โดย ปริญญา ทองประภา
2/2…ช่วงแรกๆที่ขึ้นเขา ก็เห็นสภาพที่ค่อนข้างแห้งแล้งพอสมควร ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสีเข้มขึ้น บางส่วนก็ร่วงไปกองอยู่กับพื้น เหมาะกับการเป็นเชื้อไฟที่ดีมากๆ ตลอดเส้นทางจึงมีป้ายให้ระวังไฟป่า ป้ายรณรงค์ห้ามเผาป่า และมีอุปกรณ์ดับเพลิงกระจายอยู่ทั่วไป สูงขึ้นไปอีกหน่อยก็พบกับความงดงามของทิวเขาสลับซับซ้อน เขียวมั่งเหลืองมั่ง มีร่องรอยด่างๆ ของการทำไร่ของชาวเขาอยู่ทั่วไป

รถสองแถวประจำทางเคลื่อนตัวไปข้างหน้าช้าๆ ตามทางหลวงหมายเลข 1256 (สายปัว-บ่อเกลือ) เพื่อนร่วมเดินทางส่วนใหญ่จะเป็นชาวเขา สัมภารเท่าที่เห็นก็จะเป็นของที่เก็บมาจากป่า เป็นฟืนมั่ง หน่อไม้มั่ง ผักสารพัดชนิด และเห็ด ไปจนถึงน้ำผึ้งป่าก็มี ชาวเขาที่นี่เป็นเผ่าลั๊ว หรือ ละว้า เดินทางมาประมาณครึ่งทาง ก็เห็นป้ายที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยภูคา ตั้งเด่นอยู่ข้างทาง มีป้ายบอกทางไปลานกางเต็นท์ เส้นทางช่วงนี้เรียกได้ว่าเป็นเส้นทางที่สวยที่สุดอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย หรือจะเรียกว่าเส้นทางลอยฟ้าก็ไม่ผิด เพราะ หลายช่วงหลายตอนที่ ถนนอยู่บนสันเขามองเห็นวิว สองข้างทางเป็นเหวลึกน่าตื่นเต้นดี เลยที่ทำการอุทยานมาหน่อยก็เป็นจุดที่มีต้นชมพูภูคา ซึ่งมีอยู่ไม่กี่ต้นในประเทศไทย ออกดอกเพียงปีละครั้งเท่านั้น ลักษณะดอกเป็นสีชมพูคล้าย ซากุระ ยิ่งสูงขึ้นมาลักษณะของป่าจะเปลี่ยนจากดิบแล้ง เป็นดิบชื้นมีเฟิร์นชนิดต่างๆ ขึ้นสองข้างทางสีเขียวสด และบางช่วงจะเห็นต้นเต่าร้างยักษ์ ซึ้งเป็นไม้โบราณหาดูยาก ระยะทางจากอำเภอปัวถึงอำเภอบ่อเกลือ 47 กิโลเมตรใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมงค่ารถสองแถว 40 บาท สองข้างทางมีการทำนาข้าว สลับกับพื้นที่ป่าไม้เป็นช่วงๆ พอเข้าเขตตัวอำเภอบ่อเกลือ ที่นี่ก็จะมีบ่อเกลือสินเธาว์ เหมือนชื่ออำเภอนั่นเหละ สถานที่ราชการและโรงเรียนประจำอำเภอตั้งอยู่บนเนินเขา มองลงมาก็จะเห็นหลังคาบ้าน และร้านค้าซึ่งมีอยู่ไม่กี่ร้าน เป็นร้านขายของชำมีของใช้ที่จำเป็นทุกอย่าง ผมถือโอกาสเลือกซื้อเสบียง-ข้าวสารที่นี่ จุดหมายการเดินทางต่อไปคือ บ้านด่านซึงอยู่ในเขตอำเภอเฉลิมพระเกียรติแต่จากจุดนี้ไปไม่มีรถโดยสารแล้ว
 รถสองแถวคันที่นั่งมาเมื่อกี้ เค้ามาจอดรอผู้โดยสาร ถ้ามีจำนวณพอคุ้มค่าน้ำมันก็จะไปต่อให้ ถ้าไม่พอก็ปล่อยผู้โดยสารตัวใครตัวมัน เพราะเส้นทางเดินรถ สิ้นสุดแค่อำเภอบ่อเกลือนี่เอง พักใหญ่ๆก็โชคดีมีเพื่อนร่วมทางเป็นชาวบ้าน 3-4 คนรถโดยสารไม่ประจำทางก็ไปต่อ เดินทางไปตามทางหลวงหมายเลข 1081 (ทางสายบ่อเกลือ-ห้วยโก๋น) ระหว่างทางช่วงนี้มีต้นไม้ใหญ่ๆ เป็นป่าต้นน้ำที่อุดมสมบูรณ์มากๆเลย เดินทางมาได้ประมาณครึ่งทาง ผู้โดยสารที่นั่งมาก็ลงหมด เหลือเราเป็นคนสุดท้าย คนขับก็มาบอกว่าให้ใช้ความสามรถตัวเองต่อแล้วล่ะครับ
ลงรถจ่ายค่าโดยสาร ตรวจสอบแผนที่ โอ้... อีกตั้งไกล คงต้องเดินเท้าไปเรื่อยๆ เผื่อมีรถผ่านมาจะได้โบก ขออาศัยไปลงป้ายหน้า ระหว่างทางช่วงนี้เป็นถนนราดยางแคบ คดเคียวเลี้ยวเลี้ยวไปเลี้ยวมา จะมีหมู่บ้านเล็กๆอยู่เป็นช่วงๆ ห่างกันประมาณ 1-2 ก.ม. บางช่วงของถนนจะเรียบภูเขา ซ้ายมือเป็นภูเขาสูงชันแหงนมองคอตั้งบ่าที่เดียว ส่วนทางขวามือ จะเป็นเหวลึกมากๆ มองเห็นแม่น้ำสายเล็กๆ อยู่เบื้องล่าง นี่เดินผ่านมา 3-4 หมู่บ้านแล้ววว ยังไม่มีรถผ่านมาซักคัน เวลาผ่านแต่ละหมู่บ้านก็จะมีหมาออกมาเห่ารับกันเป็นช่วงๆ มีคนออกมายืนมอง เราก็ส่งยิ้มไปเรื่อยๆ ใครมีท่าทางพอปรึกษาได้เราก็จะเข้าไปคุย สอบถามเส้นทาง ไปเรื่อยๆ เวลาผ่านไปเรื่อยๆ ยังไม่มีวี่แววจะมีรถผ่านมาให้โบกซักคัน นี่ถ้าภายใน 1-2 ช.ม. ถ้ายังไม่มีรถผ่านมาสงสัย จะมืดก่อนถึงจุดหมายแน่ๆ หมู่บ้านแล้วหมู่บ้านเล่า เดินๆๆๆๆๆๆ เหนื่อยๆๆๆๆๆๆ หิวๆๆๆๆๆ พัก แล้วก็เดินขึ้นๆ ลงๆ ต่อไป จนกระทั่งเริ่มมีความหวังเมื่อมองจากเนิน ลงไปเห็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ มองเห็นธงชาติของโรงเรียนแต่ไกล.....
ไม่ผิดหวังจริงๆ เมื่อเดินทางมาถึงหมู่บ้าน มีร้านค้าเล็กๆ เลยแวะซึ้อน้ำกิน ที่นี่ไม่มีน้ำขาย แต่อย่าพึ่งตกใจครับเพราะที่นี่เค้าให้กินฟรี ไม่ต้องซื้อหรอก นั่งพักพูดคุยกับเจ้าของร้าน พอหายเหนื่อย มีรถมอเตอร์ไซด์ เข้ามาซื้อน้ำมัน เจ้าของร้านบอกให้ช่วยไปส่งเค้าหน่อย พี่เจ้าของมอเตอร์ไซด์ใจดีอาสาไปส่งที่หน่วยพิทักษ์ป่า ภ.ค.9 (บ้านด่าน) เราก็เลยช่วยออกค่าน้ำมันให้ หลังจากได้พูดคุยกับถึงรู้ว่าพี่แกเป็น ต.ช.ด. สอนหนังสืออยู่ที่โรงเรียน ต.ช.ด. ติดชายแดนประเทศเพื่อนบ้านใกล้ๆนี่เอง

บ่ายสามโมงแล้วตอนที่พี่ ต.ช.ด. มาส่งที่ หน่วยพิทักษ์ป่า ภ.ค.9 (บ้านด่าน) พี่หัวหน้าหน่วยฯ แนะนำว่า มาที่นี่ครั้งแรกต้องให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้นำทางให้ แล้วพี่หัวหน้าก็หายไปหลังที่ทำการซึ่งเป็นบ้านพักของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ก็มีเจ้าหน้าที่พร้อมเป้สนาม เดินตามมาทันทีพร้อมข้าวนึ่งอีกปั้นใหญ่ๆ เจ้าหน้าที่บอกว่าขึ้นยอดดอยภูแว วันนี้ไม่ทันแล้วเพราะจะมืดระหว่างทาง แต่จะพาขึ้นไปพักที่โรงเรียนบ้านปู่ดู่ซึ่ง อยู่ห่างจากที่ทำการประมาณ 2-3 ก.ม. ฟังดูเหมือนไม่ไกลหรอกครับเพราะวันนี้ก็เดินมาหลายกิโลแล้ว มารู้ทีหลังว่า 2-3 ก.ม.แนวดิ่งครับ เดินขึ้นดอยมาได้ประมาณ 1 ก.ม. ก็ถึงจุดชมวิวมีแคร่ไม่ไผ่ให้พักพอหายเหนื่อย อากาศเริ่มเย็นและลมแรงนั่งพักไม่ถึง 10 นาที เสื้อที่เปียกโชคไปด้วยเหงื่อบัดนี้แห้งสนิท ออกเดินทางต่อ เสื้อเริ่มเปียกอีกครั้งแล้วตาเริ่มลาย หายใจไม่เต็มปอด สงสัยว่าความหนาแน่นของอากาศจะต่ำมากๆ แน่เลย หึๆ เปล่าเลยครับมันเหนื่อยใจจะขาดน่ะเอง เดิน10 นาที พักอีก 10 นาที อาศัยน้ำดื่มจากเจ้าหน้าที่ประทังชีวิตเพราะของเราหมดตั้งแต่ 100 เมตรแรกแล้วครับ จากจุดนี้สามารถมองเห็นยอดดอยภูแวที่เจ้าหน้าที่ชี้ให้ดู เห็นแล้วอึ้งครับ คิดอยู่นานว่าจะกลับทางเดิมหรือจะไปต่อ ไม่ได้สิครับขืนกลับล่ะก็เสียฟอร์มแย่เลยครับ เราเดินข้ามเขาอีกลูก คราวนี้เริ่มใจชื้นเพราะ เจ้าหน้าที่ชี้ให้ดูป่าช้า ที่ฝังศพชาวบ้านและบอกว่าอีกไม่ไกลก็จะถึงแล้ว เดินพ้นดงไม้ใหญ่ก็ยิ้มออกเมื่อแว่วได้ยินเสียงหมาเห่าอยู่ใกล้ๆ หลุดโค้งสุดท้ายมาได้ก็เจอหมู่บ้าน บ้านแต่ละหลังไม่ใหญ่ มุ่งด้วยหญ้าบ้าง สังกะสีบ้าง
นับได้ประมาณ 20 หลังคาเรือน เจ้าหน้าที่พาเดินผ่านหมู่บ้าน ขึ้นไปบนเนินทิศเหนือสุด ของหมู่บ้าน ก็พบอาคารไม้เก่าๆมุงสังกะสี ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่รีบบอกว่ามันคือโรงเรียนก็พาลคิดไปว่า มันคือเล้าไก่ หรือคอกหมูกันแน่ อาคารมีผนังเป็นไม้ระแนง มีกระดานดำ 2 แผ่นอยู่ตรงหน้า ทราบภายหลังว่า กระดานทางด้านซ้ายเป็นของเด็กอนุบาล ส่วนกระดานด้านขวาเป็นของเด็กประถม พื้นเป็นดิน มีไม้กระดานต่างระดับ สำหรับรองนั่งและรองเขียนหนังสือ เรียงอยู่ 5 แถวๆ ละ 2 ตัว ภายในตัวอาคารเดียวกันทางขวามือมีห้องยกพื้นสูงจากดินราว 50 ซ.ม. มันคือ บ้านพักครู + ห้องสมุด +เวทีกิจกรรม+ ห้องครัว+ห้องพักครู ทั้งหมดนี้รวมอยู่ในพื้นที่ 2 x 6 เมตรโดยประมาณ ส่วนที่ถูกแบ่งใว้เป็นห้องครัวมีขนาด 2 x 1.5 เมตร มีเครื่องครัวนับได้ไม่ถึง 10 ชิ้น มีประตูเปิดออกไปได้เป็นที่อาบน้ำของครู ไม่มีฝาทั้งสี่ด้าน ผมลองใช้บริการแล้ว อาบไปชมวิวไป ชาวบ้านเดินผ่านมาก็ชำเลืองมอง เพราะมันติดกับทางที่ชาวบ้านเดินกลับมาจากทำไร่บนดอย

นั่งพักพอหายเหนื่อยเจ้าหน้าที่ป่าไม้ก็แนะนำให้รู้จักกับครูสุเมธ ครูดอยหนึ่งในสองของครูที่นี่ ครูเมธให้การต้อนรับแบบเป็นกันเอง เห็นผู้มาเยือนเหนื่อยๆ เลยเอาน้ำมาบริการ ตอนแรกเห็นนึกว่าโอวัลติน แต่ครูขยายความว่ามันเป็นน้ำจากภูเขา ต้องเอามาต้มก่อนเพื่อฆ่าเชื้อไข้ป่า สีจึงออกมาอย่างที่เห็นนี่เอง ดื่มน้ำพอหายเหนื่อยครูก็เล่าให้ฟังแบบติดตลกว่า ที่นี่มีครูสองคน คือครูใหญ่กับผู้ช่วยครูใหญ่ ไม่มีครูน้อยหรือนักการ หลายวันมานี้ครูอีกท่านติดงานราชการที่อำเภอ ครูเมธเลยรักษาการ ตั้งแต่ครูใหญ่ ผู้ช่วยครูใหญ่ ครูน้อย ไปจนถึง นักการภารโรง ที่บ้านปู่ดู่แห่งนี้เป็นชุมชนชาวไทยภูเขา มีทั้งสิ้น 26 ครอบครัว ประชากรรวมประมาณ 100 คน 80% ของประชากรที่นี่เป็นลูกศิษย์ครู แต่เท่าที่เห็นมีอยู่ไม่เกิน 20 คน ครูจึงเล่าให้ฟังต่อว่า นักเรียนที่เหลือก็คือชาวบ้านนั่นแหละ ตอนนี้ยังไม่กลับจากไร่ จะมาเรียนก็ตอนมืดๆ อย่าแปลกใจว่าต้องจุดตะเกียงเรียนหนังสือกันรึเปล่า ตอบว่าเปล่าครับ ที่นี่เค้ามีไฟฟ้าจาก “โซล่าเซล”

ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” บ้านปู่ดู่ หมู่ที่ 9 ตำบลขุนน่าน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน เป็นหลักสูตรของศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) เน้นการเรียนการสอนเพื่อให้อ่านออกเขียนได้ เปิดสอนระดับ ป.1-4 ถ้าใครต้องการเรียนสูงกว่านั้น ต้องเดินเท้าลงไปเรียนที่หมู่บ้านข้างล่าง ซึ่งจะต้องนอนค้างที่โรงเรียนเพราะเดินไปกลับ ทุกวันไม่ไหวแน่ๆ ที่นี่ครูเมธบอกว่ามีระดับเด็กเล็ก-อนุบาลด้วย แต่ความจริงคือ พ่อแม่ที่ต้องออกไปทำไร่เอาเด็กมาฝากให้ครูเลี้ยง เพราะที่โรงเรียนมี นมโรงเรียนและอาหารกลางวันเลี้ยง อาหารกลางวันจะส่งมาถึงที่สถานีอนามัยบ้านด่านทุกเช้าวันจันทร์ ครูต้องเดินเท้าลงไปรับอาหาร แล้ววางแผนจัดการกับอาหารที่มีอยู่ให้สามารถ เลี้ยงมื้อกลางวันเด็กๆให้ครบ 7 วัน จนกว่าอาหารรอบใหม่จะมาถึงในเช้าวันจันทร์ถัดไป อาหารในแต่ละสัปดาห์ก็จะประกอบไปด้วยนมกล่อง เนื้อหมู ไก่ ไข่ และผักสด ซึ่งแน่นอนว่าที่นี่ไม่มีตู้เย็น การจัดการอาหารจึงขึ้นอยู่กับความสามารถของครูล้วนๆ

ตกเย็นครูก็พาเดินสำรวจหมู่บ้าน ก็สะดุจตาเข้ากับอุปกรณ์ต้มเหล้าเถื่อน ถามครูว่าตำรวจไม่จับเหรอ ครูบอกว่าไม่มีใครอยากเดินขึ้นดอย 2-3 ชั่วโมงเพื่อมาจับเหล้าเถื่อนไม่กี่ขวดหรอก เพราะที่นี่ต้มกินเองไม่ได้ทำขายให้ใครที่ไหน ช่วงนี้เป็นฤดูเก็บเกี่ยวพอดี บ้านที่พึ่งลงแขกขนข้าวกลับจากไร่จึงเปิดเหล้าที่พึ่งต้มเสร็จร้อนๆ ฉลองซะหน่อย วงล้อมขนาดไม่ใหญ่มาก ขยับขยายออกให้ผู้มาเยือนกับครูได้แทรกเข้าไป กับแกล้มเท่าที่เห็นเป็นนกป่าปิ้งแห้งๆ และแกงไก่บ้าน ขวดน้ำปลาซึ่งตอนนี้เปลี่ยนมาบรรจุเหล้าข้าวเหนียวใสปิ๊ง จอกพลาสติกเล็กๆ ส่งเวียนไปรอบๆวง รอบที่หนึ่งร้อนวูบตั้งแต่ ปาก คอ ผ่านลงท้องไปเหมือนกลืนถ่านไฟแดงๆ ยังงัยยังงั้น รอบ 2-3-4 การพูดคุยเริ่มออกรสชาด โดยครูเมธคอยแปลเป็นระยะ


ลุงแก้วเป็นผู้อาวุโสประจำหมู่บ้านทุกคนให้การนับถือ แกไม่ค่อยพูดถามคำตอบคำ คุยไปคุยมาต้องเรียกแกว่า สหายแก้วจึงจะถูก เพราะแกเป็นสหายชนเผ่าที่ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับ กองทัพปลดแอกประชาชนระหว่าง พ.ศ. 2508-2523 ตั้งแต่เขตงานน่านเหนือ น่านใต้ เข้าไปในลาว ลงไปถึงอิสาน สหายแก้วย่ำเดินมาหมดแล้ว ทุกวันนี้เหลือแต่ความทรงจำ ที่ไม่ค่อยอยากจะจำอีกต่อไป ค่ำนี้อาศัยนอนหนาวที่โรงเรียนที่ถูกมองตอนแรกว่าเป็นเล้าไก่นี่แหละ
เช้ามืดอากาศเย็นมากๆ จากคำแนะนำของเจ้าหน้าที่เราควรออกเดินทางแต่เช้า แล้วไปพักกินอาหารเช้าระหว่างทาง เพราะถ้าเริ่มออกเดินทางสายเกินไป จะเจออากาศร้อนมากๆ จากป่าโปร่งสลับกับป่าทึบเป็นช่วงๆ ผ่านไร่ข้าวของชาวเขาหลังการเก็บเกี่ยว บางช่วงต้องปีนข้ามรั้วไม้ ที่ชาวบ้านทำไว้กันวัว-ควายเข้าไปกัดกินพืชไร่ บางช่วงต้องเดินบนสันเขาที่มีเหวลึกทั้งสองข้าง พอแดดเริ่มแรงเราก็หยุดพักหุงข้าว และประกอบอาหารแบบง่ายที่ใช้เวลาไม่มาก หลังจากอิ่มหนำสำราญก็เริ่มออกเดินทางต่อ จากช่วงนี้ไปทางขึ้นเขาจะเริ่มชันขึ้นเรื่อยๆ มองผ่านยอดไม้เห็นยอดภูแวอยู่ไกลลิบนู้น...


ก่อนเที่ยงเล็กน้อยเราก็ปีนผาสุดท้ายขึ้นถึงตีนดอย พักพอหายเหนื่อยแล้วกินอาหารเที่ยงก่อน ออกเดินสำรวจและชมวิวทิวทัศน์ไปรอบๆ ยอดดอยภูแว เป็นยอดดอยที่มีความสูงชัน ลักษณะเป็นเขาหินปูนจึงไม่ค่อยมีต้นไม้ขนาดใหญ่ มีหญ้าขึ้นปกคลุมเล็กน้อย มีลานหินและหน้าผาที่สูงชันหลายแห่ง ทำให้มีลมพัดแรงตลอด เป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นทะเลภูเขา ได้รอบตัว 360 องศาเลย ในช่วงฤดูหนาวมีทะเลหมอกสวยงามมาก จากยอดดวยภูแวใหญ่ จะมีแนวสันดอย ทอดตัว คดเคี้ยว ไปยังยอด ดอยภูแว น้อยที่อยู่ฝั่งตรงข้าม จุดสูงสุดของยอดดอยภูแว อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางถึง 1837 เมตร และที่สำคัญมากๆ คือไม่มีแหล่งน้ำ เพราะฉนั้นน้ำที่เราเตรียมไปต้องใช้เพื่อดื่มและประกอบอาหารเท่านั้น ส่วนกิจกรรมที่ต้องใช้น้ำอื่นๆต้องงดทั้งหมด



ตกเย็นอากาศหนาวเย็นมากๆ โชคดีที่บนนี้ไม่มีน้ำ เพราะนึกถึงสภาพที่ต้องอาบน้ำบนนี้อาจหนาวตายได้ หลังอาหารเย็น ก็ตั้งวงสนทนารอบกองไฟ อุ่นกายภายนอกด้วยเปลวไฟ อุ่นกายภายในจากปาก กระแทกลำคอ ค่อยๆไหลลงไปตามหลอดอาหาร จนไปสิ้นสุดที่กระเพาะ ยังร้อนแรงเหมือนเดิม สำหรับเหล้าชาวป่าแต่กลั่นโดยชาวบ้าน เริ่มตกดึกน้ำค้างก็เริ่มแรงขึ้น ความรู้แบบภูมิปัญญาชาวบ้านถูกถ่ายทอด ออกมาอย่างไม่รู้จักหมดจักสิ้น จนกระทั้งน้ำใสๆแห่งสายใยมิตรภาพหมดขวดสุดท้าย ไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่ากี่โมงยาม จึงแยกย้ายหาทำเลเหมาะ นอนหนาวอีกคืน




วันนี้ไม่ต้องตื่นเช้ามาก แค่โพล่หน้าออกจากเต็นท์ มาดูพระอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้าบนยอดเขาฝั่งประเทศลาว หลังอาหารเช้าก็เดินชมวิวให้หนำใจก่อนเก็บข้าวของเดินลงดอย ขาลงนี้สนุกและเร็วกว่าขาขึ้น ขอย้ำว่าลงอย่างเดียว ซึ่งนั่นแสดงว่าขาขึ้นก็ต้องขึ้นอย่างเดียวเหมือนกันนั่นเอง ข้อแนะนำคือห้ามวิ่งเด็ดขาด ผลลองมาแล้วเกลือบตกเขาตายเป็นผีเฝ้าภูแวซะแล้ว



ลงมาถึงโรงเรียนเด็กๆยังไม่ถึงเวลาเลิกเรียน หลังจากเห็นสภาพความเป็นอยู่และพูดคุยกับคุณครู จึงสัญญากับตัวเองและคุณครูว่า


“แล้วผมจะกลับมา”