สรุปการออกกำลังกายแบบแอโรบิคต้อง หนัก ( Intensity ) นาน ( Duration ) และบ่อย ( Frequency )พอ

         การออกกำลังกายแบบแอโรบิค ( Aerobic Exercise ) หมายถึง การออกกำลังกายที่มีการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ๆ ทำซ้ำๆ ให้มีความหนักเพียงพอ ทำบ่อยอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน นานครั้งละ 20-30 นาที

         ตัวอย่างการออกกำลังกายแบบแอโรบิค เช่น การเดิน (เร็วๆ) การวิ่ง ว่ายน้ำ กระโดดเชือก เต้นแอโรบิค ถีบจักรยาน เป็นต้น

         สรุปการออกกำลังกายแบบแอโรบิคต้อง หนัก ( Intensity ) นาน ( Duration ) และบ่อย ( Frequency )พอ

         จะพูดเรื่องความหนักก่อน การออกกำลังกายถ้าเบาเกินไปก็จะไม่มีผลต่อการฝึกปอดและหัวใจ ถ้าหนักเกินไปก็อาจเกิดอันตรายได้ เพราะหัวใจและปอดจะทำงานไม่ไหว ปัญหาก็คือความหนักที่ว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าแค่ไหนหนักพอ ตามตำราก็บอกว่าให้ออกกำลังกายให้หัวใจเต้น 60-80 % ของชีพจรสูงสุด ( Maximum Heart Rate )

         ชีพจรสูงสุดหรืออัตราเต้นสูงสุดของหัวใจเด็กทารกจะเท่ากับ 220 ครั้งต่อนาที และจะค่อยๆลดลงตามอายุ สามารถคำนวณอย่างง่ายๆได้ดังนี้

ชีพจรสูงสุดของแต่ละอายุ =  220 - อายุ

         สมมุติว่าอายุ 40 ปี ต้องการออกกำลังกายที่ 60--80% ของชีพจรสูงสุด ก็คำนวณหาชีพจรสูงสุดของคนอายุ 40 ปีก่อน

ชีพจรสูงสุดของคนอายุ 40 ปี = 220 - 40  = 180 ครั้ง/นาที

         เราต้องการออกกำลังกายที่ 60-80% ของชีพจรสูงสุด สาารถคำนวณได้ดังนี้

ชีพจรเป้าหมาย ( Target Heart Rate ) 60% = 60/100*180 = 108 ครั้ง/นาที

ชีพจรเป้าหมาย ( Target Heart Rate ) 80% = 80/100*180 = 144 ครั้ง/นาที

        ดังนั้นคนอายุ 40 ปี ก็ควรจะออกกำลังให้หัวใจเต้นระหว่าง 108 – 144ครั้งต่อนาที หรือถ้าขี้เกียจก็สามารถเปิดตารางดูได้เลย ง่ายดี ไม่ต้องมานั่งคำนวณ

 อายุ
 ชีพจรสูงสุด
 60%
 80%
 20
 200
 120
 160
 30
 190
 114
  152
 40
 180
 108
 144
 50
 170
 102
 136
 60
 160
 96
 128
 70
 150
 90
 120

              คนที่อายุเท่ากัน ถ้าคนที่ไม่เคยออกกำลังกายเลยแค่เดินเร็วๆก็อาจจะหนักพอ ชีพจรเต้นเร็วพอที่จะจัดว่าเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิค แต่คนที่ออกกำลังกายเป็นประจำอาจต้องวิ่งเหยาะๆหรือวิ่งเร็วพอสมควรจึงจะหนักพอที่จะเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิค

               อย่างไรก็ตาม การขยับร่างกาย เช่นเดินเล่น ทำงานบ้าน ทำสวน เล่นเปตอง ถึงจะไม่จัดว่าเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิคก็ตาม แต่ก็มีประโยชน์ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย