http://news.bbc.co.uk/1/hi/magazine/4583594.stm

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=blackmagicw&group=1

http://suphawut.com/translations/thai_to_english/proverbs/

บันได 9 ขั้น สู่การเป็น "เซียนภาษาอังกฤษ" ภายใน 3 เดือน ----(คืนที่ดาวเต็มฟ้า : โมทย์)

1. ลืม....ความเศร้า ความขมขื่น เกี่ยวกับภาษาอังกฤษให้หมด

ลืมว่า ครั้งหนึ่งเพื่อนๆคนรอบข้าง เย้ยหยันว่า ไม่ inter เลย เพราะพูดได้แต่ อา ฮะ อา ฮะ

ลืมว่า พอเจอฝรั่งทีไร เหงื่อแตกทุกที ต้องรีบหลบเด็ดดอกไม้ข้างทางทุกทีไป

ลืมว่า หัวไม่ไป เรียนยังไงก็ไม่รู้เรื่อง

ลืม............คนที่เคยทำให้เราช้ำใจ เพราะไม่เคยสอนภาษาอังกฤษให้เราเลย

2. ยอมเสียเวลา 1 ชั่วโมง ในการเรียน tense ทั้ง 12 ใหม่

พยายามทำความเข้าใจว่า ใช้อย่างไร เอาให้แม่น เหมือนจำราศรีทั้ง 12 เวลาดูดวง

นั่นแหละ จะเห็นว่า มีแค่ 12 tense แต่อย่าประมาท เพราะที่เรียนๆมาเป็น 10 ปีใช้ผิดๆถูกๆอยู่เสมอ

ไม่ต้องจำว่า อะไร+อะไร+อะไร เพราะเราไม่ได้มานึกว่า ประธาน+กริยา+กรรม เพียงแต่หนังสือไวยกรณ์เขาทำให้เราแยกแยะประเภทคำเพื่อให้เข้าใจว่า ควรใช้ให้ถูกต้องอย่างไรเท่านั้น ก็เหมือนที่เราไม่เคยสนใจว่าคำไหนคือ ประธาน กรรม เวลาที่เราพูดภาษาไทย

เพราะ .......การจำลักษณะนี้จะทำให้งงมากกว่า และ ไม่เคยมีข้อสอบภาษาอังกฤษเลย

ที่ถามว่า คำไหนเป็นคุณศัพท์!!!


เรื่องสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการ go inter คือ แยกแยะและรู้ว่า เมื่อไรจะใช้รูป

ประโยค อดีต ปัจจุบัน อนาคต กำลังทำอยู่ หรือทำมาแล้วระยะหนึ่ง โดยเฉพาะอดีตที่คนไทยน้อยคนจะใช้ได้อย่างถูกต้อง ---> เรื่องนี้จะทำให้เกิดการเข้าใจผิดในการสื่อสารมากๆ ว่า ตกลงทำไปแล้ว หรือ ยังไม่ได้ทำกันแน่ ชักงง!!

อย่าลืม อ่านกริยา 3 ช่องด้วย เอาเฉพาะคำที่คิดว่าใช้บ่อยๆเท่านั้นในช่วงแรก

เพราะเดี๋ยวจะเบลอกันไปใหญ่



สำคัญมากๆ ก็คือ รู้ว่า ศัพท์แต่ละคำเน้นพยางค์ไหน อันนี้สำคัญมากๆเลย เพราะจะนำไปสู่ความสามารถในการจับคำพูดของฝรั่งในขณะที่เราฟัง




3. ลงทุนซัก 1,000 บาท หา Dictionary ดีๆ (English-English) ที่มีตัวอย่างการใช้คำศัพท์

ปัญหาระดับประเทศก็คือ รู้คำศัพท์เยอะแต่ใช้ไม่เป็น ไม่รู้ว่าคำไหนควรใช้กับอะไร มีสันธานแบบไหนอย่างเช่น proceed ใช้กับ with เป็น proceed with เป็นต้น

ที่สำคัญ รับรู้ความรู้สึกด้วยว่า ระดับหรือรูปแบบอารมณ์ของคำนั้นเป็นอย่างไร สิ่งนี้จะช่วยทำให้เรารู้ว่า ควรจะใช้คำไหนหากคำนั้นภาษาไทยแปลออกมามีความหมายเหมือน

กัน อย่างคำว่า want กับ require ที่แปลว่า ต้องการเหมือนกัน แต่ใช้ต่างกันนะจ๊ะ



4. อ่านภาษาอังกฤษอย่างน้อย 1/2 หน้าทุกวัน



การอ่านเป็นการรับข้อมูล ข้อมูลที่เราอ่านก็ถูกต้องตามหลักไวยกรณ์อยู่แล้วจึงเป็นการเรียนรู้ที่ถูกต้องตั้งแต่แรก มากกว่าการเริ่มใช้ภาษาของตัวเองที่ยังถูกๆผิดๆ พอฝึกไปเรื่อยๆ

มันจะแก้ไขลำบาก เพราะมันชิน(จิตใต้สำนึกและสมอง มันชินของมันเอง การตอบสนอง


จึงออกมาแบบผิดๆถูกๆ) ทำอย่างนี้อย่างน้อย 3 เดือน แต่ถ้าขยันมากก็จะช่วยลดระยะเวลาได้


อย่าคิดว่า อ่านแค่ 1/2 หน้า ทำไมน้อยจัง สิ่งที่ต้องทำความคู่คือ การสังเกตว่า แต่ละคำใช้อย่างไร แล้วจะรู้ว่า นรกน้อยๆมีจริง สังเกตการใช้ทุกคำเลยนะ รับรองไม่ผิดหวัง ถ้าผิด

หวังก็ให้คิดว่า มีผมคนหนึ่งที่จะคอยช่วยปลอบอยู่เสมอ :-)




5. ฟังข่าวภาษาอังกฤษหรือการสนทนาที่เป็นทางการ อย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง


การอ่านที่ถูกต้องและคุ้นเคยกับคำศัพท์ต่างๆจะช่วยให้ ทำให้การฟังดีขึ้นมาก ในขณะเดียวกันการฟังจะทำให้สมอง(จิตใต้สำนึก)สามารถบันทึกการเน้นเสียงสูงต่ำได้ดี


และถูกต้อง (อันนี้ไม่ได้โม้แบบสมรักษ์ แต่เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์จริงๆ ถ้าไม่เชื่อก็ลองไปถาม Eistein ดู แล้วช่วยแจ้งผลให้ด้วยนะ) จนทำให้การฟังป็นธรรมชาติ รู้ว่า ฝรั่งพูดคำไหน แม้ว่า จะพูดเร็วหรือเบา ต่อให้พูดกับฝรั่งออสเตรเลียหรือสก๊อตในชนบทเราก็รู้

เรื่อง เพราะเราฝึกให้สมองแยกแยะคำพูดจากการเน้นเสียงในแต่ละคำ มากกว่าการพยายามจับสำเนียง โปรดจำไว้ว่า สำเนียงแตกต่างกันมาก แต่การเน้นเสียงพยางค์ในแต่ละคำเหมือนกันทั่วโลก



6. เขียนภาษาอังกฤษบ่อยๆเพื่อตรวจสอบความสามารถทางภาษา

การเขียนเป็นการสะท้อนความสามารถทางภาษาที่ดีรองจากการพูด เพียงแต่เรามีเวลานึกมากกว่า ถ้าเป็นไปได้ให้คนที่เก่งภาษาช่วยตรวจดู ตอนแรกจะพบว่า ทำไมมันถึงผิดเยอะแยะขนาดนี้ แต่ถ้าฝึกทักษะอื่นๆไปซัก 1 เดือน แล้วจะรู้ เราค้นพบตัวเองแล้ว!!!





7. พูดกับตัวเองบ่อยๆ



เป็นเรื่องน่าแปลกที่คนเราสามารถสื่อสารกับฝรั่งได้อย่างคล่องแคล่ว โดยที่อาจจะไม่เคยคุยกับฝร่งมาก่อนเลยในชีวิต สิ่งที่แตกต่างกันมีแค่เราจะประหม่าเมื่อเจอตัวจริงเสียงจริง แต่การฝึกฝนแบบแห้งๆสามารถช่วยได้ 100% อันนี้รับประกัน (ถ้าทำไม่ได้อย่างที่รับประกัน สามารถ claim ได้ที่ 1150 บอกว่า ขอ claim น่องไก่ 2 ชิ้น บอกว่า ผมแนะนำมา )

การพูดนอกจากจะช่วยตรวจสอบว่าเราคิดและพูดออกมาได้เป็นธรรมชาติแค่ไหน

ทุกคนจะผ่านขั้นตอนของการแปลไปแปลมาในใจก่อนแล้วจึงพูด แต่ถ้าพูดและเขียนบ่อยๆเวลาในการแปลจะลดลง จนสามารถพูดหรือเขียนออกมาได้โดยไม่ต้องแปลเลยมันเป็นเรื่องธรรมชาติที่ทำได้ทุกคน


หาที่เงียบๆฝึกพูดนะ คนรอบข้างจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง!!!




8. ฝึกอ่าน ฟัง เขียน พูด อย่างน้อย 3 เดือน เพื่อให้สมองสร้างเครือข่ายเซลล์สมองในเรื่องภาษาอังกฤษ



อันนี้เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ล้วนๆ และมันจะตอบคำถามว่า เรียนมาเป็น10 ปี แต่ภาษาไม่ไปไหนเลย ทั้งนี้เพราะว่า เราฝึกไม่ถึงขั้นให้สมองรองรับหรือสร้างฐานที่เป็นรูปเป็นร่างเพียงพอ เราก็หยุด หรือไม่เข้มข้นให้ถึงระดับของมัน เหมือนกับเราต้มน้ำยังไม่เดือด ก็ถอดปลั๊กซะแล้ว ทำอย่างนี้อีกไปเรื่อยๆจนสร้างนครสุววณภูมิเสร็จก็ไม่มีอะไรดีขึ้น

สู้ต้มน้ำทีเดียวให้เดือดไปเลยในครั้งเดียวจะดีกว่ามั่ง??!!!




9. ฝึกฝนอย่างต่อเนื่องให้เป็นกิจวัตร แม้ว่า ภาษาจะดีแล้ว

ความสามารถทางภาษาจะลดลงได้ ตราบใดที่เราไม่ได้ใช้มันอย่าลืมว่า เราไม่ได้อยู่ต่างประเทศ ฉะนั้นมีดต้องลับให้คมอยู่เสมอ




ทำได้ 9 อย่างนี้ 3 เดือน ก็ go inter ได้แล้วล่ะ!!!!

แต่ถ้า.........ไม่ได้............

.........

........

........

........


ก็ไปฟ้องคุณสรยุทธให้ออก "ถึงลูกถึงคน" ได้เลย :-)

ปล. อ่านจบแว้ว ช่วยแวะไปเยี่ยม website ของผมที่ http://www.bignosecity.com ด้วยนะคร้าบบบบ