการสะท้อนความสามารถทางภาษาที่ดีรองจากการพูด เพียงแต่เรามีเวลานึกมากกว่า ถ้าเป็นไปได้ให้คนที่เก่งภาษาช่วยตรวจดู ตอนแรกจะพบว่า ทำไมมันถึงผิดเยอะแยะขนาดนี้ แต่ถ้าฝึกทักษะอื่นๆไปซัก 1 เดือน แล้วจะรู้ เราค้นพบตัวเองแล้ว!!!





7. พูดกับตัวเองบ่อยๆ



เป็นเรื่องน่าแปลกที่คนเราสามารถสื่อสารกับฝรั่งได้อย่างคล่องแคล่ว โดยที่อาจจะไม่เคยคุยกับฝร่งมาก่อนเลยในชีวิต สิ่งที่แตกต่างกันมีแค่เราจะประหม่าเมื่อเจอตัวจริงเสียงจริง แต่การฝึกฝนแบบแห้งๆสามารถช่วยได้ 100% อันนี้รับประกัน (ถ้าทำไม่ได้อย่างที่รับประกัน สามารถ claim ได้ที่ 1150 บอกว่า ขอ claim น่องไก่ 2 ชิ้น บอกว่า ผมแนะนำมา )

การพูดนอกจากจะช่วยตรวจสอบว่าเราคิดและพูดออกมาได้เป็นธรรมชาติแค่ไหน

ทุกคนจะผ่านขั้นตอนของการแปลไปแปลมาในใจก่อนแล้วจึงพูด แต่ถ้าพูดและเขียนบ่อยๆเวลาในการแปลจะลดลง จนสามารถพูดหรือเขียนออกมาได้โดยไม่ต้องแปลเลยมันเป็นเรื่องธรรมชาติที่ทำได้ทุกคน


หาที่เงียบๆฝึกพูดนะ คนรอบข้างจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง!!!




8. ฝึกอ่าน ฟัง เขียน พูด อย่างน้อย 3 เดือน เพื่อให้สมองสร้างเครือข่ายเซลล์สมองในเรื่องภาษาอังกฤษ



อันนี้เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ล้วนๆ และมันจะตอบคำถามว่า เรียนมาเป็น10 ปี แต่ภาษาไม่ไปไหนเลย ทั้งนี้เพราะว่า เราฝึกไม่ถึงขั้นให้สมองรองรับหรือสร้างฐานที่เป็นรูปเป็นร่างเพียงพอ เราก็หยุด หรือไม่เข้มข้นให้ถึงระดับของมัน เหมือนกับเราต้มน้ำยังไม่เดือด ก็ถอดปลั๊กซะแล้ว ทำอย่างนี้อีกไปเรื่อยๆจนสร้างนครสุววณภูมิเสร็จก็ไม่มีอะไรดีขึ้น

สู้ต้มน้ำทีเดียวให้เดือดไปเลยในครั้งเดียวจะดีกว่ามั่ง??!!!




9. ฝึกฝนอย่างต่อเนื่องให้เป็นกิจวัตร แม้ว่า ภาษาจะดีแล้ว

ความสามารถทางภาษาจะลดลงได้ ตราบใดที่เราไม่ได้ใช้มันอย่าลืมว่า เราไม่ได้อยู่ต่างประเทศ ฉะนั้นมีดต้องลับให้คมอยู่เสมอ




ทำได้ 9 อย่างนี้ 3 เดือน ก็ go inter ได้แล้วล่ะ!!!!

แต่ถ้า.........ไม่ได้............

.........

........

........

........


ก็ไปฟ้องคุณสรยุทธให้ออก "ถึงลูกถึงคน" ได้เลย :-)

ปล. อ่านจบแว้ว ช่วยแวะไปเยี่ยม website ของผมที่ http://www.bignosecity.com ด้วยนะคร้าบบบบ

Tense หลักที่ควรจำ

Tense

Present Simple              Past Simple              Future Simple

S.+V.1                                 S.+V.2                            S.+will+V.1

Present Continued      Past continued      Future Continued

S.+V.be+ing                      S.+V.be2+ing            S.+will+V.1+ing

Present Perfect              Past Perfect               Future Perfect

S.+have,has+V.1               S.+had+V.2             S.+will have+V.1

Future Continuous=S.+will+be+v.ing

Present Perfect   =S.+have,has+V.3

Past Perfect   =S.+had+V.3

Future Perfect=S.+will have+V.3

  • Too busy lately!! :)

    Hello:

    In the past month, I didn't add any new blogs into my blogs at all... Not because would I like to... I'm working on an experiment.... Hopefully, this one would be the last one for my study here in the US.

    Today, it would be the last day of a part of the experiment. I would be working in the lab until 9-9:30PM. Well, after this long experiment, I will take a short break!!

    So, during the coming weekend, my family and I will travel to the mountains again...

    I promise that I will take some pictures and post them here in my blogs.... as my sincere apology!! :)

    Please take care,

  • Hello,

    My pen-name in Pantip is amatuer translator. Actually, I'm a lousy translator with lame translation. My pen-name is somewhat misleading, I have no background in linguistics what-so-ever. Anyway I love to read, write and communicate with people...

    Reading is my most favorite hobby. I read everything from shopping bags to articles in theoretical physics. I do research and teaching for my living. So, reading, writing, thinking and doing research works are my everyday routine.

    I would like to define myself as a person who is accepting new ideas and adopting those into my way of life.

    I believe in power of knowledge/education. I think every society can be a better society with knowledge. Ignorance can be dispelled by it. Humanity can live sustainably and harmoniously with each other along with its biosphere with understandings in the nature surrounding it.

    Apart from my philosophical thoughts reflecting who I am, I can tell you something I like or love in particular;

    I love dogs.... Particularly, labradore retrievers.... One day, I would like to spend my time and life with them as a big part of my family.

    Zhuge Liang is my hero. With his wisdom and faithfulness, he led a tiny army to a mighty and formidable kingdom. He left his humble residence with a hope to come back. But, sadly, he had never returned and died far far away from home in a horse carriage in a battle field. If I could choose where I would, I would say where-ever my lovely wife was nearby.

    I value happiness and my family as my first priority. My profession and my philosophy come in the second. Pursuit in wealth has never been in my desire.

    I'm glad to be your friend, and look forward to seeing you around krub.

    Best wishes,
    A.T.

  • TRAVELLING การเดินทาง

    A : Where're you going to?
    คุณกำลังจะไปไหน?
    B : I'm going to Kuala Lumpur.
    ผมจะไปกัวลาลัมเปอร์
    A : Are you going by plane?
    คุณไปเครื่องบินหรือ?
    B : Yes, I must be there this afternoon.
    ครับ ผมต้องไปถึงที่นั่นบ่ายวันนี้
    A : Excuse me. Can you tell me which flight is going to Singapore?
    ขอโทษครับ คุณช่วยบอกผมหน่อยได้ไหมครับว่าเที่ยวบินไหนไปสิงคโปร์
    B : I'm sorry. I don't know.
    เสียใจครับ ผมไม่ทราบ
    A : What should I do?
    ผมควรจะทำอย่างไร?
    B : You better go to the waiting room, and listen carefully to the announcement.
    คุณควรจะไปที่ห้องพักผู้โดยสาร และตั้งใจฟังประกาศ
    A : Thanks for your suggestion.
    ขอบคุณสำหรับข้อเสนอแนะของคุณ
    B : Oh. Not at all.
    โอ้ ไม่เป็นไรครับ
    A : John, this is the first time I'm travelling by plane.
    จอห์น นี่คือครั้งแรกที่ผมเดินทางโดยเครื่องบิน
    B : Please don't worry about that. All you have to do is to listen to the announcements and follow the instructions of the announcer.
    อย่าได้กังวลไปเลยเกี่ยวกับสิ่งนั้น สิ่งที่คุณต้องทำก็คือการฟังประกาศและทำตามคำแนะนำของผู้ประกาศ
    A : Thanks.
    ขอบคุณ
    A : If you're free tomorrow, will you join us to Hua Hin? I've made arrangement to go with my friend.
    ถ้าคุณว่างในวันพรุ่งนี้ คุณจะไปหัวหินกับเราไหม? ผมได้เตรียมการที่จะไปกับเพื่อนของผม
    B : How are you going? Are you going by bus?
    คุณจะไปยังไง คุณจะไปโดยรถประจำทางหรือ?
    A : No, we are going by motorbike.
    ไม่ เราจะไปกับรถเครื่อง
    B : Oh. I like motorbike very much. What time shall we leave tomorrow?
    โอ้ ผมชอบรถเครื่องมาก เราจะออกเดินทางพรุ่งนี้กี่โมง?
    A : We'll start at 6 o'clock from my house. Don't forget to bring your own lunch.
    เราจะเริ่มเดินทางเวลา 6 โมงจากบ้านของผม อย่าลืมเอาข้าวเที่ยงของคุณไปด้วย
    A : Have you got much work to do next Sunday?
    คุณมีงานมากไหมในวันอาทิตย์หน้า?
    B : I guess not, why?
    ผมคิดว่าไม่ ทำไมล่ะ
    A : We're making a trip to Phuket by bus. Will you join us?
    เราจะเดินทางไปภูเก็ตโดยรถประจำทาง คุณจะไปกับเราไหม?
    B : I'll be glad to. I'll bring along my guitar, too.
    ผมยินดี ผมจะนำกีตาร์ของผมไปด้วย
    A : That's good.
    ดีทีเดียว
    A : Where will you spend your holidays?
    คุณจะใช้เวลาในวันหยุดพักผ่อนที่ไหน?
    B : I think I'll go to Bangkok to visit my grandmother.
    ผมคิดว่าผมจะไปเยี่ยมย่าของผมที่กรุงเทพฯ
    A : Will you be going by car or by train?
    คุณจะไปรถยนต์หรือรถไฟ?
    B : We'll go by car.
    เราจะไปรถยนต์
    A : It will be better. You can stop wherever you like.
    มันจะดีกว่า คุณสามารรถหยุดในที่ที่คุณต้องการได้
    A : I don't like travelling by boat.
    ผมไม่ชอบเดินทางโดยทางเรือ
    B : Why?
    ทำไมล่ะ?
    A : We can't see anything but the sea and the sky.
    เราไม่สามารถมองเห็นอะไร นอกจากทะเลและท้องฟ้า
    A : Have you been to Bangkok by train?
    คุณเคยไปกรุงเทพฯ โดยรถไฟไหม?
    B : Yes, I have. I visited my uncle last holiday.
    ครับ เคย ผมไปเยี่ยมลุงของผมเมื่อวันหยุดพักผ่อนที่แล้ว
    A : What did you see on the way?
    คุณเห็นอะไรบ้างระหว่างทาง?
    B : Oh, I saw beautiful landscapes, ricefields, mountains and some quiet villages.
    โอ้ ผมเห็นทิวทัศน์ที่สวยงาม ทุ่งนาข้าว ภูเขาและหมู่บ้านที่เงียบสงบ
    A : Have you ever been to Bombay?
    คุณเคยไปบอมเบย์ไหม?
    B : Yes, I have but only for an hour.
    เคยครับ แต่เพียงแค่ชั่วโมงเดียว
    A : How can it be?
    ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นล่ะ?
    B : It was on my way to Cairo. We stopped at Bombay airport.
    มันอยู่ในเส้นทางที่ผมไปไคโร เราหยุดที่ท่าอากาศยานบอมเบย์
    A : Oh. I see.
    โอ ยังงั้นหรือ
    A : How long does it take to fly to Cairo?
    ใช้เวลานานเท่าไรในการบินไปไคโร?
    B : If I'm not mistaken, it takes one day and one night.
    ถ้าไม่ผิด ใช้เวลาหนึ่งวันและหนึ่งคืน
    A : Only 24 hours?
    เพียง 24 ชั่วโมงหรือ?
    B : Yes. It flies day and night and just stop at Singapore, Bombay and Karachi for one hour respectively.
    ครับ เครื่องบินบินกลางวันและกลางคืน และลงจอดเฉพาะที่สิงคโปร์ บอมเบย์ และการาจี หนึ่งชั่วโมงตามลำดับ
    A : If you want to travel, would you go by plane or by car?
    ถ้าคุณต้องการท่องเที่ยว คุณจะไปเครื่องบินหรือรถยนต์?
    B : I think it depends on the situation. If it's urgent I'll take a plane. If it's not so urgent I'll choose the cheaper means of transport.
    ผมคิดว่ามันขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ถ้ามันรีบด่วน ผมจะไปเครื่องบิน ถ้าไม่รีบด่วนมากนัก ผมจะเลือกชนิดของ การขนส่งที่ถูกกว่า
    A : That's quite right.
    ถูกต้องทีเดียว
    ASKING PLACES ถามหาสถานที่
    A: Excuse me, could you tell me where this address is?
    ขอโทษครับ ช่วยบอกผมหน่อยได้ไหมครับว่าที่อยู่นี้อยู่ตรงไหน?
    B : Certainly. Go straight on, and turn right at the next corner. That's the street you are looking and you can find the house number.
    ได้แน่นอน. เดินตรงไป แล้วเลี้ยวขวาที่หัวมุมข้างหน้า นั่นคือถนนที่คุณกำลังมองหา และคุณก็จะสามารถหา หมายเลขบ้านได้.
    A : Thank you for your information.
    ขอบคุณสำหรับรายละเอียดของคุณครับ.
    B : Don't mention it.
    ไม่เป็นไรครับ.
    A : Pardon me. Can you tell me the way to railway station?
    ขอโทษครับ ช่วยบอกทางไปสถานีรถไฟให้ผมหน่อยครับ?
    B : Sure, but it's quite far from here. Yod'd better take a taxi and pay only fifty baht.
    แน่นอน แต่มันไกลจากที่นี่ คุณควรไปรถแท็กซี่ดีกว่า และค่าโดยสารเพียง ห้าสิบบาท
    A : Thank you for your help.
    ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือของคุณครับ
    B : Not at all.
    ไม่เป็นไรครับ
    A : Excuse me. Could you please tell me where room number 222 is ?
    ขอโทษครับ ช่วยบอกผมหน่อยได้ไหมครับว่า ห้องหมายเลข 222 อยู่ที่ไหนครับ ?
    B : Yes, It's on the fourth floor. You can use the lift. It's exactly in front of you.
    ครับ มันอยู่บนชั้นสี่ คุณใช้ลิฟท์ได้ มันอยู่ตรงหน้าคุณเลย
    A : Thank you very much, sir.
    ขอบคุณมากครับ
    B : You are welcome.
    ยินดีครับ
    A : Excuse me. Is this the way to the hospital?
    ขอโทษครับ ทางนี้ไปโรงพยาบาลใช่ไหมครับ?
    B : No, not this one. Do you see the main road over there ?
    ไม่ใช่ทางนี้ คุณเห็นถนนใหญ่ที่นั่นไหม ?
    A : Yes, sir.
    เห็นครับ
    B : Go to that road, turn right, go straight on until you find a big building. That's the hospital.
    เดินไปตามถนนสายนั้น เลี้ยวขวา ตรงไปจนกระทั่งคุณเห็นตึกขนาดใหญ่ นั่นคือโรงพยาบาล
    A : Thank you.
    ขอบคุณครับ
    B : Not at all.
    ไม่เป็นไรครับ
    A : Excuse me. Could you tell me where Holiday Inn Centre Hotel is ?
    ขอโทษครับ ช่วยบอกผมหน่อยได้ไหมครับว่าโรงแรมฮอลิเดย์ อินเซนเทอร์ อยู่ตรงไหน?
    B : Certainly. It's just facing Thai Airway building.
    แน่นอน มันอยู่ตรงข้ามตึกการบินไทย
    A : Is it far from here ?
    มันอยู่ไกลจากที่นี่ไหม?
    B : I think you'd better go by bus or take a taxi. You can ask the taxi driver or anyone in the bus.
    ผมคิดว่าคุณควรไปรถประจำทางหรือรถแท็กซี่จะดีกว่า ถามคนขับรถแท็กซี่หรือคนในรถประจำทางก็ได้
    A : Thank you.
    ขอบคุณครับ
    B : Not at all.
    ไม่เป็นไรครับ
    A : Excuse me. Which is the way to Duangkamol Book Store?
    ขอโทษครับ ร้านหนังสือดวงกมลไปทางไหนครับ?
    B : I'm sorry, I don't know. I'm a stranger here.
    เสียใจครับ ผมเป็นคนแปลกหน้าที่นี้
    A : Pardon me, sir. Can you tell me where Duangkamol Book Store is?
    ขอโทษครับ ช่วยบอกผมหน่อยได้ไหมครับว่าร้านหนังสือดวงกมลอยู่ที่ไ่หน?
    C : If I'm not mistaken it is overe there but I don't know exactly.
    ถ้าหากไม่ผิด มันอยู่ที่โน่น แต่ผมไม่ทราบที่ตั้งที่แน่นอนว่าอยู่ตรงไหน
    A : Excuse me. Do you know where Duangkamol Book Store is?
    ขอโทษครับ คุณทราบไหมครับว่าร้านหนังสือดวงกมลอยู่ที่ไหน?
    D : Certainly. It's at Maboonkrong Shopping Centre, not far from Chulalongkorn University.
    แน่นอน มันอยู่ที่ศูนย์การค้ามาบุญครอง ไม่ไกลจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • การพูดทางโทรศัพท์

    Malee : Hello, here is Bureau of the budget sir.
    มาลี : สวัสดีค่ะ ที่นี่สำนักงบประมาณคะ
    Malee : Whom do you want to speak to?
    มาลี : คุณต้องการจะพูดกับใครคะ?
    John : This is John speaking, is Mr. Somnuk?
    จอห์น : นี่จอห์นพูด คุณสมนึกอยู่ไหมครับ?
    John : May I speak to him.
    จอห์น : ผมขอสายด้วยครับ
    Malee : Yes, sir. Hold a moment, please.
    มาลี : ได้ค่ะ โปรดรอสักครู่นะค่ะ
    Malee : I shall go for him now.
    มาลี : ดิฉันจะไปตามให้
    John : Thank you.
    จอห์น : ขอบคุณครับ
  • TIME , DAY AND DATE เวลา วัน และวันที่

    A : What time is it now ?
    ขณะนี้เวลาเท่าไร ?
    B : It's a quarter past seven.
    เวลาเจ็ดโมงสิบห้า
    A : I'd better leave now. I'm afraid I'll be late.
    ผมไปเดี๋ยวนี้ดีกว่า ผมกลัวว่าจะสาย
    B : Are you going by bus ?
    คุณไปรถประจำทางหรือ ?
    A : Yes, I am.
    ครับผม
    A : Do you know what time the show begins ?
    คุณทราบไหมว่าการแสดงเริ่มเวลาเท่าไร ?
    B : I think it begins at ten o'clock.
    ผมคิดว่ามันเริ่มเวลาสิบนาฬิกา
    A : What about the afternoon show ?
    แล้วการแสดงในช่วงบ่ายล่ะ ?
    B : I'm not sure. It begins at six o'clock, but sometimes at six thirty.
    ผมไม่แน่ใจ มันเริ่มเวลาหกโมง แต่บางครั้งก็หกโมงครึ่ง
    A : Thank you.
    ขอบคุณ
    B : Not at all.
    ไม่เป็นไร
    A : Will you be busy on Friday, John ?
    วันศุกร์คุณยุ่งไหมจอห์น ?
    B : Yes, I've got an appointment in the afternoon. Why ?
    ครับ ผมมีนัดในตอนบ่าย ทำไมล่ะ ?
    A : I'd like to ask you to go swimming at 10 o'clock in the morning.
    ผมอยากชวนคุณไปว่ายน้ำเวลาสิบโมงเช้า
    B : I like swimming immensely. I'll be glad to go with you.
    ผมชอบว่ายน้ำมาก ผมยินดีจะไปกับคุณ
    A : Be ready by nine thirty, please.
    โปรดเตรียมให้พร้อมในเวลาเก้าโมงครึ่ง
    B : Okay, I will.
    ตกลง ผมจะเตรียมให้พร้อม
    A : Can you come to my house at 9.00 a.m. ?
    คุณมาที่บ้านผมเวลาเก้าโมงเช้าได้ไหม ?
    B : Is there anything interesting ?
    มีอะไรที่น่าสนใจบ้าง ?
    A : Of course, you'll know it later.
    แน่นอน คุณจะได้รู้ต่อไป
    B : All right then, see you later.
    ตกลง งั้นค่อยเจอกัน
    A : Do you know the visiting hours in the hospital ?
    คุณทราบเวลาเยี่ยมของโรงพยาบาลหรือไม่ ?
    B : I think it's from 4.00 to 6.00 p.m.
    ผมคิดว่าจากเวลา สี่โมงเย็นถึงหกโมงเย็น
    A : What about on Sunday ?
    แล้ววันอาทิตย์ละ ?
    B : In the morinig it's from 9.00 to 11.00 o'clock and in the afternoon it is as usual.
    ในตอนเช้าตั้งแต่ 9.00 น. ถึง 11.00 น. และในตอนบ่ายตามปกติ
    A : Thanks for your information.
    ขอบคุณสำหรับรายละเอียด
    B : Don't mention it.
    ไม่เป็นไร
    A : Let's prepare everything, we haven't got much time.
    เราไปเตรียมตัวกันเถอะ เรามีเวลาไม่มาก
    B : What time is it now ?
    ตอนนี้เวลาเท่าไร ?
    A : It's nearly one c'clock. We've only a quarter of an hour left.
    เกือบบ่ายโมงแล้วครับ เรามีเวลาเหลือเพียงสิบห้านาที
    B : All ritht. I'll do it quickly.
    ตกลง ฉันจะรีบทำมัน
    A : What day is today ?
    วันนี้วันอะไร ?
    B : It's Saturday, The bank will close at 12.00 noon.
    เป็นวันเสาร์ ธนาคารจะปิดเวลาเที่ยงตรง
    A : You'll have to to to the bank ritht now.
    คุณจะต้องไปธนาคารเดี๋ยวนี้
    B : All right. I won't be late
    ตกลง ผมจะไม่ให้สาย
    A : Is it Friday today ?
    วันนี้วันศุกร์ใช่ไหม ?
    B : Yes, it is. Why ?
    ใช่ครับ ทำไมครับ ?
    A : I've to wear a uniform for school today. Could you get it for me ?
    ผมต้องสวมเครื่องแบบไปโรงเรียนวันนี้ คุณหาให้ผมหน่อยได้ไหม ?
    B : Here you are.
    นี่ครับ
    A : Thank you.
    ขอบคุณ
    A : Do you remember that we've meeting on the first Sunday of every month ?
    คุณจำได้ไหมว่าเรามีประชุมในวันอาทิตย์แรกของทุกเดือน ?
    B : Oh. I almost forgot.
    โอ้ ผมเกือบลืมไป
    A : So you've to prepare the program we want to discuss.
    ดังนั้นคุณต้องเตรียมรายการที่เราต้องการอภิปรายไว้
    B : Yes, I have to
    ครับ ผมจะเตรียมให้
    A : Can you tell me what day yesterday was ?
    คุณบอกผมได้ไหมว่าเมื่อวานนี้วันอะไร ?
    B : It was Monday, the first day of the week.
    มันเป็นวันจันทร์ วันแรกของสัปดาห์
    A : What was the day before yesterday ?
    เมื่อวานซืนเป็นวันอะไร ?
    B : It was Sunday. It was a holiday.
    มันเป็นวันอาทิตย์ มันเป็นวันหยุด
    A : You're right.
    ถูกต้อง
    A : What's the date today ?
    วันนี้วันที่เท่าไร ?
    B : It's April the first.
    มันเป็นวันที่หนึ่ง เมษายน
    A : It's my birthday.
    มันเป็นวันเกิดของผม
    B : When were you born ?
    คุณเกิดเมื่อไร ?
    A : I was born on the first of April nineteen fifty nine.
    ผมเกิดวันที่หนึ่ง เมษายน หนึ่งเก้าห้าเก้า
    B : Happy Birthday !
    ขอให้มีความสุขในวันเกิด
    A : Thank you.
    ขอบคุณครับ
    A : Do you know what date it will be tomorrow ?
    คุณทราบไหมพรุ่งนี้เป็นวันที่เท่าไร ?
    B : Sure, I know. It will be 31st of August.
    แน่นอน วันที่ 31 สิงหาคม
    A : Do you know what we're going to celebrate tomorrow ?
    คุณรู้ไหมเราจะฉลองอะไรในวันพรุ่งนี้ ?
    B : Yes, it's our independence day.
    รู้ครับ มันเป็นวันประกาศอิสรภาพของเรา
    A : Everyone is busy for tomorrow.
    ทุกคนจะไม่ว่างในวันพรุ่งนี้
    A : What's the date tomorrow ? Do you know ?
    พรุ่งนี้วันอะไร ?คุณรู้ไหม ?
    B : I'm sorry. I've on calendar. Wait a minute, here's a newspaper. It will be March twenty-eight.
    ผมเสียใจ ผมไม่มีปฏิทิน คอยสักครู่ นี่ครับหนังสือพิมพ์ มันเป็นวันที่ยี่สิบแปด มีนาคม
    A : Thank you very much.
    ขอบคุณมากครับ
    A : Do you know what we're celebrating today ?
    คุณรู้ไหมว่าเราฉลองอะไรในวันนี้ ?
    B : What date is today ?
    วันนี้วันที่เท่าไร ?
    A : It's the 6th of June.
    วันที่ 6 มิถุนายน
    B : Oh, I remember. It's the birthday of our King.
    โอ้ ผมจำได้ มันเป็นวันพระราชสมภพของพระเจ้าอยู่หัวของเรา
    A : That's right.
    ถูกต้อง
    A : Can you tell me when is the company's meeting ?
    คุณช่วยบอกผมหน่อยได้ไหมว่าการประชุมของบริษัทนั้นเมื่อไร ?
    B : It begins on March 12th
    เริ่มวันที่ 12 มีนาคม
    A : When will it be finished ?
    เสร็จเมื่อไร ?
    B : It will be finished on March 24th
    จะเสร็จในวันที่ 24 มีนาคม
  • TELEVISION โทรทัศน์

    A : Do you have a television ?
    คุณมีโทรทัศน์ไหม ?
    B : No, I don't Our house hasn't got electricity yet.
    ไม่ ผมไม่มี บ้านของเรายังไม่มีไฟฟ้า
    A : Do you have a radio transistor ?
    คุณมีวิทยุทรานซิสเตอร์ไหม ?
    B : No, I don't have either.
    ไม่ ผมไม่มีเช่นเดียวกัน
    A : Do you watch television every day ?
    คุณดูโทรทัศน์ทุกวันไหม ?
    B : Yes, I do but I have to do my homework before it.
    ครับ ผมดู แต่ผมต้องทำการบ้านก่อน
    A : That's good idea. Do your little brother and sister like watching television, too ?
    เป็นความคิดที่ดี น้องชายและน้องสาวเล็ก ๆ ของคุณชอบดูโทรทัศน์ด้วยไหม ?
    B : Surely, but my father told them to watch it till the news broadcast at 8.00 p.m.
    แน่นอน แต่คุณพ่อบอกพวกเขาให้ดูได้จนถึงการถ่ายทอดข่าวเวลา 2 ทุ่ม
    A : That's good.
    ก็ดี
    A : What television programs do you like best ?
    คุณชอบดูโทรทัศน์รายการอะไร ?
    B : I like the week-end movies and cowboy films.
    ผมชอบภาพยนตร์สุดสัปดาห์ และภาพยนตร์คาวบอย
    A : Do you like detective films, too ?
    คุณชอบภาพยนตร์ประเภทสายลับด้วยไหม ?
    B : They also interest me.
    ผมก็สนใจเช่นเดียวกัน
    A : Do you like to watch football match at " Charusatean Stadium "
    ผมชอบดูการแข่งขันฟุตบอลที่สนามกีฬาจารุเสถียรไหม ?
    B : I'm sorry, I don't. It's very crowded. I think it's better to watch it on television.
    เสียใจ ผมไม่ชอบ มันเบียดเสียดมาก ผมคิดว่าน่าจะดีกว่าถ้าดูจากโทรทัศน์
    A : But I've no television set at home.
    แต่ผมไม่มีเครื่องรับโทรทัศน์ที่บ้าน
    B : Please come and see at my house.
    โปรดมาดูที่บ้านของผม
    A : Ah ! You are very kind, thanks.
    อ้า คุณใจดีมาก ขอบคุณ
    A : I'm very happy to own a television set.
    ผมดีใจมากที่ได้เป็นเจ้าของเครื่องรับโทรทัศน์
    B : Of course. You can hear and watch what happens from time to time all over the world.
    แน่นอน คุณสามารถฟังและดูสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลกได้ตลอดเวลา
    A : That's right. Sometimes we can watch important events such as the assembly of G15.
    ถูกแล้ว บางครั้งเราสามารถดูเหตุการณ์ที่สำคัญ เช่น การประชุมของจี 15. ได้
  • การเชิญชวนนัดหมาย (Invitation-Appointment)

    Pracha : Have you received my invitation card?
    ประชา : คุณได้รับบัตรเชิญของผมหรือยังครับ?
    Somkid : Yes, I just got in this morning.
    สมคิด : ได้รับแล้วครับ เมื่อเช้านี้เอง
    Somkid : Thank you very much.
    สมคิด : ขอบคุณมากนะครับ
    Somkid : I'll be glad to come.
    สมคิด : ผมยินดีจะไป
    Somkid : What time the party will be?
    สมคิด : งานจะเริ่มขึ้นตอนไหนครับ?
    Pracha : The party will be at four o'clock.
    ประชา : งานจะเริ่มตอนบ่าย 4 โมงครับ
    Somkid : Thanks for inviting me.
    สมคิด : ขอบคุณนะครับที่เชิญผม
  • เชิญไปเที่ยวบ้าน

    Mark : If you are free next Sunday.
    มาร์ค : ถ้าคุณว่างในวันอาทิตย์หน้านี้
    Mark : I'd like to invite you to visit us at our new house, Jack
    มาร์ค : แจ็ค, ผมอยากจะเชิญคุณไปเยี่ยมเราที่บ้านใหม่นี้บ้าง
    Jack : Thank you, that's very kind of you.
    แจ็ค : ขอบคุณครับ, คุณช่างกรุณาเหลือเกิน
    Jack : I'd love to come.
    แจ็ค : ผมยินดีจะไปครับ
    Jack : What time will be most convenience.
    แจ็ค : เวลาไหนถึงจะสะดวกเล่าครับ?
    Mark : Anytime in the afternoon. Jack
    มาร์ค : ตอนบ่ายเวลาไหนก็ได้ครับแจ็ค
    Jack : How about two p.m.
    แจ็ค : บ่ายสองโมงเป็นไงครับ
    Mark : That'll be fine.
    มาร์ค : เหมาะทีเดียวครับ
  • TAKING A REST พักผ่อน

    A : Chanchai, it's time to take a rest.
    ชาญชัย ถึงเวลาพักผ่อนแล้ว
    You've worked very hard today.
    คุณทำงานหนักมากกมากวันนี้
    B : Yes, Mummy. I'll finish it soon.
    ครับ คุณแม่ ผมทำจะเสร็จแล้ว
    A : Don't you remember that you are invited to Somchai's house this evening ?
    คุณจำได้ไหมที่คุณได้รับเชิญให้ไปบ้านของสมชัยในตอนเย็นวันนี้ ?
    B : Yes, Mummy. I'll take a rest after finishing it.
    ครับ คุณแม่ ผมจะพักผ่อนภายหลังผมทำงานเสร็จ
    A : If you'll excuse me I've to go now.
    ขอโทษนะครับ ผมต้องไปเดี๋ยวนี้แล้ว
    B : Why are you in a hurry ?
    ทำไมคุณจึงรีบนัก ?
    A : I'm not feeling well.
    ผมรู้สึกไม่สบาย
    B : You'd better go and see a doctor and take plenty of rest.
    คุณควรไปหาหมอและพักผ่อนให้มาก
    A : Yes, I will. Good-bye.
    ครับ ผมจะไป ลาก่อน
    B : Good-bye. See you later.
    สวัสดี แล้วพบกันใหม่
    A : Is your father at home ?
    คุณพ่อของคุณอยู่บ้านไหม ?
    B : Yes, he is.
    อยู่ครับ
    A : May I see him for a moment ?
    ขอพบเขาสักครู่ได้ไหมครับ ?
    B : I'm afraid, you may not. He's taking a rest at the moment.
    ผมคิดว่าคงไม่ได้ เขากำลังพักผ่อนขณะนี้
    A : But it's very important, you see.
    แต่ว่ามันสำคัญมาก คุณรู้ไหม
    B : Sorry. He told me not to be disturbed.
    ขอโทษครับ เขาบอกผมอย่าให้ใครรบกวน
    A : Okay. I'll come again later.
    ตกลง ผมจะมาใหม่
    A : You seemed to be very busy during the general meeting.
    ดูเหมือนคุณจะยุ่งมากในระหว่างการประชุมสามัญ
    B : Indeed. After all, it's my duty.
    จริง ๆ อย่างไรก็ตาม มันเป็นหน้าที่ของผม
    A : You should take a rest now.
    คุณควรจะพักผ่อนเดี๋ยวนี้
    B : That's right. I'm going to take a nap now.
    ถูกต้อง ผมจะไปนอนสักงีบ
  • I'll be always waiting right here so if you come here, you can find me. I love you, my friends.
  • Make a Difference

    A man was walking down the beach at sunset. As, he walked along, he saw another man in the distance. He noticed this man kept leaning down, picking up something and throwing it out into the water, again and again. As, he approached even closer, he noticed that the man was picking up starfish that had been washed up on the beach. He was throwing them back into the water, one by one.
    Puzzled, he approached the man and said,

    "Good Evening. I was wondering what you are doing."


    "I'm throwing these starfish back into the ocean. You see, it's low tide and all these starfish have been washed up onto the shore. If, I don't throw them back into the ocean, they'll die up here from lack of oxygen."

    "But, there must be thousands of starfish on this beach. You can't possible get to all of them. And, don't you realize this is probably happening on hundreds of beaches all up and down this coast. Can't you see that you can't possibly make a difference?"

    The man bent down and picked up yet another starfish, and threw it back into the ocean. With a smile he replied,

    "Made a difference to that one !!!"



    Just remember, no matter how small the deed it really does makes a difference.

    Make a difference today.

    Do something nice for someone else,
    even if it's just sending this card to a friend and
    letting them know somebody cares about them.
  • วิธีการกล่าวขอบคุณ

    จะขอบคุณอย่างไร
    ได้รับของขวัญ (Receiving a gift)

    A:This is a small thing from me for your birthday. (ของเล็กน้อยจากผมสำหรับวันเกิดคุณ)

    B:It's very kind of you. May I open it now?(ช่างกรุณาเหลือเกิน ขอเปิดดูตอนนี้ได้ไหม?)

    A:Yes, please do.(ได้สิ เชิญเปิดเลย)

    B:Isn't that lovely? Thank you very much.(สวยจังเลยคะ ขอบคุณมาก)


    ----------------------------------


    ถามข้อมูล (Asking for information)

    A:Do you have the time, please?(เวลาเท่าไรแล้วครับ? คุณทราบไหม?)

    B:Yes, it's eleven o'clock.(ทราบครับ 11 โมงแล้วครับ)

    A:Thank you. (ขอบคุณนะครับ)

    คุณช่างกรุณาเหลือเกิน (It's very kind of you)

    C:This book is due today, and I don't have any time to return it?

    (หนังสือถึงกำหนดส่งวันนี้แล้ว ฉันก็ไม่มีเวลาเอาไปคืนเสียด้วย)

    D:Never mind. I'll return it for you. I'm going to the library myself.

    (ไม่เป็นไรหรอก ฉันจะเอาไปส่งให้เอง ฉันเองก็จะไปห้องสมุดอยู่แล้ว)

    C:It's very kind of you. Thanks.(คุณช่างกรุณาเหลือเกิน ขอบคุณมาก)
    D:You're welcome. (ไม่เป็นไร)


    ----------------------------------

    ได้รับการอนุเคราะห์ (Accepting a favour)

    C:Don't you care for this dish? (ไม่ลองอาหารอย่างนี้บ้างหรือ?)

    D:What's that? (อะไรหรือนั่น?)

    C:Chicken a la King. May I help you? (ชื่อว่า ชิคเกนอะลาคิง ฉันตักให้นะ)

    D:Yes, please. (ค่ะ ขอบคุณค่ะ)

    ไม่รับการอนุเคราะห์ (Not accepting a favour)

    E:Could I give you some more chicken? (เอาไก่อีกหน่อยไหม?)

    F:No more, thank you. It's very nice, but I'm so full now.

    (พอแล้วล่ะ ขอบคุณมากๆ แต่ตอนนี้อิ่มทีเดียว)

  • ก้าวแรกของการเรียนภาษาอังกฤษ



    ก่อนอื่นนะคะ นักเรียน ต้องมาทำความรู้จักกับกลุ่มคำทั้ง 8 กลุ่ม ก่อน เพราะกลุ่มคำทั้ง 8 นี้มีความสำคัญมากสำหรับการเรียนภาษาอังกฤษ เขาเรียกว่า Parts of speech ( พาทส์ อ๊อฟ สปีช ) มีดังนี้

    1)Nouns = นาวส์ คือ คำนาม

    2)Verbs = เวิบส์ คือ คำกิริยา

    3)Adjectives = แอ็ดเจ๊คทีพส์ คือ คำขยายคำนาม

    4)Adverbs = แอ็ดเวิบส์ คือ คำขยายคำกิริยา

    5)Pronouns = โพรนาวส์ คือ คำที่ใช้แทนคำนามได้

    6)Prepositions = เพร็บโพซิชั่น คือ of, in, for, during etc.

    7)Conjunctions = คอนจังชั่นส์ คือ ตัวเชือมประโยค

    8)Articles = อาร์ติเคิ่ลส์ คือ " a " , " the "

    ครูจะแยกออกเป็นเรื่องๆพร้อมกับทำความเข้าใจคร่าวๆ กันก่อน เลย ล่ะนะ

    *************

    คำนาม Nouns นาวส์ ใช้สำหรับ คน สัตว์ และ สิ่งของ เช่น จอห์น ( John ), ด๊อก ( dog ), และ เทเบิ้ล ( table )



    คำกิริยา เวิบ Verbs แบ่งเป็น 2 ชนิด นะคะ ชนิดแรก ก็คือ

    คำกิริยาช่วย เป็นตัวช่วยคำกิริยาแท้ หรือ ภาษาอังกฤษ เรียกว่า

    เฮลปิ้งเวิบส์ Helping Verbs คำกิริยาชนิดนี้จะไม่สามารถใช้โดดๆได้ เพราะจะทำให้เป็นประโยคไม่สมบูรณ์ ตัวอย่างเช่น

    I can
    People must
    The Earth will

    คำกิริยาช่วย ( Helping Verbs หรือ Auxilliary Verbs ) ในภาษาอังกฤษนี้มีประมาณ 15 ตัว ส่วนใหญ่ คือ ไพรมารี่ ( Primary ) หรือ โมดอล ( Modal )

    แต่บางกรณี คำกิริยาช่วยนี้ก็สามารถ ใช้ได้แต่ในกรณีที่ คำกิริยาแท้ถูกละไว้ฐานที่เข้าใจ ส่วนใหญ่จะใช้กับประโยคคำถาม ตัวอย่างเช่น

    Q: Can you speak English?
    A: Yes, I can. ( SPEAK ENGLISH - คำกิริยา สปี๊ค Speak ละไว้ในฐานเข้าใจ และ แคน ( can ) คือ คำกิริยาช่วย )

    คำกิริยา ( Verbs ) ชนิดที่สองคือ กิริยาแท้ Main Verbs เมน เวิบส์ ตัวนี้ สามารถใช้โดดๆ ได้ และ ทำให้ประโยคสมบรูณ์ ตัวอย่างเช่น

    I teach.
    People eat.
    The Earth rotates.

    คำกิริยาแท้ ( Main Verbs หรือ Lexical Verbs ) ในภาษาอังกฤษนี้ มีเป็นตันๆ ส่วนใหญ่คือ ทรานซิทีพ( transitive )/อินทรานซิทีพ ( intranstive ) , ลิ้งกิ้ง ( linking ), ไดนามิค ( dynamic )/สเตทีพ ( stative ), เร***ล่าร์ ( regular )/อิรเร***ล่าร์ ( irregular )
  • การดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมในโลกปัจจุบันนี้ การใส่ใจในชีวิตของผู้คนรอบข้าง ก็ดูเหมือนจะขาดเสียมิได้.. จะทำอย่างไรดี..ถึงจะทำให้คนรอบข้างรู้ว่าเราแคร์... ! การ พูดเพื่อแสดงความดีใจ ยินดี ยกย่อง ชมเชย ก็เป็นสิ่งที่ เราน่าจะเรียนรู้เอาไว้เพราะชีวิตมันช่างเต็มไปด้วยโอกาสวาระต่างๆ เยอะเหลือเกิน จึงอาจจะมีบ้างบางครั้งที่เราต้องใช้ประโยคเหล่านี้..วันนี้ครูมีประโยคสั้นๆง่ายๆ มาให้นักเรียนฝึกเอาไว้..เผื่อว่าอาจจะต้องเจอะเจอสถานการณ์ที่เราจำเป็นต้องใช้กันนะจ๊ะ


    1. งานแต่งงาน

    - อย่าลืมพูดคำว่า Congratulations

    - หากต้องเขียนการ์ด ก็

    I wish you the best of happiness in the years to come ..
    - Bride = เจ้าสาว

    - Bridegroom = เจ้าบ่าว

    - Best man = เพื่อนเจ้าบ่าว

    - Bridesmaid = เพื่อนเจ้าสาว



    2. วันเกิด

    - อย่าลืมพูดว่า happy birthday ...simple อยู่แล้วนี่คำนี้.

    - Are you doing anything special to celebrate กรณีเราอยากเรื่องคุยกะเจ้าของงาน



    3. เด็กเกิดใหม่

    - Congratulations (รู้สึกจะได้ทุกงาน)

    - ถ้าเค้าเพิ่งคลอด ก็อาจจะถามว่า Is it a boy or a girl? เห็นมะเราสนใจ คนรอบข้างน่าดูเลย

    - หรือว่าคุณได้เห็นแต่รูป ก็ให้พูดว่า She's / He's so cute หรือ she's adorable !! แปลว่าเด็กอะไรช่างน่ารัก น่าชังจริงๆ

    4. การสูญเสีย

    - ห้าม Congratulations เด็ดขาด เชียวล่ะ

    - แสดงความเสียใจว่า
    I'm so sorry to hear of the loss your loved one

    อาจจะแถมท้ายว่า
    If there is anything I can do for you,let me know

    ประมาณว่า มีอะไรให้ช่วยก็บอกนะ เต็มใจจิงๆ ...

    เพียงเท่านี้ เราก็จะมี look ที่แสนจะอบอุ่นกะคนรอบข้างแล้วหล่ะ ... เอาไปใช้ในที่ทำงานก็ยิ่งดีเลย หนทางก้าวหน้าอยู่ใกล้แค่นี้เอง ..

    โชคดีทุกคน

  • THE GREATEST ADVICE

    Don't date because you are desperate.
    Don't marry because you are miserable.
    Don't have kids because you think your genes are superior.
    Don't philander because you think you are irresistible.


    desperate: adj สิ้นคิด หมดหวัง
    miserable: adj อย่างหาที่ดีไม่ได้ น่าสังเวช ทุกข์ยาก
    gene: N ยีน หน่วยถ่ายพันธ์ ..
    ยีน สะกดอย่างนี้เองเหรอเนี่ย..แบบว่าไม่ได้เรียน Bio..อะ แหะ แหะ
    superior: adj/N ดี .. = Better
    philander: vi ทำเจ้าชู้ ..phi - lan - der **TeeRaK...Don't philander**
    irresistible: adj ต่อต้านไม่ได้ ir - re - sis - ti - ble

    Don't associate with people you can't trust.
    Don't cheat. Don't lie. Don't pretend.
    Don't dictate because you are smarter.
    Don't demand because you are stronger.


    associate: adj/N คบหาสมาคม
    cheat: N.vi.vt ฉ้อโกง การหลอกลวง.. = fraud = swindle
    pretend: vi.vt หลอกลวง แกล้งทำ มารยา .. = feign = pretext = ostentatious = claim
    dictate: N.vi.vt เผด็จการ บงการ บังคับ กดหัว..dic - tate

    Don't sleep around because you think you are old enough and know better.
    Don't hurt your kids because loving them is harder.
    Don't sell yourself, your family, or your ideals.

    Don't stagnate.


    stagnate: vi เฉื่อยชา..stag - nate {= dull = sluggish}

    Don't regress.
    Don't live in the past. Time can't bring anything or anyone back.
    Don't put your life on hold for possibly Mr/Mrs Right.
    Don't throw your life away on absolutely Mr Wrong because your biological clock is ticking.


    regress: vi ถอยหลัง, ออก..reg - ress {A. Progress}
    ticking: n.vi.vt (นาฬิกา) เดินติ๊กๆๆๆ

    Learn a new skill.
    Find a new friend.
    Start a new career.
    Sometimes, there is no race to be won.
    Only a price to be paid for some of life's more hasty decisions.


    career: n อาชีพ งาน
    race: n การวิ่งแข่ง...???
    hasty: adj รีบ เร่ง ฉับไว

    To terminate your loneliness, reach out to the homeless.
    To feed your nurturing instincts, care for the needy.
    To fulfill your parenting fantasies, get a puppy.
    Don't bring another life into this world for all the wrong reasons.


    terminate: vi. vt จบ ทำให้สิ้นสุดลง
    needy: adj ขัดสน
    nurturing: n การบำรุง เลี้ยง อบรม ทะนุถนอม ..V=nurture
    feed: v ให้อาหาร เลี้ยง
    instinct: n สัญชาตญาณ
    puppy: n . vi เด็กหนุ้มที่อวดดี ... ลูก(สุนัข) ออกลูก ???

    To make yourself happy, pursue your passions and be the best of what you can be.
    Simplify your life. Take away the clutter.
    Get rid of destructive elements: abusive friends, nasty habits, and dangerous liaisons.
    Don't abandon your responsibilities but don't overdose on duty.


    pursue: vi . vt ติดตาม ไล่ตาม มุ่งไปยัง (จุดหมาย) purs - ue
    passion: n สิ่งที่ชอบ สิ่งที่หลงไหล ...(กิเลส ความโลภ โกรธ ตัณหา???)
    Simplify: vi . vt ทำให้ง่าย
    clutter: n ความวุ่นวาย ยุ่งเหยิง
    rid: vt ทำให้หมดไป กำจัด
    destructive: adj ในทางทำลาย มีผลร้าย เป็นอันตราย
    abusive: adj ที่เป็นโทษ หยาบคาย (ใช้ในทางที่ผิด ใช้เป็นโทษ กระทำทารุณ กล่าวร้าย)
    nasty: adj ขม ขื่น ร้าย ฉุนเฉียว สามหาว
    habit: n นิสัยประจำตัว สิ่งที่เคยชินจนเป้นนิสัย
    liaison: n การติดต่อ การคบกันฉันชู้ฉาว French >> ลี เอ ซอง-
    abandon: n . vt ละทิ้ง ปล่อย
    overdose: n การกินยาเกินขนาด overdo - overdid - overdone = ทำมากเกินไป ???

    Don't live life recklessly without thought and feeling for your family.
    Be true to yourself.
    Don't commit when you are not ready.
    Don't keep others waiting needlessly.



    recklessly: adv สุรุ่ยสุร่าย เสี่ยง ไม่ไตร่ตรอง ใจเร็ว บ้าระห่ำ ไม่ยั้งคิด
    commit: vt มอบหมาย ผูกมัด
    needlessly: adv ไม่จำเป็นต้อง

    Go on that trip. Don't postpone it.
    Say those words. Don't let the moment pass.
    Do what you have to, even at society's scorn.


    scorn: n . vt รังเกียจ ปฏิเสธ ดูถูก ดูหมิ่น

    Write poetry.
    Love Deeply.
    Walk barefoot.
    Dance with wild abandon.
    Cry at the movies.


    poetry: n กลอน ??? po - et - ry
    bare-foot: adj . adv เท้าเปล่า (bare-footed)

    Take care of yourself. Don't wait for someone to take care of you.
    You light up your life.
    You drive yourself to your destination.
    No one completes you - except YOU.



    It is true that life does not get easier with age.
    It only gets more challenging.
    Don't be afraid. Don't lose your capacity to love.
    Pursue your passions.


    pursue: vi . vt ติดตาม ไล่ตาม มุ่งไปยัง (จุดหมาย) purs - ue
    passion: n สิ่งที่ชอบ สิ่งที่หลงไหล ...(กิเลส ความโลภ โกรธ ตัณหา???)

    Live your dreams.
    Don't lose faith in your God.
    Don't grow old. Just grow YOU!


    faith: n ความเชื่อถือ ความไว้วางใจ ความศรัทธา ความเลื่อมใส
    grow: vi.vt งอกงาม เติบใหญ่ เป็นผู้ใหญ่


    When you give someone your time,
    you are giving them a portion of your life that you'll never get back.


    portion: n.vt ส่วน แบ่ง

    Your time is your life.

    That is why the greatest gift you can give someone is your time.

    Relationships take time and effort,
    and the best way to spell love is T-I-M-E because the
    essence of love is not what we think or do or provide for others,


    effort: n ความพยายาม
    essence: n ปัจจัย ใจความ แก่น จุดสำคัญ หัวใจ สำคัญ สาระสำคัญ
    provide: vi.vt จัดหา เตรียมการ

    but how much we give of ourselves.

    - Rick Warren, The Purpose Driven Life .-



    Note::

    S = Synonym คำเหมือน

    A = Antonym คำตรงข้าม

    vt = transitive verb
    V ที่ต้องมีกรรมตามหลัง ( คำที่สามารถเป็นกรรรมของ V ได้ คือ Noun, pronoun เป็นต้น)

    vi = Intransitive verb
    V ที่ไม่ต้องมีกรรมตามหลัง (ไม่ต้องการกรรมหรือถ้าต้องมีกรรม จะต้องมีอีกคำมาคั่นกลาง คำนั้น ๆจะเป็น prep เช่น talk (about) something.

     

  • ศัพท์ภาษาอังกฤษ

    ครอบครัว Family แฟมิลี่
    ย่าทวด great-grandmother เกรท-แกรนดมาเธอะ
    ปู่ทวด great-grandfather เกรท-แกรทดฟาเธอะ
    ย่า (paternal) grandmother (แพทเทินแนล) แกรทดมาเธอะ
    ปู่ (paternal) grandfather (แพทเทินแนล) แกรทดฟาเธอะ
    ยาย grandfather แกรทดมาเธอะ
    ตา (matermal) grandfather (มะเทินแนล) แกรทดฟาเธอะ
    ลุง,น้า,อา uncle อังเคิล
    พ่อตา (maternal) father-in-law (มะเทินแนล) ฟาเธอะ-อิน-ลอ
    แม่ยาย (maternal) mother-in-law (มะเทินแนล) มะเธอะ-อิน-ลอ
    พ่อ father ฟาเธอะ
    แม่ mather มาเธอะ
    ป้า aunt อานท
    ลูกเขย son-in-law ซัน-อิน-ลอ
    ภรรยา wife ไวฟ
    น้องเขย rother-in-law บราเธอะ-อิน-ลอ
    น้องสะใภ้ sister-in-law ซิสเทอะ-อิน-ลอ
    น้องสาว younger sister ยังเกอะ ซิสเทอะ
    น้องชาย younger brother ยังเกอะ- บราเธอะ
    พี่สาว elder sister เอลเดอะ ซิสเทอะ
    พี่เขย brother-in-law บราเธอะ-อิน-ลอ
    พี่ชาย elder brother เอลเดอะ-บราเธอะ
    พี่สะใภ้ sister-in-law ซิสเทอะ-อิน-ลอ
    ลูกชาย son ซัน
    บุตรบุญธรรม adopterted child อะดอฟทิด-ไชล
    ลูกสาว daughter ดอเธอะ
    หลานชาย nephew เนฟยู
    หลานสาว niece นีซ

    ห้องรับแขก Living room ลอฟวิง-รูม
    เครื่องปรับอากาศ air-conditioner แอร์-คอนดิชันเนอะ
    ถังขยะ bin บิน
    ที่เขี่ยบุรี่ ashtray แอ็ชเทร
    ลูกบิดประตู doorknod ดอน็อบ
    เก้าอี้โซฟา couch เคาช
    หมอนอิง cushinon คูเชิน
    เก้าอี้มีที่วางแขน armchair อาร์ทแช
    นาฬิกา clock คล็อค
    ดอกไม้ flower ฟลาวเวอร์
    พัดลม fan แฟน
    โต๊ะ table เทบึล
    ผลไม้ fruit ฟรุท
    โคมไฟ lamp แลมพ์
    นิตยสาร magazine แม็กกะชี
    หนังสือพิมพ์ ไหยฟยำพ นิวซเพเพอะ
    กรอบรูป picture frame พิคเชอะ-เฟรม
    รูป photograph โฟโตกราฟ

  • Be loving to those who love you.
    จง... รักคนที่รักคุณ

    Be loving to those who do not love you, and they may change.
    จง... รักคนที่ไม่รักคุณแล้วสักวันหนึ่ง ...เค้าอาจจะเปลี่ยนใจ

    Be strong enough to face the word each day.
    จง... เข้มแข็งพอที่จะเผชิญหน้ากับความจริง

    Be weak enough to know you cannot do everything alone.
    จง... อ่อนแอพอที่จะรับรู้ว่าลำพังเรานั้นทำอะไรไม่ได้ทุกอย่าง

    Be generous to those who need your help.
    จง... ฟุ่มเฟือยน้ำใจ เมื่อมีใครต้องการความช่วยเหลือ

    Be frugal with what you need yourself.
    จง... ประหยัดสิ่งที่จำเป็นไว้

    ฺBe wise enough to know that you do not know everything.
    จง... จงฉลาดพอที่จะรู้ว่าเราไม่ได้รู้ทุกสิ่ง

    Be foolish enough to believe in miracles.
    จง... โง่พอที่จะเชื่อในปาฎิหาริย์

    Be willing to share your joys.
    จง... เต็มใจจะแบ่งปันความสุขของตัวเอง

    ฺBe willing to share the sorrows of others.
    จง... เต็มใจที่จะแบ่งรับความทุกข์ของผู้อื่น

    Be a leader when you see a path of others have missed.
    จง... เป็นผู้นำหากทางที่ผู้อื่นทิ้งไว้ให้นั้นเลือนลาง

    Be a follower when you are shrouded in the midst of uncertainly.
    จง... เป็นผู้ตามหากตกอยู่ในวงล้อมแห่งความไม่แน่นอน

    Be the first to congratulate an opponent who succeeds.
    จง... เป็นคนแรกที่แสดงความยินดีต่อความสำเร็จของคู่แข่ง

    Be the last to criticize a colleaque who fails.
    จง... เป็นคนสุดท้ายที่จะวิจารณ์ความผิดพลาดของเพื่อน

    Be sure where you next step will fall, so that you will not stumble.
    จง... มองเพียงแค่ก้าวถัดไปเพราะมันจะทำให้เราไม่ล้ม

    ฺBe sure of your final destination, in case you are going to the wrong
    way.
    จง... มองไปยังจุดหมายปลายทางให้แน่ใจ ว่าไม่ได้กำลังเดินผิดทาง


    ฺAbove all, be yourself.
    แต่เหนือสิ่งอื่นใด จงเป็นตัวของตัวเอง

14 คำคม 14 หนัง (จาก Forward mail)

อ่านแล้วซึ้งดีค่ะ ... ได้สำนวนใหม่ๆด้วย .. for your info. เน้อค่า



 

  • 30 Common Errors

    เมื่อคืนนั่งจัดการกับข้อมูลเก่าๆใน PC ที่บ้าน เจอfileนี้เข้า เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ เลยเอามาลงไว้ใน Blog ด้วย จำได้ว่าเอามาจากชีทเรียนของน้องสาวสุดที่รัก ตอนเรียน ม. 6 (เหอ เหอ เหอ ตอนนี้น้องสาวจะขึ้นปี 4ละ..ถ้าเป็นกระดาษ มันก็คงเปื่อยน่าดู)

    Common Errors

    1. My family have 4 persons.
    แปลได้ว่า ครอบครัวของช้านมี 4 คน แต่ว่าเค้ามะใช้พูดกัน กันลองเปลี่ยนมาเป็นประโยคนี้ดูนะคะ
    There are 4 people in my family.

    2. Thai people is friendly.
    people เป็นนามพหูพจน์ ต้องเปลี่ยน is เป็น are


    3. He no have money.. อันนี้เมื่อก่อนเราก็หลงผิดใช้อยู่บ่อยๆเหมือนกาน เพราะมันพูดง่ายดี แต่พออ่านหนังสือของคุณ Andrew Biggs ก็เลยแจ่มแจ้ง และเลิกใช้มันไปเลย ...

    ให้ใช้
    He doesn’t have any money. or He has no money.

    4. I ever go to Doi Suthep.
    ถ้าเราอยากจะบอกใครๆ ว่าเราเคยทำอะไรในอดีตมา ให้ใช้ To used + to + V1 มีความหมาย เคย เช่นกัน

    I used to go to Doi Suthep. ฉันเคยไปดอยสุเทพ

    Note:
    ทำไมถึงไม่ใช้ I have been Doi Suthep. มันก็แปลว่า ฉันเคยไปดอยสุเทพเหมือนกัน (อันนี้ เราก็สงสัย ...???) ท่าทางอ.ของน้องสาวก็คงจะรู้ว่าต้องมีคนสงสัย หรือไม่ก็ นร.ของอ.นั่นแหละสังสัย อ.เค้าก็เลยให้คำอธิบายว่า ..

    I have been ใช้กับคำถาม Have you ever been Doi Suthep?
    I have gone to Do Suthep. แสดงว่าตอนนี้เราไปและก็ยังอยู่ที่ดอยสุเทพ

    ปล. อันนี้ไม่เกี่ยวอะไร อ.เค้าคงเห็นว่ามัน gone เหมือนกัน เลยเอามาเผื่อ หุ หุ หุ
    Gone with the dog. หมาคาบไปแดก

    5. It far from here fifteen kilometers.
    It’s about fifteen kilometers from here.

    6. Is it delicious ?
    Is it good?

    7. Yes it’s very delicious.
    Yes, it’s good.

    8. A. Does the hotel have a swimming pool?
       B. Have! >>> Yes, the hotel does.
    ถาม Dose ตอบ does

    9. Tonight I have a lot of housework. (home)

    Homework คือ การบ้านของนักเรียน
    Housework คือ งานบ้านของแม่บ้าน

    10. For breakfast I have fire rice and star egg.
    (fired rice = ข้าวผัด / scramble egg = ไข่ดาว)

    11. Yesterday I am go to Hang Dong.
    I went Hang Dong, yesterday เมื่อวานชั้นไปหางดงมาแหละเธอ......

    12. I have a difficult exam next week. I am very serious.
    I’ll have a difficult exam next week. I am very serious.

    13. She is very beautiful and has a good shape . (figure)

    14. We have to discuss about the problems we have (our problems)

    15. I had an accident and my car is damage (was damaged)

    16. I am boring of this job
    I am bored with this job.

    อันนี้ เมื่อก่อนก็เคยหลงผิดอยู่เหมือนกัน แต่จำได้ว่าดู สุริโยไทย (มี sub. ภาษาอังกฤษ) มีอยู่ท่อนหนึ่ง เค้าพูด(เขียน)ว่า I'm so bored ตั้งแต่นั้นมาก็ใช้แบบนี้มาตลอด เก่งปะละ หนังทั้งเรื่อง จำได้อยู่ประโยคเดียว .. จนมาเข้าใจถ่องแท้ตอนอ่าน หนังสือของ คุณ Andrew

    ถ้าเพื่อนคุณถามคุณว่า คุณเบื่อไหม Are you boring? และคุณกำลังเบื่อสุดๆ ให้ตอบไปเลยว่า No, I am not boring ...

    Are you boring? คุณน่าเบื่อใช่ไหม
    No, I am not boring ... ไม่นะ... ช้านมะได้น่าเบื่อเลยซักนิดส์

    be boring : อะไรซักอย่าง น่าเบื่อ
    be bored : ใครซักคนเกิดอาการ เบื่อ

    17. When I arrive to home I watch television.
    When I arrive home I watch television

    To arrive/To leave + สถานที่ / ไม่ต้องตามด้วย to

    18. Bird island on tree. (is)
    อันนี้ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกัน ..ว่ามีคนใช้ประโยคนี้ด้วยเหรอ .. หรือว่าเราจดผิดหว่า เอาเป็นว่า Bird is on the tree ละกันเน้อ

    19. What his nationality?
    What’s his nationality?

    20. I sleep, I read many books.
    I sleep after I read many books.

    21. In the weekend I go to my family house. (At)

    22. We went for walk on Sunday.
    We went for a walk on Sunday. (go for a walk: เดินเล่น)

    23. I don’t like to see elephants in the city. I pity them.
    (I feel pity on them ฉันรู้สึกสงสารพวกมัน)

    24. Today I bring my friend to the airport. (take)

    To take : ไปส่ง ใครซักคน ที่ไหนซักแห่ง
    To pick up : ไปรับ ใครซักคน ที่ไหนซักแห่ง

    25. My teacher is very kindness. (kind)
    kindness เป็นคำนาม ไม่ใช่ คำคุณศัพท์ ถ้าต้องการจะบรรยายสรรพคุณ หรือข้อดีของ อะไร หรือ ใคร ให้ใช้ คำคุณศัพท์ ซึ่งข้อนี้ก็คือ kind

    26. He went to Bangkok to study teacher. (teaching)

    27. After the lesson I go to back home. (-)

    To go + to +สถานที่ : ไป
    To go back + สถานที่ : กลับไป

    28. Does she has a brother? (have)

    V.do (do/dose) + V1 ; Helping Verb ตามหลังด้วย Verb ช่อง 1 เสมอ
    ข้อนี้ V1 ของ has คือ have

    29. I goed to see my brother yesterday. (went)

    30. Learning English is funny . (fun)

    be fun : ใช้พูดถึงอะไรที่สนุกสนาน
    be funny : ใช้พูดถึงอะไร ที่ตลก ขบขัน ที่ทำให้เราหัวเราะ

    Learning English is funny : การเรียนภาษาอังกฤษนี่ช่างตลกเสียจริง ?????

hello world!

สวัสดีค่ะ นี่ก็เป็นบล็อกไทยอันแรกเลยที่ใช้
เห็นๆเลยว่ามือใหม่สุดๆ แต่ยังไงก็จะขยันเขียนเยอะๆ ฝีมือทั้งการเขียน การตกแต่งบล๊อกจะได้พัฒนาขึ้นบ้าง
ตอนนี้ให้ก็กำลังใจตัวเองสุดๆเลย ^-^'
ขอบคุณที่มาเยี่ยมบล็อกนะคะ หวังว่าเนื้อหาในบล็อกนี้ไม่น่าเบื่อจนเกินไป มีอะไรน่าติน่าชม ก็ขอให้บอกได้เลยนะคะ

----------------------
Hi, this is my first thai blog. Ok, I'm not going to try to direct translate my writing above cuz I'm not that used to it.. well, at least not yet ^^'. (believe me I tried ,but still I felt a bit funny)
Well I hope my writing will get better and better as the blog grows. Again, thanks for visiting. Comments very welcome.

  • สุภาษิตอังกฤษ

    Self-conquest is the greats of victory.
    การชนะใจตนเอง คือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

    • So much to do ,so little done.
    งานยิ่งทำมากเท่าใด ก็ยิ่งเสร็จน้อยเท่านั้น

    • Heaven ne'er helps the men who will not act.
    สวรรค์ไม่เคยช่วยบุคคลผู้ซึ่งไม่ทำงาน

    • Never give advice unless asked.
    อย่าให้คำแนะนำจนกว่าจะถูกขอร้อง

    • Nevre give advice in a crowd
    อย่าให้คำแนะนำท่ามกลางฝูงชน

    • Grey hair is a of age, not of wisdom.
    ผมหงอกเป็นสัญญาลักษณ์ของอายุ ไม่ใช่ปัญญา

    • Well begun is half done.
    เริ่มต้นดีเหมือนงานนั้นเสร็จไปครึ่งหนึ่ง

    • A bird in the hand is worth two in the bush.
    นกตัวเดียวในมือมีค่าเท่ากับนกสองตัวในพุ่มไม้

    • Birds of a faether will flock together.
    นกที่มีขนอย่างเดียวกัน ย่อมจะอยู่รวมกัน

    • Blood is thicker than water.
    เลือดข้นกว่าน้ำ

    • Better is half a loaf than no bread.
    ขมนปังครึ่งก้อนดีกว่าไม่มีเลย

    • While I breathe , I hope.
    ตราบใดที่ยังมีลมหายใจอยู่ ฉันก็ยังมีหวัง

    • When tha cat's away the mice will play.
    เมื่อแมวไม่อยู่หนูก็ยังคะนอง

    • Spare the rod and spoil the child.
    ทิ้งไม้เรียวจะทำให้เด็กเสีย

    • It is a wise father that know his own child.
    พ่อที่ฉลาดเท่านั้นจึงจะรู้จักบุตรของตนดี

    • The less men think, the more they talk.
    คนที่คิดน้อยมักพูดมาก

    • A bad officer is more danggerous than hundred bandits.
    เจ้าหน้าที่ชั่วคนเดียว เป็นอันตรายมากกว่าโจร 100 คน

    • Disappointment is the nurse of wisdom.
    ความผิดหวังเป็นสิ่งค้ำชูสติปัญญา

    • No one can disgrace us but ourselves.
    ไม่มีใครทำให้เราเสียเกียรติได้ นอกจากตัวเอง

    Do good , receive good ; Do evil, receive evil.
    ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว

    • Makes a man healthy , weathy and wise.
    สุขภาพดี มีทรัพย์ และฉลาด

    • Thou shouldst eat to live ; not live to eat.
    ควรกินเพื่อมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน

    • Man is his own worst enemy.
    ตนเองนั่นแหละเป็นศัตรูที่สำคัญที่สุด ของตนเอง


    • Good to forgive ; best to forget.
    การอภัยนั้นดี แต่ลืมเสียนั้นดีที่สุด

    • Forgive others often , but yourself never.
    จงให้อภัยคนอื่นเสมอ แต่อย่าให้อภัยตนเอง

    • A friend in need is a friend indeed.
    มิตรในยามต้องการคือมิตรแท้

    • The fox changes his skin but not his habits.
    สุนัขจิ้งจอกเปลี่ยนสีได้ แต่เปลี่ยนนิสัยไม่ได้

    • Everyone speaks of happiness , but few know it.
    ใครๆก็พูดถึงความสุข แต่น้อยคนที่รู้ว่าความสุขคืออะไร

    • Honesty is the best policy.
    ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นนโยบายที่ดีที่สุด

    • Lost time is never found again.
    เวลาที่เสียไปย่อมหาไม่ได้อีก

    • One cannot know everything.
    คนเราจะรู้จักทุกสิ่งทุกอย่างหาได้ไม่


    • Our first and last love is self-love.
    ความรักครั้งแรกและครั้งสุดท้ายคือรักตนเอง

    • Behind bad luck comes good luck.
    โชคดีย่อมตามหลังโชคร้าย

    • Money is a good servant , but a bad master.
    เงินเป็นผู้รับใช้ที่ดี แต่เป็นนายที่เลว

    • Prevention is better than cure.
    กันดีกว่าแก้

    • Everything must have a beginning.
    ทุกสิ่งย่อมมีการเริ่มต้น

    • Great things have small beginning.
    สิ่งใหญ่นั้น ย่อมมาจากการเริ่มต้นที่ดี

    • Music is the universal language of mankind.
    ดนตรีคือภาษาสากล ของมนุษยชาติ

    • Newspaper are the wood mirror.
    หนังสือพิมพ์เป็นกระจกเงาของโลก


    • The will of the people is the best law.
    ความต้องการของประชาชนเป็นกฎหมายที่ดีที่สุด

  • Where there's a will, there a way.
    Heaven is not reached with a single bound. ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น
    A friend in need is a friend indeed. เพื่อนกินหาง่าย เพื่อนตายหายาก
    Time an tide wait for no man. เวลาและวารี ไม่ยินดีจะคอยใคร
    Apare the rod, spoil the child. รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี
    God help those who help themselves.
    Help youself and God will help you. ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน(ช่วยตัวเองก่อน แล้วพระเจ้าจึงจะช่วยท่าน)
    Still water runs deep. น้ำนิ่งไหลลึก
    Bad egg, bad bird. ดูช้างให้ดูหาง ดูนางให้ดูแม่
    Trust neither an unknow road nor an unknow person. อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน
    Don't trouble trouble till troble troubles you.
    Never give advice unless asked. อย่าแกว่งเท้าหาเสี้ยน
    Never cast ypur pearis before swine. ไก่ได้พลอย หรือวานรได้แก้ว
    Everybody in love is blind. ความรักทำให้คนตาบอด
    Like father, like son. ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น
    Out of sight, out of mind. สามวันจากนารีเป็นอื่น
    When money speaks, the truth is silent. Money makes the man. เงินคือพระเจ้า
    First come, first served. มาก่อนได้ก่อน
    Don't build casties in the air อย่าสร้างวิมานในอากาส
    Be a Roman when you are in Rome. เขาเมืองตาหลิ่ว ก็ต้องหลิ่วตาตาม
    Walls have tongues, and headges ears. กำแพงมีหู ประตูมีตา
    Hear much; speak is golden. Speech is silver, silence is golden. พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง
    The trodden path is the safest. เดินตามผู้ใหญ่ หมาไม่กัด
    Birds are entanged by their feet and men by their tongue. ปลาหมอตายเพราะปาก
    Truth is immortal, error is mortal. ความจริงเป็นสิ่งที่ไม่ตาย (แต่การทำผิดเป็นธรรมดาของมนุษย์)
    Two heads are better than one. Four eyes see more than one.
    United we stand, divided we fall. สามัคคีคือพลัง,รวมกันเราอยู่ แยกกันเราตาย
    Home sweet Home. There is no place like home. บ้านคือวิมานของเรา
    More work, more pay. No work, no pay. งานคือเงิน เงินคืองาน (ไม่ทำงานก็ไม่ได้เงิน)
    Love seem no fault. ยามรัก น้ำต้มผักก็ว่าหวาน
    Frogs in the well are ignorant of the ocean. กบในกะลาครอบ
    Laugh and the world laughs with you.
    Weep and you weep alone. เพื่อนกินหาง่าย เพื่อนตายหายาก
    Believe only half of what you see. ฟังหูไว้หู
    What cannot be cured must be endured. (เมื่อแก้ไม่ได้ ก็ต้องยอมรับ)
    There is no medicine for the fool. สีซอให้ความฟัง
    Are you saw, you are like to reap. วัวใครเข้าคอกคนนั้น (กรรมใดใครก่อ ผู้นั้นย่อมรับกรรมนั้น)
    Two me look out through the same bars, one sees the mud,
    and one the stars. สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งเห็นโคลนตม อีกคนหนึ่งเห็นดวงดาว
    When you have money, everyone calls you brother. มีเงินนับเป็นน้อง มีทองนับเป็นพี่
    Everything must have a beginning (ทุกสิ่งต้องมีการเริ่มต้น)
    self-done is soon done. ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
    Make hay while the sun shines.
    You must strike the iron while it is hot. น้ำขึ้นให้รีบตัก
    Time brings wisdom. ช้า ๆ ได้พร้าสองเล่มงาม
    When one has not what one likes, one must like what one has. จงพอใจในสิ่งที่ตนมี
    The more one has, the more one wants. ยิ่งรวยก็ยิ่งโลภ
    Where there is love, there is pain. ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์
    Look before you leap. ดูตาม้าตาเรือ (พิจารณาให้รอบคอบก่อนทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด)
    While I breathe, I hope. ชีวิตย่อมมีความหวัง
    Today is better than two tomorrows.
    Never leave that till tomorrow which you can do today. อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง
    Great men are not always wise.
    Wven a wise man somethings makes a slip. สี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง
    Love the one who loves you, not the one whom you love. รักคนที่เขารักเขาดีกว่า
    A hero is only know in time of misfortune. มิตรในยามยากก็คือเพื่อนแท้
    Tell me thy company and I will tell thee what tho art.
    Birds of a feather flock together. คบคนพาลพาลไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล
    There is no smoke without fire. ไม่มีไฟ ย่อมไม่มีควัน
    None so deaf as those that will not hear. ปิดหูปิดตา (ไม่มีใครหูหนวกเท่าคนที่ไม่ยอมรับฟัง)
    The best prophet of the future is the past. (อดีตย่อมย้อนรอยตัวของมันเอง)
    Rome was not bult in one day. (กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จภายในวันเดียว
    You cannot teach old dogs new tricks. ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก
    It is easy to be wise after the event. วัวหายล้อมคอก
    To err is human, to forgive divine. Return good for evil. (เป็นธรรมดาที่มนุษย์ทำผิด แต่จงให้อภัย)
    Word once spoken can never be recalled.
    A word once out flies everywhere คำพูดเป็นนายเรา
    No one is too old to learn. ไม่มีใครแก่เกินเรียน
    Lost time is never found again. (เราเรียกเวลากลับคืนมาไม่ได้)
    A good man never die.
    A man's true weath is the good he does in this world. คนดีย่อมไม่ตาย
    Little boats should keep near shore. ควรประมาณตน
    Black cows give while milk. (แม่วัวสีดำก็จริง แต่ให้น้ำนมสีขาวเสมอ)
    แมวไม่ว่าสีดำหรือสีขาว ก็จับหนูได้ (วาทะ)
    He who does not go forward stays behind. (คนเกรียจคร้าน เฉื่อยชา ย่อมอยู่ล้าหลังเสมอ)
    To know everything is to know nothing. (คนที่รู้ทุกอย่าง คือคนที่ไม่รู้อะไรจริงสักอย่างเดียว) รู้มากยากนาน
    Don't throw away your old shoes till you have got new once. (อย่าคาดการณ์ล่วงหน้า)
    Half a loaf is better than no bread, (มีนิดหน่อยดีหว่าไม่มีเสียเลย)
    He that never fails never grows rich.
    Who dares nothing needs hope for nothing.
    Never ventured, never won. (คนที่ไม่เคยทำผิด จะไม่มีวันประสบความสำเร็จ)
    A sttich in time saves nine. Prevention id better than cure. กันไว้ดีกว่าแก้
    Eat to live; not live to eat. กินเพื่ออยู่ อย่าอยู่เพื่อกิน
    Joy and sorrow are as near as today anf tomorrow.
    Pain and pleasure, like light and darkness, succeed each other. ทุกข์และสุขเป็นของคู่กัน
    The voice of the people is the voice of good.
    The will of the people is the best law. เสียงของประชาชน คือเสียงของพระเจ้า
    Wisdom is one's eternal treasure. มีปัญญากับตัว กลัวอะไร
    it is better to have a hen tomorrow than an egg today. อดเปรี้ยวไว้กินหวาน
    To be of no Church is dangeous. (คนไม่มีศาสนานั้น อันตรายนัก)
    Music is the universal language of mankind. (ดนตรีเป็นภาษาสากลของมนุษย์ชาติ)
    ชนใดไม่มีดนตรีการ ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก
    A liar is not belived even though he tells the truth. เด็กเลี้ยงแกะ
    The road to success is by o means strewn with roses. (ทางไปสู่ความสำเร็จ มิได้โปรยด้วกลีบกุหลาบ)
    Grey hair is a sign of age, not of wisdom. (ผมสีเทาแสดงว่าชรา มิใช่แสดงว่ามีปัญญา)
    Everyone must work against the time. ทุกคนต้องทำงานแข่งกับเวลา
    Don't quit your job because of a bad boss;
    your next one may e worse. (อย่าผละงานเก่าท่าน เพราะมีนายที่ไม่ดี นายคนใหม่อาจเลวยิ่งกว่า)
    Don't let grass grow under your feet. (อย่าเกียจคร้าน)
    All men are created equal. (ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน) (ฝูงชนกำเนิดคล้ายคลึงกัน)
    Every dog has his day. ทุกคนย่อมมีคราวโชคดี
    A short cut is not always short. (ทางลัดไม่สั้นเสมอไป)
    Don't be a dog in the manager. อย่าทำตัวเป็นสุนัข อยู่ในรางหญ้า
    Marriage is like a cage; those within want to get out,
    those without want to get in. ชีวิตสมรสเป็นเรื่องที่คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า
    Moderation is the key to success. (การรู้จักประมาณ เป็นหนทางสู่ความสำเร็จ)
    Nothing is static. Everything changes for better or worse. (ไม่มีอะไรคงที่ ทุกอย่างเปลี่ยนแปลง ไม่ดีขึ้นก็เลวลง)
    The bird is know by its note; the man by his words. สำเนียงส่อภาษา กริยาส่อสกุล
    Pardon others often, thyself never. (จงให้อภัยผู้อื่น แต่อย่าให้อภัยตัวเอง)
    The pen is mightier than the sword. ปากกามีอำนาจมากกว่าดาบ
    Good to forgive; best to forget. (การให้อภัยนั้นดี แต่การบืมเสียย่อมดีที่สุด)
    Hope is the poor man's bread. ความหวังเป็นอาหารของคนยาก
    Absence makes the heart grow fonder. (การจากกันทำให้รักกันมากขึ้น)
    Whom the gods love dle young. คนที่พระเจ้ารักมักตายแต่ยังหนุ่มสาว
    A good name is better than riches. ชื่อเสียงดี ดีกว่าทรัพย์สมบัติ
    Do not hang all on one nail. (อย่าแขวนของทั้งหมด บนตะปูตัวเดียว)
    Do not put all your eggs into one basket. (อย่าใส่ไข่ทั้งหมดลงในะกร้าใบเดียว)
    Much talk, little work. พูดมาก งานก็น้อย
    Great things have small beginnings. สิ่งสำคัญ ๆ ย่อมมีการตั้งต้นเล็ก ๆ

     

  • วิธีการกล่าวขอบคุณ

    จะขอบคุณอย่างไร
    ได้รับของขวัญ (Receiving a gift)

    A:This is a small thing from me for your birthday. (ของเล็กน้อยจากผมสำหรับวันเกิดคุณ)

    B:It's very kind of you. May I open it now?(ช่างกรุณาเหลือเกิน ขอเปิดดูตอนนี้ได้ไหม?)

    A:Yes, please do.(ได้สิ เชิญเปิดเลย)

    B:Isn't that lovely? Thank you very much.(สวยจังเลยคะ ขอบคุณมาก)


    ----------------------------------


    ถามข้อมูล (Asking for information)

    A:Do you have the time, please?(เวลาเท่าไรแล้วครับ? คุณทราบไหม?)

    B:Yes, it's eleven o'clock.(ทราบครับ 11 โมงแล้วครับ)

    A:Thank you. (ขอบคุณนะครับ)

    คุณช่างกรุณาเหลือเกิน (It's very kind of you)

    C:This book is due today, and I don't have any time to return it?

    (หนังสือถึงกำหนดส่งวันนี้แล้ว ฉันก็ไม่มีเวลาเอาไปคืนเสียด้วย)

    D:Never mind. I'll return it for you. I'm going to the library myself.

    (ไม่เป็นไรหรอก ฉันจะเอาไปส่งให้เอง ฉันเองก็จะไปห้องสมุดอยู่แล้ว)

    C:It's very kind of you. Thanks.(คุณช่างกรุณาเหลือเกิน ขอบคุณมาก)
    D:You're welcome. (ไม่เป็นไร)


    ----------------------------------

    ได้รับการอนุเคราะห์ (Accepting a favour)

    C:Don't you care for this dish? (ไม่ลองอาหารอย่างนี้บ้างหรือ?)

    D:What's that? (อะไรหรือนั่น?)

    C:Chicken a la King. May I help you? (ชื่อว่า ชิคเกนอะลาคิง ฉันตักให้นะ)

    D:Yes, please. (ค่ะ ขอบคุณค่ะ)

    ไม่รับการอนุเคราะห์ (Not accepting a favour)

    E:Could I give you some more chicken? (เอาไก่อีกหน่อยไหม?)

    F:No more, thank you. It's very nice, but I'm so full now.

    (พอแล้วล่ะ ขอบคุณมากๆ แต่ตอนนี้อิ่มทีเดียว)




    ---------------------------------------

    วิธีการกล่าวขอโทษ

    ขอประทานโทษที่ผมมาสาย ( Excuse me for being so late )

    E:We were wondering what would have happened to you.

    ( พวกเราพากันสงสัยว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับคุณเสียแล้ว)


    F:Excuse me for being so late.The traffic was very heavy this morning.

    (ขอประทานโทษที่ผมมาสายมาก รถติดเหลือเกินครับเมื่อเช้านี้)


    E:All right. Let's start the meeting.(เอาล่ะ เรามาเริ่มการประชุมกันเถอะ)


    ขอโทษค่ะฟังไม่ถนัด
    ( Pardon me, I can't catch your words )



    C:I beg your pardon. I don't think I catch what you said.

    (ขอโทษเถอะค่ะ ดิฉันฟังที่คุณพูดไม่ได้ยินถนัด)


    D:I'm sorry for speaking too fast.(อ้อ...ขอโทษครับที่ผมพูดเร็วไป)

    C:And would you please speak louder.Thank you.

    (แล้วก็โปรดพูดดังๆ อีกหน่อยนะคะ ขอบคุณค่ะ)


    ขอโทษที่ขวางทางคุณ ( I'm sorry for being on your way )
    E:Excuse me please.May I go this way?(ขอโทษเถอะค่ะ ขอทางหน่อยค่ะ)

    F:Oh, I'm sorry to be on your way.(แหม...ขอโทษด้วยนะครับที่ขวางทางคุณ)


    ดิฉันเสียใจมาก ( I'm terribly sorry )

    C:Ouch! You're stepping on my foot.(โอ้ย! คุณเหยียบเท้าฉัน)

    D:I'm terribly sorry.Did I hurt you very much?(ฉันขอโทษค่ะ คุณเจ็บมากไหม)

    C:It's all right now. (ไม่เป็นไร หายเจ็บแล้ว)


    ------------------------------------




    การขออนุญาต


    วิธีการขออนุญาต (Asking for .....)

    1. Can I ( possibly ) _______ ? 9. Would it be possible for me to _______ ?

    2. Could I ( possibly ) _______ ? 10.Would you object if I _____?

    3. Can I ( please ) _______ ? 11.Would it be all right(with you) if I ______?

    4. Could I ( please ) _______ ? 12.I'd like to _____, if that's all right(with you).

    5. May I ( please ) _______ ? 13.Is it all right/okay ( with you ) if I _____?

    6. Would it bother you if I _____? 14.Is it all right/okay ( with you ) if I _______ ?

    7. Do you mind if I _____? 15. I'd like to _______, if that's all right(with you).

    8. Would you mind if I ______?

    การให้อนุญาต ( Granting ..... )

    1. Certainly. 8. I wouldn't mind. I don't mind.

    2. Sure. 9. Go ( right ) ahead.

    3. Of course. 10. Be my guest.

    4. By all means. 11. I guess so.

    5. It's all right with me. 12. I suppose so.

    6. It's fine with me. 13. I don't see ( any reason ) why not.

    7. It's okay with me. 14. If you want to ______, it's fine/all right with me.




    การปฏิเสธ

    1. I'd rather ( that ) you didn't. 7. I'd prefer it if you didn't.

    2. I'd rather that you not. 8. You may not ______ (without permission).

    3. I'd prefer that you not. 9. That's out of the question.

    4. We don't permit anyone to ______ . 10. I'd prefer you not to.

    5. You're not supposed to ______. 11. You mustn't _____ (under any circumstances)

    6. I can't do that without _______'s authorization/permission/approval/consent/agreement.


    หัดพูดภาษาอังกฤษวันล่ะนิดจิตแจ่มใสจ๊ะ
  • ประโยคภาษาอังกฤษสั้นๆที่ใช้กล่าวในวาระต่างๆ 
  • การดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมในโลกปัจจุบันนี้ การใส่ใจในชีวิตของผู้คนรอบข้าง ก็ดูเหมือนจะขาดเสียมิได้.. จะทำอย่างไรดี..ถึงจะทำให้คนรอบข้างรู้ว่าเราแคร์... ! การ พูดเพื่อแสดงความดีใจ ยินดี ยกย่อง ชมเชย ก็เป็นสิ่งที่ เราน่าจะเรียนรู้เอาไว้เพราะชีวิตมันช่างเต็มไปด้วยโอกาสวาระต่างๆ เยอะเหลือเกิน จึงอาจจะมีบ้างบางครั้งที่เราต้องใช้ประโยคเหล่านี้..วันนี้ครูมีประโยคสั้นๆง่ายๆ มาให้นักเรียนฝึกเอาไว้..เผื่อว่าอาจจะต้องเจอะเจอสถานการณ์ที่เราจำเป็นต้องใช้กันนะจ๊ะ


    1. งานแต่งงาน

    - อย่าลืมพูดคำว่า Congratulations

    - หากต้องเขียนการ์ด ก็

    I wish you the best of happiness in the years to come ..
    - Bride = เจ้าสาว

    - Bridegroom = เจ้าบ่าว

    - Best man = เพื่อนเจ้าบ่าว

    - Bridesmaid = เพื่อนเจ้าสาว



    2. วันเกิด

    - อย่าลืมพูดว่า happy birthday ...simple อยู่แล้วนี่คำนี้.

    - Are you doing anything special to celebrate กรณีเราอยากเรื่องคุยกะเจ้าของงาน



    3. เด็กเกิดใหม่

    - Congratulations (รู้สึกจะได้ทุกงาน)

    - ถ้าเค้าเพิ่งคลอด ก็อาจจะถามว่า Is it a boy or a girl? เห็นมะเราสนใจ คนรอบข้างน่าดูเลย

    - หรือว่าคุณได้เห็นแต่รูป ก็ให้พูดว่า She's / He's so cute หรือ she's adorable !! แปลว่าเด็กอะไรช่างน่ารัก น่าชังจริงๆ

    4. การสูญเสีย

    - ห้าม Congratulations เด็ดขาด เชียวล่ะ

    - แสดงความเสียใจว่า
    I'm so sorry to hear of the loss your loved one

    อาจจะแถมท้ายว่า
    If there is anything I can do for you,let me know

    ประมาณว่า มีอะไรให้ช่วยก็บอกนะ เต็มใจจิงๆ ...

    เพียงเท่านี้ เราก็จะมี look ที่แสนจะอบอุ่นกะคนรอบข้างแล้วหล่ะ ... เอาไปใช้ในที่ทำงานก็ยิ่งดีเลย หนทางก้าวหน้าอยู่ใกล้แค่นี้เอง ..

    โชคดีทุกคน

  • ก้าวแรกของการเรียนภาษาอังกฤษ



    ก่อนอื่นนะคะ นักเรียน ต้องมาทำความรู้จักกับกลุ่มคำทั้ง 8 กลุ่ม ก่อน เพราะกลุ่มคำทั้ง 8 นี้มีความสำคัญมากสำหรับการเรียนภาษาอังกฤษ เขาเรียกว่า Parts of speech ( พาทส์ อ๊อฟ สปีช ) มีดังนี้

    1)Nouns = นาวส์ คือ คำนาม

    2)Verbs = เวิบส์ คือ คำกิริยา

    3)Adjectives = แอ็ดเจ๊คทีพส์ คือ คำขยายคำนาม

    4)Adverbs = แอ็ดเวิบส์ คือ คำขยายคำกิริยา

    5)Pronouns = โพรนาวส์ คือ คำที่ใช้แทนคำนามได้

    6)Prepositions = เพร็บโพซิชั่น คือ of, in, for, during etc.

    7)Conjunctions = คอนจังชั่นส์ คือ ตัวเชือมประโยค

    8)Articles = อาร์ติเคิ่ลส์ คือ " a " , " the "

    ครูจะแยกออกเป็นเรื่องๆพร้อมกับทำความเข้าใจคร่าวๆ กันก่อน เลย ล่ะนะ

    *************

    คำนาม Nouns นาวส์ ใช้สำหรับ คน สัตว์ และ สิ่งของ เช่น จอห์น ( John ), ด๊อก ( dog ), และ เทเบิ้ล ( table )



    คำกิริยา เวิบ Verbs แบ่งเป็น 2 ชนิด นะคะ ชนิดแรก ก็คือ

    คำกิริยาช่วย เป็นตัวช่วยคำกิริยาแท้ หรือ ภาษาอังกฤษ เรียกว่า

    เฮลปิ้งเวิบส์ Helping Verbs คำกิริยาชนิดนี้จะไม่สามารถใช้โดดๆได้ เพราะจะทำให้เป็นประโยคไม่สมบูรณ์ ตัวอย่างเช่น

    I can
    People must
    The Earth will

    คำกิริยาช่วย ( Helping Verbs หรือ Auxilliary Verbs ) ในภาษาอังกฤษนี้มีประมาณ 15 ตัว ส่วนใหญ่ คือ ไพรมารี่ ( Primary ) หรือ โมดอล ( Modal )

    แต่บางกรณี คำกิริยาช่วยนี้ก็สามารถ ใช้ได้แต่ในกรณีที่ คำกิริยาแท้ถูกละไว้ฐานที่เข้าใจ ส่วนใหญ่จะใช้กับประโยคคำถาม ตัวอย่างเช่น

    Q: Can you speak English?
    A: Yes, I can. ( SPEAK ENGLISH - คำกิริยา สปี๊ค Speak ละไว้ในฐานเข้าใจ และ แคน ( can ) คือ คำกิริยาช่วย )

    คำกิริยา ( Verbs ) ชนิดที่สองคือ กิริยาแท้ Main Verbs เมน เวิบส์ ตัวนี้ สามารถใช้โดดๆ ได้ และ ทำให้ประโยคสมบรูณ์ ตัวอย่างเช่น

    I teach.
    People eat.
    The Earth rotates.

    คำกิริยาแท้ ( Main Verbs หรือ Lexical Verbs ) ในภาษาอังกฤษนี้ มีเป็นตันๆ ส่วนใหญ่คือ ทรานซิทีพ( transitive )/อินทรานซิทีพ ( intranstive ) , ลิ้งกิ้ง ( linking ), ไดนามิค ( dynamic )/สเตทีพ ( stative ), เร***ล่าร์ ( regular )/อิรเร***ล่าร์ ( irregular )
  • คำว่า "รัก" ภาษาอังกฤษเค้าว่าอะไร ?

    คงเป็นศัพท์ที่เรารู้มาตั้งแต่อ้อนแต่ออกเลยใช่ไหมครับสำหรับความรักที่แปลว่า love และประโยคที่คงจะติดปากชาวโลกทุกระดับชั้น ทุกการศึกษามากที่สุดก็คือ I love you (กระนั้นหาก love ไม่ประสบความสำเร็จ ก็จะกลายเป็น I hate you แทน) คำ ๆ นี้ช่างแสนล้ำค่าที่ใคร ๆต่างก็ปรารถนา ถึงแม้จะไม่รุนแรงเท่ากับอดข้าว แต่อดความรักนี่ มนุษย์ผู้นั้นคงจะตายทั้งเป็น ตายทั้งที่ยังหายใจหรือลืมตาได้ เหมือนกับชื่อเพลงของวง The Beatles ที่ว่า All You Need is Love (ที่คุณต้องการทั้งหมดคือความรัก) ไม่มีผิดนะครับ ที่จริงแล้วคำว่า love นั้นเราอาจจะใช้บอกรักกับคนอื่นที่ไม่ใช่เพศตรงกันข้ามก็ได้ อาจจะเป็นพ่อแม่ ญาติ เพื่อนฝูง ลูกหลาน แม้แต่พวกดารา บุคคลที่น่าประทับใจ ไม่ว่าเป็นเพศเดียวกันหรือต่างเพศ หรือ สิ่งของ สัตว์เลี้ยง ฯลฯ ได้ทั้งนั้น แต่ส่วนใหญ่พอพูดถึงคนจะนึกถึงความรักแบบโรแมนติก หากเป็นเช่นนี้ก็มีประโยคอื่นๆ ที่เราแนะนำให้คุณใช้แก้เลี่ยนบ้างอย่างเช่นประโยคที่ได้รับความนิยมรองลงมาอย่างเช่น

    I fall in love with you.

    ฉัน/ผมตกหลุมรักคุณ


    ถ้าจะเป็นเหมือนกับประโยคหนึ่งในเพลงของ Elvis Presley ก็ได้นะครับ

    I Can't help falling in love with you.

    ฉันไม่อาจหักห้ามใจไม่ให้ตกหลุมรักเธอ


    แต่จะใช้คำว่า fall for ด้วยก็ได้

    I can't believe why you fall for such a guy.

    ฉันไม่เชื่อเลยว่าทำไมเธอถึงไปตกหลุมรักคนพรรค์นั้นได้


    หรือ v is/am/are + in love with เช่น

    Don't disturb Paradon since he's in love with Natalie.

    อย่าไปกวนภราดรเพราะ เขากำลังอยู่ในห้วงแห่งความรักกับนาตาลี


    ถ้าจะให้เก๋ไก๋ก็ลองคำนี้ดูนะครับ v is/am/are in the mood for love ดังตัวอย่างเพลง In the Mood for Love ของ Louis Armstrong (และใครอีกหลายๆ คน)

    I'm in the mood for love simply because you're near me.

    ฉันตกอยู่ในห้วงแห่งความรักเพียงเพราะเธออยู่ใกล้ ๆ


    หากเป็นความรักประเภทรักเค้าข้างเดียวหรือแบบไม่สมควรนักฝรั่งจะใช้คำว่า have/ has a crush on +someone เช่น

    Wasana has a crush on her lecturer.

    วาสนาแอบชอบอาจารย์ของเธอ


    หากคุณรักใครแล้วคุณก็ต้องจีบเขาใช่ไหมครับ คำว่าจีบฝรั่งเค้าเรียกว่าอะไร ? อย่าไปใช้คำว่า court ที่แปลว่าเกี้ยวพาราสี มันเชยเสียแล้ว เค้าใช้คำว่า hit on

    While Sondhi was hitting on Srisuda, he found out that she was married.

    ในขณะที่สนธิกำลังจีบศรีสุดาอยู่นั้นเขาก็พบว่าเธอแต่งงานเสียแล้ว


    หากจีบแล้วแห้ว แน่นอนฝรั่งเค้าว่า broken-heart แต่ถ้าจะใช้เป็นเชิงถูกกระทำ ควรจะเติม ed เข้าไปเพราะเป็นคำคุณศัพท์

    Oak is broken-hearted so he hangs himself.

    โอ้คดันอกหักเลยไปแขวนคอตาย


    หรือเป็นการกระทำก็กลับกันเสียหน่อย

    Paula doesn't know that she breaks my heart.

    พอลล่าไม่รู้หรอกว่าเธอหักอกผม


    หากเป็นแฟนกันแล้วเลิกกันฝรั่งเค้าใช้คำว่า split up หรือคำนามก็คือ break up เหมือนชื่อในหนังฝรั่งที่เข้าฉายเมื่อปีที่แล้ว

    Many couples of star in Hollywood split up and find a new boy/girl friend.

    ดาราฮอลลี่วู๊ดหลายคู่เลิกกันแล้วต่างก็ไปหาแฟนใหม่

    คำว่า"ทิ้ง"หรือ "ขอเลิก"นี่ฝรั่งเค้าเรียกว่า dump

    Aum will never forgive me for dumping her without reason.

    อั้มจะไม่เคยยกโทษให้ผมที่ไปทิ้งเธอโดยไม่มีเหตุผล


    นอกจากนี้ยังมีคำว่า "รัก"ของภาษาอังกฤษที่น่าสนใจเช่น

    Love triangle คือความรักที่ฝ่ายหนึ่งเกิดไปมีกิ๊กขึ้นมาเลยมีคนเข้ามาเพิ่มในวงจรแห่งความรักรวมกันเป็นสามคน ดังที่เค้าเรียกว่ารักสามเศร้า

    One-sided love คือความรักเค้าข้างเดียวเหมือนข้าวเหนียวนึ่ง

    Love at first sight คือความรักแบบแรกพบนะครับ คำๆ นี้เราคงคุ้นกันดี

    love child นี่อย่าไปแปลว่าเด็กนักรักนะครับแต่แปลว่า เด็กที่เกิดมาจากความสัมพันธ์ของพ่อแม่ที่ไม่ได้แต่งงานกัน เช่นนักศึกษาจับคู่กันแล้วผู้หญิงเผลอท้องเมื่อคลอดออกมาก็เอาไปทิ้งตามกองขยะนั้นแล

    อีกคำที่น่าสนใจแต่คงจะไม่มีใครอยากจะมีคือคำว่า Love-shy หรือความเขินที่จะมีความรักนะครับ เป็นอาการของคนที่ไม่กล้ามีแฟน สุดท้ายเลยต้องค้างเติ่งเป็นโสดไปตลอดชีวิต

    นอกจากความรักแบบหนุ่มสาวแล้วยังมีความรักอื่น ๆ อีกเช่น

    ความรักของพ่อแม่คือ Parental love

    ความรักของลูกต่อพ่อแม่ คือ filial love หรือความกตัญญูเราจะใช้คำว่า gratitude ก็ได้นะครับ

    Son/daughter with the filial love will take care of their parents when they get ill.

    ลูกชายหรือลูกสาวที่มีความกตัญญูจะดูแลพ่อแม่ยามเจ็บไข้


    ความรักเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เราเรียกว่า Philanthropy

    The rich with philanthropy will always donate their money to the charity.

    คนรวยที่รักเพื่อนมนุษย์มักจะบริจาคเงินให้กับการกุศล


    ความรักต่อประเทศชาติ (ที่กำลังดังนี่) จะใช้คำว่า love for one's own country ก็ไม่ผิดหรอกครับ แต่ถ้าจะให้ภาษาดูสวยและเป็นทางการก็ใช้คำว่า patriotism

    The Legend of Naresuan aims to arouse Thai patriotism.

    ภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชมุ่งปลุกเร้าให้คนไทยรักชาติ


    ความรักตัวเองหรือ love oneself นี่เป็นสิ่งดีนะครับ เพราะตัวเราเป็นพื้นฐานของความรักแบบอื่นๆ หากทอดทิ้งตัวเราไปก็อาจจะทำให้ชีวิตย่ำแย่เสียมากกว่า ทว่าหากรักตัวเองจนกลายเป็น"หลงตัวเอง"นี่ฝรั่งเค้ามีคำเรียกอยู่หลายคำเท่าที่ผมนึกออกคือคำว่า self-centered ส่วนภาษาทางจิตวิทยาเค้าจะเรียกว่า Narcissism

    Sonia is so self-centred that she keeps talking about herself everytime we have a date.

    ซอนย่าหลงตัวเองขนาดที่ว่าเธอเอาแต่พูดเรื่องตัวเองทุกครั้งที่เราออกเดตกัน


    ในทางกลับกันมีความรักอีกแบบที่ยิ่งใหญ่ ประเสริฐยิ่งนักนั้นคือความรักสากล หรือความรักต่อสรรพสัตว์ไม่มีการแบ่งแยก เค้าเรียกว่า universal love

    Buddha and Jesus Christ are the persons who have the universal love.

    พระพุทธเจ้าและพระเยซูคือบุคคลที่มีความรักแบบสากล

  • คำว่า "รัก" ภาษาอังกฤษเค้าว่าอะไร ? (ภาคสอง)

    ต้องขอบคุณมากนะครับสำหรับท่านผู้อ่านที่เข้ามากันคับคั่งในบทความเกี่ยวกับ "ความรัก"ภาคภาษาอังกฤษ อย่างไรก็ตามเพราะภาษาไทยของผมค่อนข้างอ่อนแอและไม่มีคนมาช่วยตรวจความถูกต้องให้ก็ต้องมีความผิดพลาดอยู่บ้าง

    ต้องขอบคุณคุณ psycho patch ที่ติงว่า Love Triangle ต้องแปลว่า "รักสามเส้า" ครับ ไม่ใช่ "รักสามเศร้า" ลองไป search ใน google ดูพบว่ามีคนเผลอใช้คำว่า"เศร้า"กันมากเหมือนกัน

    ต้องขอบคุณคุณแพนด้ามหาภัยและคุณ psycho patch ที่บอกว่าน่าจะมีคำว่า Platonic love ด้วย ความรักเช่นนี้เป็นความรักอันบริสุทธิ์ระหว่างเพศตรงกันข้ามที่ไม่เซ็กส์มาเกี่ยวข้อง (เชื่อไหมว่ามีอยู่จริง ?)

    คุณ"หน้าม้าแถวบ้าน"ยังเสริมให้ว่า one-sided love หรือ "รักเขาข้างเดียว" ยังมีอีกคำที่สละสลวยคือ unrequited love ขอบคุณครับ

    อย่างไรก็ตามยังมีอีกหลายอย่างที่ผมน่าจะเขียนถึงเรื่อง "ความรัก"ก็เลยขอเขียนถึงต่ออีกบทความนะครับ

    คุณ winos ถามว่า ถ้าอกหักแล้ว "ทำใจ" ภาษาอังกฤษว่าอย่างไร ? เค้าใช้คำว่า get over ครับ

    Sondhi was broken-hearted with Srisuda last week but he gets over it now.

    สนธิอกหักกับศรีสุดาเมื่ออาทิตย์ก่อนแต่ตอนนี้เขาทำใจได้แล้ว


    อีกคำที่น่าจะใช้ได้คำว่า "adjust" ที่แปลว่า"ปรับตัวนั้นแหละ

    I begin to adjust to the loss of my wife.

    ผมเริ่มทำใจกับการสูญเสียภรรยาได้แล้ว


    นอกจากนี้คำว่า"รัก"อีกคำหนึ่งที่มักเป็นภาษาเขียนก็คือคำว่า affection

    Bush has the strong affection for Thailand so he always visits there every year.

    บุชรักเมืองไทยมาก เขาจึงมักไปเที่ยวที่นั้นทุก ๆ ปี


    อีกคำที่เราน่าจะใช้คำกับอีกฝ่ายตอนจีบกันใหม่ ๆ คือคำว่า love of one's life หมายความว่า "คนที่เรารักจนสุดชีวิต" ด้วยตอนจีบกันครั้งแรกเป็นธรรมดาที่สาระพัดจะยกคำหวานสุดชีวิตขึ้นมาให้อีกฝ่ายฟังนะครับ คือกำลังลุ้น

    You are the love of my life.

    เธอคือคนที่ฉันรักสุดชีวิต


    เรายังใช้คำว่า apple of one's eyes ในความหมายนี้ก็ได้นะครับเหมือนกับเนื้อร้องท่อนหนึ่งในเพลงของ Stevie Wonder

    You are the apple of my eye,
    Forever you'll stay in my heart

    คุณคือสุดที่รักของผม
    คุณจะอยู่ในหัวใจผมตลอดไป


    คำว่า lover นอกจากจะหมายความว่า "ชู้"ของผู้หญิงหรือ "นักรัก"แล้วยังหมายความว่า ผู้ที่ชื่นชอบก็ได้นะครับ โดยจะมีคำนามที่บุคคลนั้นชื่นชอบมาไว้ข้างหน้าเช่น คนรักแมวก็เป็น cat lover ,คนรักกาแฟก็เป็น coffe lover, คนรักหนังสือก็เป็น Book lover ... ฯลฯ

    อีกคำหนึ่งที่ความหมายคล้ายๆ กันก็คือคำว่า phile ที่มาจาก philia เป็นคำที่ใช้กับตัวบุคคลเป็นคำ suffix หรือปัจจัย ดังเช่นพระนามแฝงของท่านมุ้ยในพันธ์ทิพย์คือ Cinephile หมายถึงผู้ที่รักภาพยนตร์

    นอกจากนี้ยังมี

    Ornithophile หมายถึงผู้ที่รักนก

    Bibliophile หมายถึงผู้ที่รักหนังสือ

    Biophile หมายถึงผู้ที่รักธรรมชาติ


    หากเป็นความรักที่เกินความพอดี ฝรั่งเค้าก็เรียกว่า บ้าหรือ คลั่งไคล้ก็ได้นะครับ ดังเช่นคำว่า crazy/mad about หรือ Mania อันนี้เราเคยพูดกันมาแล้วในบทความแรกของส่วน English 4 u จึงไม่ขอยกตัวอย่าง

    กระนั้นคำว่า philia มักเป็นศัพท์ทางจิตวิทยาที่บ่งบอกความต้องการทางเพศที่เบี่ยงเบนเช่นคำว่า

    pedophilia คือความต้องการมีอะไรกับเด็ก

    Zoophilia คือความต้องการมีอะไรกับสัตว์

    Necrophilia คือความต้องการมีอะไรกับศพ


    ตัวบุคคลคือ Pedophile ,Zoophile และ Necrophile แต่เราต้องระวังในการแยกกับคำว่า phile ข้างบนที่มีความหมายในทางบวกให้ดี

    ความจริงรากศัพท์เดิมก็แปลว่าคำว่า รักหรือฉันทะ เหมือนกับคำว่า Philosophy ที่แปลว่า ปรัชญานั้นแหละ มัน มาจากคำว่า Philos + Sophia

    Philos ก็เป็นคำ ๆ เดียวกับ Philia นั้นแหละครับ

    Sophia แปลว่า wisdom หรือญาณ ,ปัญญา

    แปลตรง ๆก็คือความรักในการหาความรู้

    จำได้ใช่ไหมครับคำว่า รักชาติคือ patriotism ถ้าหากรักมากๆ ก็อาจจะกลายเป็นคลั่งชาติหรือเห็นว่าชาติหรือเผ่าพันธุ์ของตนดีกว่าชาติของคนอื่น ภาษาอังกฤษคือ Chauvinism พวกนี้จะมีแนวโน้มสนับสนุนให้รัฐแก้ไขปัญหาโดยใช้กำลังทางทหาร เช่นชาวเยอรมันในช่วงฮิตเลอร์เรืองอำนาจ ตัวบุคคลคือ Chauvinist

    อีกพวกที่รักชาติเหมือนกันแต่เป็นรักชาติแบบใช้ปัญญา ไม่เน้นการใช้กำลัง แต่เน้นการทูต พวกนี้เราจะเรียกว่า peace-loving ครับ เป็นคำคุณศัพท์ หรือ adjective หากเป็นคำนามที่สละสลวยกว่านั้นคือ Pacifism ตัวบุคคลคือ Pacifist

    A Chauvinist always regards a Pacifist as the weakling.

    พวกคลั่งชาติมักมองพวกรักสันติภาพว่าเป็นคนอ่อนแอ


    เหตุการณ์นี้ก็เหมือนกับพวกนีโอคอนในอเมริกาที่เห็นว่าพวกต่อต้านสงครามอาฟกานิสถานและอิรักเป็นพวกอ่อนแอ ยอมอ่อนข้อให้กับพวกผู้ก่อการร้าย ด้วยตนเห็นว่าอเมริกาเท่านั้นที่เป็นหัวหอกในการต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน

    คำว่า Chauvnist นี่ยังหมายความว่าผู้ชายที่ชอบดูถูกผู้หญิง ด้วยความเห็นว่าผู้หญิงอ่อนแอ ดังที่เขาเรียกทัศนคตินี้ว่า sexism

    คนทั่วไปมักจะให้สิ่งนี้มีความหมายตรงกันข้ามกับความรักเสมอ ทั้งที่สิ่งนี้มีหลายครั้งแยกไม่ออกจากความรักหากเป็นเรื่องระหว่างเพศตรงข้ามนั้นก็คือ "ความใคร่" ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า lust ครับ

    Do you stay with me just for love or lust ?

    ที่คุณมาอยู่กับฉันนี่เพียงเพราะความรักหรือความใคร่
    ?

    ถ้าจะบอกว่าไอ้หมอนั้นมันชอบทำสายตาหื่นใส่ เราก็จะบอกว่า

    Film really enjoys giving the lustful look to his co-star.

    ฟิล์มมันมีความสุขจริง ๆกับการทำสายตาหื่น ๆ ใส่ดาราสาวที่ร่วมแสดงด้วย


    ไหน ๆมาทางเรื่องพรรค์นี้แล้วน่าจะพูดถึงคำว่า love bite นะครับ คำว่า bite หมายถึงกัด หากเป็นคำนามไม่ได้แปลว่า "รักทำพิษ"นะครับ เพราจะแปลว่ากัดด้วยความรัก เป็นการกัดเบาๆ ในระหว่างจูบเพื่อให้อีกฝ่ายเกิดความสยิวขึ้นมา เช่นที่ต้นคอหรือไหล่

    Her love bite makes the red mark on my neck.

    รอยกัดเบาๆ ของเธอทำให้คอฉันเป็นจุดแดง ๆ ขึ้นมา


    ต่อไปนี้เป็นคำบอกรักอันสุดซาบซึ้งใจจากชื่อเพลงที่ผมชอบ จะลองเอาไปใช้ดูก็ได้หากไม่อ้วกเสียก่อน แต่ตอนนี้ลองมาทายชื่อนักร้องกันดูนะครับ

    I can't Just Stop Loving You.

    Nothing's Gonna Change My Love For You.

    You Are The Sunshine of My Life

    How Am I Supposed to Live without You.

    I Love You for Sentimental Reason

  • คำว่า "มีอะไรกัน" ภาษาอังกฤษเค้าเรียกว่าอะไร ?

    ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจจะเขียนถึงเรื่องแบบนี้หรอกครับ แต่ไปเจอกระทู้หนึ่งในพันธ์ทิพย์ที่ตั้งคำถามว่า การ make love กับคนที่ไม่ได้รัก ภาษาอังกฤษคืออะไร ? คือเขาเข้าใจว่า make love คือการมีอะไรกับคนที่รัก อาจเพราะมีคำว่า love ปนอยู่ด้วย จากการไปค้นในดิกชั่นนารี เค้าก็ไม่ได้บอกนี่ครับว่า คำ ๆ นี้จะใช้การมีเพศสัมพันธ์กับคนที่รักเท่านั้น ความจริงแล้ว คำว่า"มีอะไรกัน"หรือ"ร่วมรักกัน" ในภาษาอังกฤษนั้นมีมากมายครับโดยเฉพาะคำแสลง แต่ในที่นี้จะยกเอาคำที่ใช้โดยทั่วไปและเท่าที่ผมรู้ บทความนี้ขอยืนยันว่าเป็นวิชาการแบบนายแพทย์นพพรแห่งเสพสมบ่มิสม ไม่ได้ลามกนะจะบอกให้

    แน่นอนคำว่า have sex และ sleep with รวมไปถึง make love เป็นสามคำแรกที่เรามักจะนึกถึงเวลาพูดถึงคำว่า "ร่วมรักกัน" have sex นี่นิยมกันจนกลายเป็นภาษาไทยไปนั้นคือ "มีเซ็กส์กัน" ส่วน sleep with ก็บอกชัดเจนว่า "ร่วมหลับนอนกัน" ส่วน make love นี่ในเพลงฝรั่งก็ใช้กันเยอะแยะ ทำให้ผมสงสัยว่าอาจจะไม่ได้มีความหมายเดียว แต่ความจริงคำว่า make love หากเป็นสำนวนแบบโบราณแปลว่า เกี้ยวพาราสี หรือพูดจาแบบโรแมนติกก็ได้นะครับ เหมือนกับประโยคหนึ่งในเนื้อเพลง Day and Night ของ Cole Porter

    Until you let me spend my life making love to you

    จนกระทั่งเธอให้ฉันได้ใช้เวลาทั้งชีวิตจู๋จี๋กับเธอ


    อีกคำที่นิยมใช้กันก็คือ make it with ทำให้นึกถึงเนื้อร้องของวง Bread จากเพลงชื่อน่าหวาดเสียวคือ Make it with you

    I want to make it with you
    I really think that we can make it girl.


    ปัญหาก็คือว่าเพลงที่อ่อนหวาน ไม่ดิบ แบบนั้นจะใช้คำโต้งๆ เลยหรือว่า "ฉันต้องการเอาเธอ" อาจเป็นไปได้ว่ามันยังหมายถึง "การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน" อีกเช่นกัน นัยว่าเพลงต้องการสื่อแบบสองความหมาย

    หากเป็นหนังฮอลลี่วู้ดแล้ว เมื่อพระเอกหรือนางเอกต้องการจะมีอะไรกับอีกฝ่าย เค้าไม่พูดกันตรง ๆ หรอก แต่จะมองตากันซึ้ง ๆ และเชิญด้วยประโยคสุภาพ อ้อมไปอ้อมมา เช่น

    Do you want to drink champagne in my room ?

    คุณอยากจะไปดื่มแชมเปญที่ห้องของผมไหม ?

    ในทางกลับกันคำแบบเถื่อนๆ อีกคำที่ชอบใช้ในเพลงเนื้อหาแบบ underground ก็คือคำว่า Fuck คำๆ นี้ยังเป็นคำด่าก็ได้เช่น fuck you อันนี้ไม่ได้แปลว่า "เอากับแก" นะครับ แต่แปลว่า "ไอ้เวรเอ้ย" นอกจากนี้หาก fuck ใช้กับคำนามอื่นๆ เช่น fuck it !! แปลว่า "ช่างมันแม่งมัน" นอกจากนี้ยังมีวลีที่เถื่อน ๆ แต่น่าสนใจที่หนังฝรั่งชอบใช้เช่น

    You can join us or fuck off !

    แกจะมาร่วมกับเราก็ได้หรือไม่ก็ไสหัวไป


    คำว่า fuck with นี่ต้องดูบริบทให้ดีนะครับ หากเป็นเพศเดียวกันและทำท่าโมโหจะเอาเรื่องนี้ แปลว่า "กวนตีน"

    Do you want to fuck with me ?

    แกอยากจะกวนตีนข้ามากนักหรือ ?

    คำว่า intercourse เป็นภาษาแบบทางการหรือวิชาการนะครับ มักจะมีคำว่า sexual เข้ามาผสมด้วย หมายถึงการที่ฝ่ายชายสอดอวัยวะเพศใส่อวัยวะเพศของผู้หญิง

    The period of human sexual intercourse depends on a lot of factors such as culture, law ,economy ...etc.

    ช่วงเวลาของการมีเพศสัมพันธ์ของมนุษย์ขึ้นอยู่กับปัจจัยมากมายเช่น วัฒนธรรม ,กฏหมาย ,เศรษฐกิจ ... ฯลฯ


    นอกจากนี้ในหนังฝรั่งยังใช้คำว่า screw ซึ่งไม่สุภาพนัก ส่วนการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ได้จริงจังหรือ "เอาไปเรื่อย" หรือ "การร่วมรักแบบไร้รัก" นั้นฝรั่งเค้าเรียกว่า screw around ซึ่งก็ไม่สุภาพเหมือนกัน

    Don Juan spent most of his time screwing around.

    ดอน ฮวน มักจะใช้เวลาส่วนใหญ่ขลุกอยู่กับแต่สาว ๆ


    คำว่า fool around หมายถึงการนอกใจคู่ของตัวเองหรือไปมีอะไรกับคู่ของคนอื่น

    He likes to fool around with many married girls at his office.

    เขาชอบไปมีอะไรกับสาวๆ ที่แต่งงานแล้วในที่ทำงานของตัวเอง


    คำๆ นี้ยังมีความหมายเดียวกับคำว่า cheat on

    It is falsely believed by a lot of Thai men that to cheat on their own wives is the good experience.

    ผู้ชายไทยจำนวนมากยังเชื่อผิด ๆว่าการแอบภรรยาไปกุ๊กกิ๊กกับสาวอื่นเป็นประสบการณ์ที่ดี


    คำว่า "สำส่อน" ที่เป็นภาษาเขียนก็คือ promiscuous

    60s is the decade that some group of teenagers like hippies were promiscuous.

    ทศวรรษที่หกสิบเป็นเวลาที่วัยรุ่นบางกลุ่มเช่นฮิปปี้จะสำส่อน


    คำว่าร่วมรักกันโดยที่ทั้งคู่ไม่ได้รู้จักกันดีนักเช่นพบกันที่อาร์ซีเอ ฝรั่งเรียกว่า casual sex

    Casual sex without protection could make you infected with HIV.

    การมีเพศสัมพันธ์กับคนแปลกหน้าโดยปราศจากเครื่องป้องกันอาจทำให้คุณติดเชื้อเฮชไอวีได้


    ดังนั้นเราควรที่จะมีประโยค นี้ จะได้ไม่ต้องมานั่งกุมขมับทีหลัง

    Abstinence is the best policy to avoid STD.

    การยับยั้งชั่งใจเป็นนโบายที่ดีที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์


    คำว่า STD มาจากคำว่า Sexually Transmitted Disease นะครับ ระวังไว้ให้

  • English Conversation ตอน ชวนหญิงไปงานปาร์ตี้

    ที่มา
    http://www.kinglishschool.com

    Example 1

    You : Would you like to join us in the party tonight?
    Friends : Sure.
    You : Ok. See you at Peter's house tonight at 9 pm.

    Example 2

    You : Are you coming to the party tonight?
    Friend : I'm afraid not.
    You : How come?
    Friend : I have to study for an exam tomorrow.
    You : Well. In that case, I will have to let you go.
    Friend : Sorry. Maybe next time.

    Example 3

    You : Do you want to join the party tonight?
    Friend : I wish I could but I have to visit my grandmother.
    You : That's alright.

  • English Conversation: งอนง้อขอคืนดี

    ที่มา http://www.kinglishschool.com

    Example 1

    You : Are you still mad at me?
    Friend : Of course.
    You : Look. I'm very sorry ok? I promise I won't do it again.
    Friend : Ok. I will forgive you but only this time alright?

    Example 2

    You : Are you still upset about what I did?
    Friend : You should know it.
    You : I am very sorry. Can we make it up?
    Friend : Ok. I will let you off the hook this time.


    Example 3

    You : Are you still holding grudge against me?
    Friend : Never mind. I understand.
    You : Thanks for your understanding.

    ที่ไป http://www.kinglishschool.com

  • เรียนภาษาอังกฤษ จาก English Conversation

    ที่มาครับ
    http://www.kinglishschool.com

    When you are a caller

    -- Hello?
    -- Is that John?
    -- Can I speak to John?
    -- May I speak to John?


    When you are a receiver

    -- This is John speaking, who's that?
    -- Who's speaking please?
    -- Who's calling please?

    When you ask the caller to wait

    -- One moment please.
    -- Just a minute please.
    -- Hold on please.
    -- Hang on please

    When you ask the caller to leave messages

    -- Can you leave the message?
    -- Can I take your message?
    -- Would you like to leave a message?
    -- Would you like him/her to call you back?

    When calling the wrong number

    -- I'm afraid you got the wrong number
    -- Sorry, I think you reach the wrong number

    When asking the receiver to transfer the line

    -- Can I have extension 1234 please?
    -- Could you please transfer the line to Mr. John please?

    When finish talking

    -- Nice talking to you
    -- Talk to you later


    ที่ไปครับ
    http://www.kinglishschool.com