ก็เพราะ...ตัวหนังสือ ไม่มีสีหน้า ไม่มีน้ำเสียง

  ติดต่อ

 

ดิฉันมีเพื่อนในอินเตอร์เนตที่นับถือเสมือนพี่ชายอยู่ท่านหนึ่ง  เขาทำงานเป็นบรรณารักษ์อยู่ที่วิทยาลัยแห่งหนึ่งในอเมริกา เป็นคนที่อ่านหนังสือมาก โดยเฉพาะหนังสือวรรณกรรม มีภูมิความรู้กว้างขวาง เมื่อได้คุยกับเขา ก็มักจะได้รับความรู้อะไรดีๆมาแทบทุกครั้ง

เราไม่เคยเจอกัน แค่คุยกันทาง MSN  เวลาที่พี่เขาเดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านที่ กทม. ก็เคยโทรมาหาบ้าง แต่ก็ไม่เคยเจอกันสักครั้ง

เวลาที่ดิฉันเขียนอะไรลงโพสต์ พี่เขาก็จะมาพูดคุยวิจารณ์แนะนำให้ บางทีก็เขาจะถามว่า ทำไมเขียนอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นการจุดประกายความคิดให้เราได้หลายๆเรื่อง

 

แต่เวลาที่พี่เขาเข้ามาแสดงความคิดเห็น จะไม่เข้าไปโพสต์ในกระทู้ที่ดิฉันเขียนไว้  แต่จะเข้ามาคุยใน MSN เท่านั้น

ดิฉันเคยถามว่าทำไม ?

เขาบอกว่า " พี่กลัว..กลัวคนอื่นเข้ามาอ่านแล้วจะเข้าใจผิด"

พี่ชายท่านนั้นบอกว่า  ตัวหนังสิอที่โพสต์ไว้ในความคิดเห็นนั้น มันไม่มีน้ำเสียง ไม่มีสีหน้า มันเป็นเพียงแค่ตัวหนังสือทื่อๆ ที่คนอ่าน อาจจะแปลความหมายไปตามอารมณ์ขณะนั้น หรือ background ความรู้สึกที่เขามีต่อเจ้าของตัวหนังสือเหล่านั้น

แค่คำ หรือประโยค เดียวที่เขียนเหมือนกัน อาจจะถูกเข้าใจไปในทางดี ก็ได้  ร้ายก็ได้

ยิ่งการเข้าไปคุยกับคนที่เพิ่งรู้จักกัน ไม่เคยรู้จักหน้า (หรือจะเรียกว่าคนแปลกหน้า )  ยิ่งคู่สนทนามีความคิดว่าตนเองสูงวัยกว่า คุณวุฒิสูงกว่า ก็จะยิ่งง่ายต่อการรู้สึกไม่พึงพอใจ

ดังนั้นจึงเสี่ยงต่อการเข้าใจผิดอย่างยิ่ง เสี่ยงต่อการมีเรื่อง

เพื่อไม่ให้มีเรื่องยุ่งยากมาตามก่อกวนจิตใจ มิสู้ไม่ต้องเข้าไปโพสต์อะไรเลยดีกว่า  มีอะไร พึงพอใจข้อเขียนของใคร ก็คือเมล์ไปคุย หรือ MSN คุยกันตัวต่อตัวไปเลย

ทั้งหมดนั่นเป็นความคิดเห็นของพี่ชายท่านนั้น

 

บางทีในตอนนั้น.. เป็นเพราะสังคมเวบแห่งนั้นคือเวบที่ดิฉันเป็นเวบมาสเตอร์เอง   สมาชิกทุกคนจึงพร้อมที่จะเป็นมิตรกับดิฉัน  สามารถเข้าไปคุย เข้าไปแหย่เย้าทักทาย เข้าไปทักท้วงแนะนำกันได้ โดยที่ทุกคนตอบกลับมาอย่างเป็นมิตร ด้วยความอบอุ่น สนุกสนาน ดิฉันจึงยังไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่พี่ชายท่านนั้นคิดลึกซึ้งนัก บางทียังอดคิดไม่ได้ว่า "ทำไมเขาถึงคิดมากจัง"

นั่นคงเป็นเพราะ..ปกติดิฉันไม่ค่อยไปที่ไหน มักจะอยู่บ้าน (เวบ) ของตัวเอง  จนกระทั่งได้รู้จัก Gotoknow จึงสมัครมาเป็นสมาชิกของสังคมที่นี่   ยอมรับว่า..การเข้ามาในตอนแรก ก็ต้องปรับตัวพอสมควร บางครั้งก็รู้สึกอึดอัด กับค่านิยมของสังคมใหม่บางอย่าง ที่แตกต่างไปจากสังคม(เวบ)เดิมที่เคยเติบโตมา

ถึงแม้ว่าเกือบ 1 ปีมานี้ ดิฉันก็พอจะรู้ว่า สมควรวางตัวอย่างไร แต่บางครั้งก็อดฉุกคิด ย้อนประเมินตัวเองไม่ได้ว่า มีอะไรที่เราสมควรทำ ไม่สมควรทำ

 

 

อย่างเช่น การเข้าไปแสดงความคิดเห็น .. หลายครั้งที่แอบเข้าไปอ่านบันทึกของสมาชิกบางท่าน อ่านไปอ่านไป เห็นสมาชิกท่านอื่นเข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างสนิทสนม เจ้าของบันทึกก็หยอกล้อกับผู้มาเยี่ยมเยียนอย่างเป็นกันเอง จนตัวดิฉันเอง ก็พลอยรู้สึกรัก และสนิทสนมไปด้วย

แต่บางทีดิฉันก็ลืมไปว่า เขาไม่ได้รู้จักดิฉัน และตัวดิฉันเองต่างหาก ที่รู้สึกสนิทกับเขา (เนื่องเพราะเข้าไปอ่านบันทึกอยู่บ่อยๆ) พอเกิดความกล้า ก็อดจะแสดงตัวเข้าไปโพสต์ความเห็นบ้างไม่ได้ บางทีก็เผลอหยอกเย้าเหมือนที่สมาชิกท่านอื่นทำ.. แต่สิ่งที่ได้มา คือการตอบรับที่เหมือนจะ ห้วนๆ เย็นชา

นั่นจึงทำให้ดิฉันเกิดความคิดขึ้น 2 ประการ

1. เราพิมพ์อะไรผิด อันเป็นการมิสมควรหรือเปล่า ?

2. ตัวหนังสือ ไม่มีน้ำเสียง ไม่มีสีหน้า  ที่แท้เป็นเขา เข้าใจสิ่งที่เราพิมพ์นั้นผิดไปจึงไม่พอใจ หรือว่า เป็นตัวเราเอง ที่แปลความรู้สึกในตัวอักษรนั้นผิดไป จนเก็บมาไม่สบายใจ ?

 

 

 

ทุกครั้งที่เข้าไปแสดงความคิดเห็น ดิฉันมักนิยมใช้สัญลักษณ์ อีโมติคอน เพื่อแสดงสีหน้า และความรู้สึก รวมไปกับตัวอักษรที่โพสต์ลงไป

      • ^_^     ............. หมายถึง ยิ้มๆ หรือ อมยิ้ม 
      • ^______^         ............. หมายถึง  ยิ้มกว้างงงงงง 
      • ^O^       ............. หมายถึง  ยิ้ม หัวเราะ จนอ้าปากกว้าง
      • O_O       ............. หมายถึง ประหลาดใจ ทำตาโต 
      • ^^'       ............. หมายถึง  เหงื่อตก
      • ^__^''       ............. หมายถึง  ยิ้มไปเหงื่อตกไป
      • T_T         ............. หมายถึง เศร้า อยากจะร้องไห้

( หมายเหตุ ..อยากเสนอให้ช่องโพสต์ความคิดเห็นนั้น มีเพิ่มการ์ตูนเล็กๆ ที่แสดงหน้ายิ้ม หน้าแดง หน้านิ่วสงสัย ฯลฯ จังเลยค่ะ อย่างน้อย ก็จะเข้าใจง่าย  กว่าใช้สัญลักษณ์ เพราะว่าในบางท่าน อาจจะไม่เข้าใจความหมายของมันก็ได้)

อย่างไรก็ตาม.. การสื่อสารโดยที่ผู้ส่งและผู้รับ ไม่ได้อยู่กันตรงหน้า ก็ยังคงเสี่ยงต่อการเข้าใจผิดเพราะการแปลสารที่ส่งไปคลาดเคลื่อนอยู่ดี 

 

บางครั้ง ดิฉันก็อดย้อนคิดไม่ได้ว่า ...

อะไรคือสาเหตุของการแปลสารคลาดเคลื่อน ?

1. เกิดจากตัวสารเอง ที่ไม่ชัดเจนหรือ ?
2. เกิดจากอคติ ที่ผู้รับสาร มีต่อผู้ส่งสาร ?

ถ้าหากเป็นเพราะประการที่ 2 ก็คงต้องย้อนมามาตนเอง ย้อนไปมองบันทึกที่ตนเองเขียนไว้ มีบทความที่ชวนหมั่นไส้ไหม ?

ทำให้นึกถึงน้องคนหนึ่งในเวบของดิฉัน  ตอนที่เขาเข้ามาใหม่ๆ เขาจะก่อเรื่องไปทั่ว เพราะมีความเห็นแตกต่างจากรุ่นพี่บางคน แล้วน้องเขาก็ไม่ยอมคล้อยตาม เพราะเขามีความเห็นของเขา (ซึ่งก็ไม่ได้ผิด)  แต่เพราะความคิดเห็นที่แตกต่าง ทำให้เขาถูกหมั่นไส้ ในฐานะคนกลาง ดิฉันขอร้องให้รุ่นพี่ลดอัตตาลง และให้โอกาสน้องคนนั้นในการปรับตัว 

 เวลาผ่านไป..สังคมค่อยๆช่วยกล่อมเกลาสอนเขา การให้ความรักและความเข้าใจ ในฐาะพี่ที่มีต่อน้อง  ทำให้เขาลดความแข็งกระด้างลง  ในปัจจุบันนี้ เขาอยู่ในสังคมแห่งนั้นอย่างมีความสุข (แม้ว่าคงยังมีบางคนที่ยังแอบหมั่นไส้เขาอยู่บ้าง แต่ก็พูดคุยกันด้วยดี ไม่มีเรื่องขึ้นอีก)  ประการสำคัญ...เขายังสามารถเป็นพี่ที่ดีของน้องๆรุ่นหลังที่เข้ามาใหม่

อคติ.. จึงเกิดขึ้นจากการวางตัวในตอนแรก มันจึงกลายเป็นภาพ ที่บางคนจำไว้ จนลืมมองปัจจุบันว่าภาพเหล่านั้น ความจริงได้จางหายไปแล้ว

 

วกกลับมาที่นี่กันต่อ.....

 สรุปสุดท้าย.. หลายท่านคงสงสัยว่าดิฉันเขียนบันทึกนี้ขึ้นมาทำไม ?

ก็เพราะอยากจะบอกว่า... ดิฉันยอมรับว่า  หลายท่านในที่นี้ มีความน่ารัก มีมิตรภาพ และมีความเป็นกันเอง  จึงอยากจะรักษามิตรภาพดีๆเหล่านี้ไว้  ดังนั้นหากว่าดิฉันได้เผลอล่วงเกิน สิ่งใด ทำให้ท่านไม่พอใจ  ก็โปรดรู้เถิดว่านั่นเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์และไม่ตั้งใจ จริงๆ

ขอโปรดให้อภัยแก่ดิฉันด้วยนะคะ    ขอบคุณค่ะ  ^_^

.....

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สมุดบันทึกของฉัน

หมายเลขบันทึก: 74888, เขียน: , แก้ไข, 2012-06-10 17:13:48+07:00 +07 Asia/Bangkok, สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 17, อ่าน: คลิก

คำสำคัญ (Tags) #การสื่อสาร#ความขัดแย้ง#ความในใจ#อีโมติคอน#ความคลาดเคลื่อน

บันทึกล่าสุด 

ความเห็น (17)

ขจิต
IP: xxx.170.150.103
เขียนเมื่อ 
  • มายืนยันนั่งยัน แต่ยังไม่นอน
  • เพราะทำงานอยู่
  • เชื่อมั่นว่าที่นี่มีมากกว่ามิตรภาพครับพี่K-jira
  • นำความสุขจากมหาชีวาลัยอีสานของครูบาสุทธินันท์มาฝากครับ
  •                  

สวัสดีค่ะ  น้อง k-jira  

ครูอ้อย..ยังเป็นมิตรรักของน้องเสมอค่ะ  ^______^ 

คุณ K-jira ค่ะ

      จากการที่คุณ k-jira ถ่ายทอดมานี้ ดิฉันอ่านแล้ว ทำให้เข้าใจถึงสาเหตุของการกล้าหรือไม่กล้าเข้าไปให้ความเห็น

    เข้าใจค่ะ เพราะตัวเองก็เคยรู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน

   แต่หลาย ๆ ท่านในที่นี้ ก็ทำให้ดิฉันรู้สึกสัมผัสเขาได้จากปลายนิ้วที่เขาสัมผัส

    มิตรภาพใหม่ เกิดขึ้นในที่นี้ ได้เหมือนกันนะคะ

    อย่าให้ความรู้สึกกลัว ไม่กล้า หรือคิดไปเอง  มาบั่นทอน มิตรภาพดี ๆ ของเราเลยนะคะ

อ้อ

     เพลงประกอบบล็อก เพราะดีค่ะ ชื่อเพลงอะไรคะ และภาษาอะไรเอ่ย

บันทึกของคุณ K-jira น่าอ่านเสมอ เรื่องเบาๆก็ร่าเริง เรื่องความเห็นตรงไปตรงมาก็ชัดเจนไม่ก้าวร้าว...และดูเหมือนว่าทุกบันทึกผ่านการกลั่นกรองคำพูดมาอย่างดีเยี่ยมแล้ว ........คืออักษรที่เห็นโดยไม่เห็นหน้าค่ะ

เรื่องโพสต์ข้อความบน gotoknow ดิฉันคิดต่างนิดๆค่ะ คือไม่ค่อยจะคิดว่าใครจะชอบหรือไม่ชอบ มองประเด็นที่พูดมากกว่า (คงมีคนไม่ชอบเยอะอยู่แต่ไม่มีใครมาบอกเลยยังไม่ทราบน่ะค่ะ) ....

มาใช้เวทีนี้เรียนรู้ไปเรื่อยๆดีกว่าค่ะ เอาบันทึกนี้มาฝากค่ะเรียน 360 องศา จากบล็อก คิดต่างอีกเล็กๆ ว่าบางทีอ่านตัวอักษรรู้จักเขาชัดกว่าเห็นหน้ากันด้วยซ้ำค่ะ

 

อ่านแล้วเห็นภาพตามเลยครับ

ข้าน้อยเองก็เคยเผลอใจไปเหมือนกัน
เผลอ 1. การที่อ่านติดตามเจ้าของกระทู้หรือบล็อคมานานแล้วนึกตามไปเขาน่าจะรู้จักเราแล้ว

เผลอ 2.การที่ตีไปเองว่า เราเข้าใจเขาดีแล้ว

เผลอแรกนี่นึกย้อนดู ถ้าเป็นเราจู่ๆ เจอคนแปลกหน้ามาทักทายทำนองรู้จักเราดี เราคงงมึนและนึกในใจ เอ..ใครหว่า มารู้จักเราตั้งกะเมื่อไหร่
เจอเผลอ 2. ซ้ำ ถ้าโดนเซ้ามากๆ อาจโกรธได้นะขอรับ

ดังนั้นก่อนเขียน ควรเขียนแนะนำตัวก่อนเนอะ ขอบคุณสำหรับบันทึกที่ดึงสติผมขอรับ

จันทร์เมามายที่คอยแอบอ่านเรื่อยๆ

k-jira
เขียนเมื่อ 

 


สวัสดีค่ะ น้อง ขจิต

  • นอนดึกเหมือนกันนะคะ ระวังสุขภาพด้วย ^^
  • เชื่อเรื่องมิตรภาพเช่นกันค่ะ
  • ขอบคุณมากค่า ^___^
  • ว่าแต่แปลกใจ น้องขจิต วันนี้ไม่ล็อคอิน อิอิ

 

 

สวัสดีค่ะพี่อ้อย สิริพร กุ่ยกระโทก

  • ขอบคุณในมิตรรักนักบล็อกคนนี้นะคะ
  • ขอสมัครเป็นมิตรรักของพี่เช่นกันค่ะ ^__^

 

สวัสดีค่ะน้อง รัตติยา เขียวแป้น

  • เมื่อก่อนก็ไม่เข้าใจคนที่เขาไม่กล้าโพสต์เหมือนกันค่ะ
  • เคยคิดว่า ถ้าเราระมัดระวังในสิ่งที่โพสต์ ก็คงไม่มีอะไร
  • แต่บางครั้ง การระวังตัวมาก จนเกร็ง มันก็เป็นกำแพงกางกั้นความสนิทสนม
  • แต่การรู้สึกไปเองว่าเราสนิทสนมกับเขาแล้ว มันก็ทำให้เราลืมตัวได้
  • เมื่อได้ออกจากบ้าน (เวบ) สู่โลกภายนอก จึงได้เข้าในสัจธรรมค่ะ
  • แต่อย่างไรก็ตาม หลายท่านในที่แห่งนี้ล้วนเป็นมิตรค่ะ  พี่ก็เชื่อเช่นนั้น ^^
  • สำหรับเพลงนี้ไม่รู้จักชื่อค่ะ ดูเหมือนจะเป็นเพลงประกอบหนังซี่รี่ย์จีนไต้หวันเรื่องหนึ่ง  เนื้อเพลงเป็นภาษาจีนกลางค่ะ รู้สึกว่าทำนองมันเพราะดี หวานๆเศร้าๆ เสียงคนร้องก็ใส ไพเราะ ฟังสบายๆ ^_^

 

 

สวัสดีค่ะอาจารย์ จันทรรัตน์

  • ดีใจที่แวะเข้ามาค่ะ ^_^
  • ขอบคุณสำหรับคำวิจารณ์และคำคอมเม้นต์
  • อ่านแล้วรู้สึกสบายใจขึ้นค่ะ ^____^

 

สวัสดีค่ะ คุณ จันทร์เมามาย

  • ยินดีที่ได้เจอกันอีกครั้ง (ด้วยความรู้สึกเหมือนกับว่าเราเคยรู้จักกันมาก่อน อาจจะเป็นเพราะรู้สึกคุ้นๆกับนามแฝงของท่านจอมยุทธยิ่งนัก ^^)
  • แวะไปที่บันทึกของคุณแล้ว รู้สึกเหมือนกับได้เจอเพื่อนรู้ใจเลย
  • ขอบคุณสำหรับมิตรภาพค่ะ ^_^

 

อ่านแล้วก็ทำให้ได้คิด และคิดได้เหมือนกันค่ะ

เพราะว่าความที่ตัวเอง ก็มักจะเผลอหยอก หรือล้อเล่นบ่อยๆ แต่บางครั้งอาจจะดูแรงไปเหมือนกันค่ะ (โดยที่ดิฉันเองก็ไม่รู้ตัว) ก็เพราะตัวหนังสือ ไม่มีสีหน้า และไม่มีน้ำเสียง แต่จริงๆ แล้ว ก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะทำอย่างนั้นหรอกค่ะ

ยอมรับค่ะ ว่าหลายครั้งที่อยากจะเข้าไปเขียนตอบของหลายๆ บันทึก แต่ก็กลัวค่ะ

ดีจังค่ะ ที่คุณ K-jira เขียนบันทึกนี้มา

ขอบคุณนะคะ

ถึงแม้ตัวหนังสือ จะไม่มีสีหน้า และไม่น้ำเสียง แต่ตัวหนังสือมีความสวยงามของถ้อยคำ ที่เราได้พิมพ์ลงไป ไม่ว่าจะเป็นการเขียนบันทึก หรือการเขียนข้อคิดเห็น ผู้อ่านก็สามารถรับรู้ความสวยงามนั้นได้ อย่างง่ายดายค่ะ 

ขอบคุณมากค่ะ ที่ทำให้ได้แง่คิดดี ๆ ในการเขียน ^-^

เห็นด้วยกับคุณมะปรางเปรียวครับ บางครั้งการเขียนมันให้อะไรดีๆ สวยงามชนิดที่การพูดทำไม่ได้เหมือนกัน เหมือนภาพวาดกับภาพถ่าย
nidnoi
เขียนเมื่อ 
ชอบบันทึกนี้มากเลยค่ะ
บันทึกสวย    ภาษาสวยละมุนละไม   อ่านได้เพลินจนถึงบรรทัดสุดท้าย
***
เวลาแสดงความคิดเห็น   เคยเจอเหมือนกันค่ะ   ที่ได้รับคำตอบกลับมาแบบคิดไม่ถึง     พอจะเดาได้ว่าเค้าเข้าใจผิด    แต่ก็ไม่คิดจะแก้ไข    ได้แต่คิดในใจว่า  ช่างเถอะนะ   เรากับเค้าคงไม่มีวาสนาต่อกัน  ล่ะมั๊ง
  • เคยประสบกับตัวเองครับ
  • ผู้อ่านเดาอารมณ์ของตัวอักษรผิด เลยตีความผิด
  • สงสัยจะต้องใส่การตูนส์ ไปบ้างแล้วนะครับ
  • ขอบคุณสำหรับบทความดีดีครับ
k-jira
เขียนเมื่อ 

 

 

 สวัสดีค่ะ น้อง ไออุ่น

  • ขอบคุณที่แวะเข้ามาคุยกันจ้ะ
  • เข้าไปดูใน profile เห็นทำงานอยู่ที่ อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง เหรอคะ งั้นก็คนจังหวัดเดียวกันกับพี่น่ะสิ ดีจังเลย  ว่าแต่ศิษย์เก่าสตรีฯ ด้วยรึเปล่าคะเนี่ย ^_^
  • คงมีโอกาสได้คุยกันอีกในคราวต่อไปนะคะ ^^

 


สวัสดีค่ะ น้อง มะปรางเปรี้ยว

  • ขอบคุณสำหรับความเห็นเพิ่มเติมค่ะ
  • จริงอยู่ แม้ตัวหนังสือ จะมีความงามของถ้อยคำ เนื่องจากผ่านการกลั่นกรองมาแล้ว  แต่ก็มีหลายครั้งนะคะ ที่คนเราอ่านปุ๊บก็พิมพ์เลย โดยไม่ได้คิดอะไร
  • หรือไม่ก็.. สำนวนภาษาที่ไม่ชัดเจน ต่อให้ผ่านการครุ่นคิด ประดิษฐ์ wording แค่ไหน ก็อาจจะสื่อไม่ได้ครบถ้วน อย่าว่าแต่.. ส่วนของความคิดเห็นนั้น แก้ไขข้อความไม่ได้ โพสต์แล้วโพสต์เลย

 

สวัสดีค่ะ คุณหมอ มาโนช

  • ดีใจมากที่คุณหมอมาร่วมอภิปรายกันค่ะ ^^
  • จะว่าไปแล้ว สารที่มีองค์ประกอบเดียว มักเสี่ยงต่อการบิดเบือน  ในขณะที่การคุยโทรศัพห์ยังมีน้ำเสียง  การพูดกันต่อหน้า ยังมีสีหน้าให้เห็น ทั้งสองประการก็ยังมีการเข้าใจผิดเกิดขึ้นได้ ทั้งนี้อยู่ที่อารมณ์ขณะนั้น และ อคติของผู้รับสารด้วย
  • การสื่อสารที่ดี จึงถือว่าเป็นทักษะ ที่ต้องฝึกกันมากๆจริงเลยนะคะ

 


สวัสดีค่ะ คุณ nidnoi

  • ขอบคุณมากๆค่ะ ดีใจที่ชอบนะคะ
  • เห็นด้วยค่ะว่า คนสองคนมาเจอกัน ไม่ว่าจะเห็นหน้ากันหรือไม่  สัมพันธภาพระหว่างกันจะเป็นอย่างไร  ข้นอยู่กับ "ชะตาฟ้าลิขิต" ครึ่งหนึ่ง  และการปฏิบัติตัวต่อกันอีกครึ่งหนึ่งจริงๆ
  • อย่างเช่นสองคนรู้จักกัน ถ้าชะตาต้องกัน.. แม้ไม่เคยเห็นหน้า แม้จะแค่พิมพ์ผ่านตัวอักษรคุยกัน  ก็ยังเป็นเพื่อนรู้ใจกันได้ ในขณะที่ถ้าหาก "ไม่ถูกชะตา" กันแล้ว ต่อให้ทำงานอยู่ที่เดียวกัน เห็นกันทุกวัน ก็ยังสมานมิตรกันไม่ได้สักที

 


สวัสดีค่ะ น้อง  บีเวอร์  

  • ขอบคุณที่แวะเข้ามาร่วมแชร์ความคิดเห็นกันค่ะ
  • มีใส่การ์ตูน อิโมติคอนก็ดีค่ะ   เวลาพิมพ์ข้อความ จะได้บอกอารมณ์คนพิมพ์ได้ด้วย กำลังรู้สึกอย่างไร 
  • แต่พอคิดอีกที.. บางทีก็ไม่ค่อยช่วยเท่าไหร่นะ  เพราะบางครั้ง  อิโมติคอนที่ใส่ ก้ไม่ได้หม่ยถึงอารมณ์ขณะนั้นของคนพิมพ์จริงๆ  เช่น ถ้าใส่ตัวการ์ตูนหน้าแดงจัด  กำลังโวบวาย ก็ไม่ได้หม่ยความว่า เจ้าตัวกำลังโกรธจริงๆเสียเมื่อไหร่ แต่เป็นการล้อเล่น แกล้งทำโกรธเสียมากกว่า จริงไหม ^__^

 

 

โบกี้
IP: xxx.19.66.198
เขียนเมื่อ 

YoY เศร้า

TOT อยากร้องไห้

-_- งง อืม

O_o โอ้โห

!@@! ว้าว

+_= แป๊ก

AoA วี๊ดวิ้ว

MwM อืม

^_^ แหย

DEKDEE
IP: xxx.27.244.122
เขียนเมื่อ 

Y_Y เศร้า

YOY เศร้ามากกกก

T_T ร้องไห้

TOT ร้องไห้โฮ

^_^ ยิ้มแหยๆ

- -* ทำไปได้

-_- เฉยๆ

>< อ้า

^^ แจ่มใส

DEKDEE
IP: xxx.27.244.122
เขียนเมื่อ 

*มาอีกแล้วจร้า*

*-* ตาลาย

*_* ตาลาย

O_O! ฮะ(ปะหลาดใจ)

:-( ร้องไห้ 2

:-) ยิ้ม 2

Phoenix
เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ คุณ K-Jira

เรื่องนี้มองได้หลากหลายดีครับ

ด้านหนึ่ง ในทุกๆสังคมก็มี etiquette ในการสังสรรค์เสวนา เริ่มต้นด้วยความสุภาพ ก่อนจะไปเป็นกันเอง แล้วก็สนิทชิดเชื้อ และในแต่ละระดับสำหรับแต่ละคน ก็ยังมีศัพท์ที่จะใช้แตกต่างกันด้วย ซึ่งเราต่่างก็ไม่ทราบหรอกนะครับว่า อีกฝ่ายได้ promote หรือ demote เราไปด้วยศัพท์นี้แล้ว อาทิ บางท่านเปลี่ยนจาก "คุณ" เป็น "เธอ" อาจจะเป็นเปลี่ยนระดับครั้งใหญ่ แต่เราเฉยๆ เพราะของเราต้องเปลี่ยนจาก "คุณ" เป็น "เอ็ง" ถึงจะเรียกว่าซี้กัน

เนื่องจากในทางปฏิบัติ เราไม่มีทาง clear หรือ เกิดความเข้าใจร่วมได้ 100% จากวิธีการสื่อสารที่เราใช้อยู่นี้ สังคม blogging จึงเกิดทักษะใหม่ขึ้น (ผมคิดขึ้นเอง) คือ "การฟัง (อ่าน) อย่างสุนทรีย์และครุ่นคิดใคร่ครวญ"

เป็นการอ่านแบบ positivism คือ อ่านอย่างมิตร อ่านอย่างสร้างสรรค์ อ่านอย่างเมตตา อ่านอย่างนอบน้อม ทั้งหมดนี้เพื่อให้ energy ของเรา (แน่นอน จะเป็นของใครไปได้ ก็คนอ่านคือเรานี่นา) เป็นบวก ทั้งหมด totally เป็นเราควบคุมดูแล 100% ใครจะแก้ไขไม่ได้

ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว และทำกันทุกคน ความหวาดระแวงว่าที่ฉันพูดไป คนจะเข้าใจ (ผิด) ว่าฉัน... อย่างนั้น ฉัน... อย่างนี้ จะลดลง ยกเว้นจงใจจะแกล้งมันจริงๆ ก็ต้องเขียนให้โจ๋งครึ่มไปเลยว่าฉันกำลังอยากรบกับแก (เอ็ง) อยู่

ทักษะการอ่านอย่างสุนทรีย์และครุ่นคิดใคร่ครวญ (ยาวจัง) ค่อยๆเกิดขึ้นตอนผมเขียนในสังคม web-board ซึ่ง wild กว่าสังคม blog เยอะ จิตตกวันละหลายๆครั้ง แต่ก็มันดี ตอนหลังได้เห็นความสำคัญของการดูแลจิตตนเองมากขึ้น เห็นความสำคัญของการอัด ต้อนคนเอามันน้อยลง ก็พบว่าอาศัยทักษะ อสคค. ของผมค่อยๆก้าวหน้าพัฒนาขึ้น

ผลก็คือ เราก็เขียนไปจากตัวตน ความรู้สึกของเราที่มีต่อเขาอย่างสบายใจมากขึ้น ตรงกับที่ Gandhi ว่าไว้คือ "Happiness is when what you think, what you say, and what you do are in harmony." ความสุขที่แท้เกิดขึ้นเมื่อสิ่งที่เราคิด (รู้สึก) พูด และกระทำสอดคล้องตรงกันเป็นหนึ่งเดียว

ไม่ใช่ผมรังเกียจรังงอนความสุภาพ อ่อนโยน แต่ด้านมืดของเรื่องนี้คือเมื่อไรที่มันกลายเป็น barrier ของการ upgrade relationship เมื่อนั้น มันก็อยู่ไม่ถูกที่

และจริงๆ ไอ้การคิดอกุศล (โดยไม่ได้รู้ว่าคนอื่นเขาคิดยังงั้นจริงรึเปล่า) มันเป็นเรีื่องของใคร? เรื่องของคนอ่าน หรือเรื่องของคนเขียน ผมว่ามันเป็นความรับผิดชอบการดูแลจิตของคนอ่านเองมากกว่าไหม?

และการ over-polite ใช่ว่าจะ safe เสมอไป นอกจากทำมากๆจะกลายเป็นคนชาเย็น (ไม่ใส่มะนาว) ยังอาจจะเป็นคนเก็บกดไปได้ง่่ายๆ อันนี้โยนหินถามทาง ใครกระโดดเอาหน้ามารับก็ตามใจ อิ อิ อิ