KRA   DAI    LING       

          จู่ๆรุ่นพี่ก็เอากระดาษลายมืออ่านไม่ค่อยออกแต่มีโมเดลหน้าตาประหลาดๆแผ่นนึงฝากมาให้ลงสารประชาสัมพันธ์   แล้วก็บอกว่านี่คือ  การตกผลึกของมวลประสบการณ์แบบบูรณาการโดยมิติสัมพันธ์บริบทเชิงซ้อน   หรืออะไรสักอย่างที่ฟังดูขรึมขลังแต่คลุมเครือคล้ายๆกันนี้      

          น้องๆทั้งหลายก็บ่นว่าพวกเรานักวิชาการเนี่ย      ยิ่งพูดให้มันดูขึงขังอลังการล้านแปดแบบที่ชาวบ้านส่ายหัวได้มากเท่าไหร่  ยิ่งรู้สึกว่าเจ๋งขึ้นเท่านั้น  บางทีตัวเองฟังก็ยังฮงเลยว่าตูกำลังพูดอะไร    

          ครั้นบอกแกว่าให้พูดให้ฟังง่ายๆหน่อย  แกก็ทำหน้าขรึมขลังแล้วตอบคลุมเครือๆ ต่อไปว่า  คนเราจะรู้และคิดได้เท่ากับภาษาและสัญลักษณ์ที่เรามี ฟังแล้วกึ่งฉุนกึ่งเอะใจ  เกรงว่าแกจะหาว่าเราสติปัญญาไม่พอ เลยถามแกตรงๆว่าไอ้แผ่นๆแลแผนภูมินี่น่ะมันเรื่องอะไร เดี๋ยวเอาลงสารประชาสัมพันธ์  คนอ่านๆไม่รู้เรื่องแล้วเขาจะสวดเอา                  

          รุ่นพี่แกเถียงเสียงแข็งว่าภาษาวิชาการมันก็ต้องซับซ้อน เพราะวิชาการนั้นเป็นเรื่องของนักคิดขั้นสูง  คือสูงด้วยศักยภาพในการคิดพลวัตเชิงระบบ   เพราะนักคิดเขาไม่ได้คิดชั้นเดียว  เขาคิดกันสิบชั้นแล้วก็จินตนาการผ่านจินตภาพสอดรับขับเคลื่อนอย่างเป็นเอกภาพ  แลถ่ายทอดด้วยถ้อยคำที่คัดกรองถ่องแท้แล้วว่ามีอำนาจในการอธิบายขยายความตามไท้ได้สะเด็ดยาดนัก การใช้คำดาดๆอันแสดงถึงความคิดพื้นๆออนเดอะฟลอร์นั้นไม่พึงทำ                 

รุ่นน้องชักกลุ้มใจเลยพูดตรงๆว่า เอางิที่พูดมาทั้งหมดเมื่อตะกี้พี่ช่วยแปลให้มันเป็นคำที่ฟังง่ายๆตรงไปตรงมาฟังปุ๊บเข้าใจปั๊บหน่อยได้แมะ

                                     

          แกเก๊าะตอบตรงๆว่าไม่ได้.....!   (...ฮา..!..)               

          รุ่นน้องได้ทีเลยแหย่ไปว่าพวกวิทยาศาสตร์น่ะเขาจะพูดกันสั้นๆ ตรงๆ บอกว่าใครต้องทำอะไร หนึ่ง สอง สาม แล้วก็จบ  แต่พวกเราสังคมศาสตร์ต้องวาดลวดลายขายสำนวนสวนโวหารกันเป็นสามารถ ประชุมเรื่องเดียวเถียงกันได้เป็นชั่วโมง  เพราะเถียงกันคนละเรื่อง  เนื่องจากฟังกันเองไม่รู้เรื่องจริงไหม                 

          รุ่นพี่ตอบเสียงเขียวแป๊ดว่าก็มันคนละศาสตร์กันนี่.....(เซ็นเซอร์)  พวกวิทย์เขาคิดแบบลิเหนี่ยร์เส้นตรง ทุกอย่างเป็นเหตุเป็นผล  เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ อันเป็นหลักคิดของพวกโพสซิติวิสต์  เป็นเอ็มพิริซิซึ่ม ต้องพิสูจน์ได้ในชาตินี้จึงจะเชื่อ เลยดูเป็นแนวแบบว่าคำตอบที่ถูกในโลกนี้มีเพียงคำตอบเดียว  

          แต่พวกสังคมศาสตร์ต้องมององค์รวม   มองแบบเป็นน็อนลิเหนี่ยร์เหตุปัจจโยโฮลิซึ่ม  เป็นแบบว่าคำตอบที่ถูกในโลกนี้มิได้มีเพียงคำตอบเดียว เพราะความจริงน่ะเป็นสิ่งสัมพัทธ์  มันมีเหตุมีปัจจัย มีตัวแปรแทรก ตัวแปรซ้อน ตัวแปรหลบๆซ่อนๆ  จะเอาโมเดลสำเร็จรูปมาครอบแบบจัดกรอบเข้าทฤษฎีคือความถี่ซ้ำๆเจ็นเนอรั่ลไหลเซชั่นเอาดื้อๆน่ะไม่ได้     เพราะสังคมมันเป็นพลงัดเอ๊ยพลวัต   มันเก๊าะเลยต้องอธิบายยาวด้วยภาษาที่แสดงถึงสภาวธรรมดำดิ่งของสิ่งนั้นอย่างเป็นองค์รวม  เข้าใจไหม!               

           พวกน้องๆจะตอบว่าไม่เข้าใจก็กลัวเสียฟอร์ม  เลยพยักหน้าหงึกหงักกันเป็นแถว                 

           พี่แกคงอารมณ์ดีขึ้นมาหน่อยเลยพูดเสียงเขียวอ่อนลงมาว่า  น้องก็เข้าใจอยู่มิใช่หรือว่าภาษา(หรือการสื่อสาร)เป็นเรื่องของการประกาศตัวตนให้ผู้คนยอมรับด้วย  สังคมศาสตร์เองก็มีตั้งหลายสำนัก  เขาก็ต้องใช้ภาษาเฉพาะสำนักสร้างอัตลักษณ์ให้เป็นเอกลักษณ์  ถ้าไม่ถึงกับอัปลักษณ์ก็เป็นอันคบได้ 

           อย่างชื่อเรื่องยาวๆที่ว่ามาข้างต้น    คนอ่านก็ควรปรับระดับสติปัญญาให้เท่าทัน  อย่ามัวติดตันอยู่ที่กำแพงภาษา   ให้ดูที่พาราดิ๋ม เอ๊ยพาราไดม์ของเขาดีกว่า   ส่วนภาษานั่นไซร้ก็สไตล์ใครสไตล์มัน                

          ภาษายากๆน่ะดีออก ทำให้คนต้องคิดตาม ดีซะอีกจะได้มีความหลากหลายทางชีวภาพ เราจะได้รู้ภาษาหลายๆชุด   เห็นทีทรรศน์อัตตโนโหตุหลายๆแบบ   ทำให้ภูมิปัญญาแตกฉาน    ความรู้เบอะบาน      

          ดังนี้แล้วไซร้ ก็จงเอา    โมเดลการตกผลึกของมวลประสบการณ์แบบบูรณาการโดยมิติสัมพันธ์บริบทเชิงซ้อน   ของพี่ลงมหาชัยสารให้เสียแต่โดยดี                     

          รุ่นน้องยิ่งฟังยิ่งฮง  แต่ด้วยความเกรงใจเลยต้องรับไว้  กะว่ารับไว้แต่จะทำลืมๆไปจะได้ไม่ต้องลงให้คนอ่านเกิดภาวะสับสนทางภูมิปัญญาเอาได้ในภายหลัง  เพราะขนาดฟังที่แกพูดยังฮงได้ขนาดนี้ ถ้าต้องอ่านที่แกเขียน  จะงงสนิทจิ๊ดจี๋ขนาดไหน....            

.......แต่พรุ่งนี้ ถ้า ปชส. คนสวยเธอเผลอลงให้  เก๊าะตัวใคตัวเผือกละกัน           ......ฮา!....