ทุกครั้งที่มีเรื่องดี ๆ ในวิถีกิจกรรม หรือแม้แต่ในวิถีแห่งโลกและชีวิต, ผมมักกระหายที่จะนำพาเรื่องเหล่านั้นสู่บันทึกเพื่อแบ่งปันมายังผู้คนใน gotoknow เพื่อให้รับรู้ว่า.... ท่ามกลางความสับสนและเรื่องวุ่นวายนานาเหตุการณ์ที่เรากำลังสู้เผชิญอย่างหนักหน่วงนั้น ยังมีเรื่องดี ๆ อีกเยอะที่กำลังจะมาเยือน....จะช้าหรือเร็ว...ยังไงก็ต้องมา....
"มหกรรมเด็ก เรียนรู้ รักษ์วัฒนธรรม" ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2550 ณ พิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยการฟูมฟักขับเคลื่อนของชมรมนาฏศิลป์และดนตรีพื้นเมือง (วงแคน) คืออีกเรื่องดี ๆ อีกเรื่องที่ผมรู้สึก (เอาเอง) ว่า มาช้า...แต่ก็ยังดีกว่า....ไม่มา !




ชมรมนาฏศิลป์และดนตรีพื้นเมือง (วงแคน) มีอายุยาวนานกว่าสามทศวรรษ ก่อขึ้นและดำรงอยู่ในวิถีกิจกรรมของมหาวิทยาลัยมาอย่างช้านาน เข้มแข็งและมีตัวตนที่ชัดเจนในแนวทางการก้าวย่าง โดยเฉพาะวิถีแห่งการอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมอีสาน.. ดินแดน หรือผืนแผ่นดินที่ได้รับการขนานนามว่าแห้งแล้ง แร้นแค้น และทุกข์ท้นด้วยภัยธรรมชาติ
แต่ในอีกมุมหนึ่งกลับกลายเป็นผืนแผ่นดินที่ไม่เคยร้างไร้ด้วยวัฒนธรรมอันดีงาม โดยเฉพาะในด้านดนตรีและการขับร้อง....ต้องถือว่าลมหายใจของศิลปะแขนงนี้ยังคงโลดแล่นและเที่ยวท่องอยู่อย่างไม่ขาดสายในทุกยุคทุกสมัย


ภาพสถานที่ตั้งศูนย์สืบสานฯ และผู้มีเกียรติจากมหาวิทยาลัย เจ้าของทุน นิสิต และนักเรียน
"มหกรรมเด็ก เรียนรู้ รักษ์วัฒนธรรม" ได้รับการสนับสนุนงบประมาณการจัดกิจกรรมจาก โครงการตลาดประกอบฝันปีที่ 3 โดยกลุ่มนวัตกรรมเยาวชนสร้างสรรค์ (YIY) ร่วมกับ สสส. และบริษัทบ้านปู จำกัด (มหาชน)
กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานจัดตั้งศูนย์สืบสานและเผยแพร่ศิลปะดนตรีนาฏศิลป์อีสาน มาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2549 และกำหนดเปิดศูนย์ดังกล่าวในวันที่ 13 มกราคม 2550 โดยนำนักเรียนลูกหลานชาวอีสานจากโรงเรียนต่าง ๆ ที่วงแคนเคยไปจัดค่ายสอนดนตรีและนาฏศิลป์อีสานมาร่วมแสดงผลงานอันเป็นผลึกความคิดที่เคยได้เก็บเกี่ยวและเรียนรู้ร่วมกับพี่ ๆ นิสิตในช่วงเวลาหนึ่งที่ผ่านมา
การจัดตั้งศูนย์ครั้งนี้แตกต่างจากการตั้งศูนย์ทั่วไป เพราะเกิดขึ้นจากการขับเคลื่อนของนิสิตโดยตรง...!! ขับเคลื่อนออกจากจิตวิญญาณอันข้นและเข้มของลูกหลานชาวอีสานทั้งที่เป็นนิสิตและนักเรียน !!
ภาคเช้า...เป็นพิธีเปิดศูนย์ ศูนย์สืบสานและเผยแพร่ศิลปะดนตรีนาฏศิลป์อีสาน มีการแสดงดนตรีและนาฏศิลป์ของนิสิตและนักเรียนจากโรงเรียนต่าง ๆ บ่ายคล้อย "ตั้งวงเสวนา" ในวิถีความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม รวมถึงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องการทำงานที่ผ่านมาของนิสิต นักเรียนและเจ้าของทุน ...
เย็นย่ำพระอาทิตย์ลับฟ้า ดนตรีและนาฏศิลป์อีสานก็เปล่งขับสรรพเสียงแห่งชีวิตออกมาอย่างรื่นรมย์
ภายในพื้นที่อันไม่กว้างใหญ่นักของพิพิธภัณฑ์ มมส ถูกปรับแต่งและตกแต่งให้มีบรรยากาศพื้นถิ่นแบบอีสาน ๆ เวทีการแสดงที่ไม่ใหญ่โตอลังการด้วยวัตถุแห่งยุคสมัย หากแต่เรียบง่าย พร้อมแจ่มชัดด้วยกลิ่นอายวัฒนธรรม และศิลปะของชาวอีสาน คือ ภาพที่ง่ายและงามอย่างจับใจ
ผมไม่จำเป็นต้องเอ่ยอ้างอันใดมากเกินไปกว่านี้ ...
เพื่อให้ทุกท่านได้รับรู้และเห็น "ภาพชีวิต" อันเป็นวิถีแห่งหนุ่มสาว หรือแม้แต่นักเรียนที่เป็น "ลูกอีสาน" ซึ่งเป็นพลังศรัทธาอันแรงกล้าที่พวกเขาทั้งหลายมุ่งมั่นที่จะอนุรักษ์ และสืบสานวัฒนธรรมอีสานได้ทั้งหมด
ผมขออนุญาตพักวางตัวหนังสือไว้แต่เพียงเท่านี้ เพื่อให้ภาพถ่ายแต่ละภาพได้ทำหน้าที่ในการ "บอกเล่า" เรื่องราวและแรงศรัทธาของลูกอีสานที่มีต่อการสืบสานวัฒนธรรมแห่งดินแดนอีสานด้วยตัวของมันเอง ผ่านภาพถ่ายแต่ละภาพที่เต็มไปด้วยชีวิต ....เผื่อบางทีท่านจะได้รู้สึกเหมือนกับที่ผมกำลังรู้สึกว่า "เมืองอีสานยังบ่ฮ้าง เด้อพี่น้อง !!"
ประมวลภาพการแสดงของนักเรียนจากโรงเรียนต่าง ๆ










ภาพพิธีเปิดผ้าแพรศูนย์ฯ โดยใช้เครื่องปั่นฝ้ายเป็นอุปกรณ์ดึงเชือกแพรป้าย

การเล่นดนตรีและเซิ้งกลองยาวฉลองการเปิดศูนย์ โดย วงแคน


สาธิตการปั้นหม้อ การสาวไหม ผลิตภัณฑ์จากเส้นใยไหม : ศิลปะในครัวเรือนของชาวอีสาน



มุมจินตนาการศิลปะการวาดภาพและระบายสี : อีกมิติทางวัฒนธรรม


กิจกรรมการแสดงตลกบนเวที

มุมสบาย ๆ บริการน้ำดื่ม

งามแท้ๆ บ่ได้หย้องกันเองเด้อ พี่น้อง
มีการรอคิวใช้ด้วยหรือครับ ผมรักเจ้าทุยครับ ยิ้ม ยิ้ม
น่าชื่นชมจริงๆครับ
สำหรับผมเอง เวลาเห็นเยาวชนเล่นสะล้อ ซอ ซึง และสนใจศิลปะพื้นเมืองล้านนา ผมรู้สึกภูมิใจมาก ที่เด็กเยาวชน ไม่ลืมรากเหง้าของตนเอง
ผู้เฒ่าผู้แก่ก็มีความสุขที่ได้สืบสานสิ่งดีๆต่อไป
ผมไปอีสานคราหนึ่ง ผมชอบเพลงโปงลาง เพราะสนุก สนาน เร้าใจ มีงานใหญ่ ผมอยากไปเที่ยวบ้างเพราะมีหมอลำ แต่มีคนห้ามบอกว่า หากผมไปเสี่ยงที่จะโดนวัยรุ่นตี สรุปแล้วก็ไม่ได้ไป...น่าเสียดายครับ
"เมืองล้านนา ก่อบ่ฮ้าง คือกั๋น"
เบิ่งแล้วคิดฮอดบ้านเนาะ บ้านอยู่วาปี มหาสารคาม ก่อบ่ฮ้าง คือกั๋น
ใช่แล้วค่ะ….ไผว่าเมืองอีสานฮ้าง… ภาพถ่ายload ค่อนข้างนาน ดิฉันcommentโดยเห็นภาพไม่หมดค่ะ
เช่นกัน
สวัสดีครับ คุณลักษมี
ขอบพระคุณท่านอาจารย์กฤษณา มากครับ
ครั้งต่อไปจะปรับแก้ให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม...นะครับ
ขอบพระคุณอีกครั้งครับ
“ดีใจหลาย ๆ ครับที่ยังมีการสืบสานไว้..บ่ได่ปะละเลย..หากชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการดำรง..ตน ในการสืบสานร่วมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับสถาบันการศึกษาเชื่อแน่ว่า…จะยั้งยืนครับ….ผมคนกาฬสินธุ์คือกัน…แต่บ่ได่อยู่กาฬสินธุ์ในตอนนี่เด้อ….
ยินดีครับคุณแผ่นดิน…..ผมจบจาก กพส. เช่นเดียวกับคุณครับ จบเมื่อปี 2535 แล้วไปเรียนต่อที่เมืองกรุงเก่า ฯ พระนครศรีอยุธยาครับ ก็ยินดีกับคุณแผ่นดินครับ…หากศักยภาพความน่าจะเป็นcoopy เป็นแผ่น vcd. แจกหรือจำหน่ายหรือเพื่อหารายได้เข้ากองทุนสำหรับนักศึกษาก็น่าจะดีครับ น้อง ๆ จะได้มีค่าใช้จ่ายในระหว่างเรียนครับ…….
สวัสดีครับ คุณ น.เมืองสรวง
ยินดีที่ได้รู้จักรุ่นพี่(กพส.)ครับ…สำหรับแนวคิดสามารถค้นหาข้อมูล ยืมหนังสือได้ที่ห้องสมุด มมส. ได้ครับ แล้วปรับใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุดครับ….ยินดีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครับ
สวัสดีครับ
ขออภัยที่ตอบบันทึกช้ามาก...วันนี้พอมีเวลาเลยแวะมาสำรวจบันทึกเก่า ๆ ...
เพิ่งไปเยี่ยมหมู่บ้านของเจ้านุ้ยมาในช่วงสงกรานต์...และดีใจนะครับกับการเป็นมิ่งมิตรบ้านเดียวกัน...
ขอให้มีความสุขกับความฝันของชีวิต, ตลอดไป นะครับ
ถึงคุณแผ่นดิน
ได้ชื่นชมภาพนักเรียนเล่นโปงลางแล้ว อยากให้มีบรรยากาศอย่างนี้ไปทั่วอีสานเลยครับ ผมเป็นคนนึงที่ชอบโปงลางครับแต่หาโอกาศดูได้ยากในปัจจุบันส่วนใหญ่จะได้ดูก็ต่อเมื่อ
มีวาระสำคัญที่มีการแสดงงานทางด้านวัฒนธรรมเท่านั้นเอง แต่ยังไงก็ขอชื่นชมโปงลางสะออนด้วยนะครับที่อย่างน้อยก็ยังใช้คำว่าโปงลาง
ให้คนในปัจจุบันได้เรียกชื่อโปงลางอยู่กันบ่อยๆ แต่ผมไม่ชอบอยู่อย่างเดียวที่เอาโสร่งอีสานมานุ่งแบบฝรั่งดูแล้วไม่เหมาะสมเลยครับ ผมเองไม่ใช่คนอีสานแต่เห็นแบบนี้แล้วไม่ไมีใครที่จะติบ้างเลย ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคนอีสานคิดว่าอย่างไร ผมไม่รู้ว่าคุณแผ่นดินมีโอกาสได้นุ่งโสร่งอีสานบ้างไหมครับ ผมว่าเด็กๆปัจจุบันคงจะลืมกันไปหมดแล้ว ผมโชคดีที่มีโอกาสได้รับโสร่งผ้าไหมมาผืนนึงจากเพื่อนชาวอีสานใช้มาเกือบห้าปีแล้วครับ ทุกวันนี้ผมยังคงนึกขอบคุณเพื่อนของผมอยู่เสมอว่าโสร่งที่มันเอามาให้ผมเนี่ยมันช่างวิเศษเหลือเกิน ไอ้ตอนแรกที่รับมาก็ยังคิดว่าเอากระโปรงอะไรมาให้ผมนุ่งแตมาถึง่วันนี้นะครับ ผมนุ่งโสร่งอีสานผืนนี้ีผืนเดียวเลยเมือกลับถึงบ้าน เรียกได้ว่าเอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม อยากฝากบอกต่อหนุ่มๆอีสานที่อ่านมาถึงตรงนี้นะครับว่า โสร่งไหมอีสานมันดีกว่ากางเกงขาสั้นหรือบ็อกเซอร์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุมันมากครับเอามาใส่เถอะครับแล้วจะรู้ว่ามันดีกว่าจริงๆ ผมไม่รู้ว่าคุณแผ่นดินได้ใช้บ้างไหมครับ ผมเคยถามเพื่อนอีสานในกรุงเทพกลับบอกว่าอายที่จะเอามาใช้กลัวเพื่อนว่าเป็นลาว แต่ผมเองไม่เห็นว่ามันเสียหายอะไรทั้งๆที่พวกมันอยากนุ่งจะตายเพราะเป็นของที่เคยใช้อยู่บ้าน แต่ผมกลับมองว่ามันไม่เห็นปลกตรงไหมเราไม่ได้ไปใส่เดินที่พารากอนนี้ครับ แค่ใส่อยู่บ้านหรือเดินไปกินข้าวแถวๆบ้านก็ไม่เห็นเป็นไร สุดท้ายคนอีสานระแวกบ้านที่ผมอยู่ก็เอามานุ่งกันถ้วนหน้าครับ ผมอยากให้หนุ่มๆอีสานเอาติดกระเป๋าไว้ใช้ ผมเอาไปทุกที่ครับ ที่ค้างอ้างแรมที่ไหนถ้าไม่ได้ใส่แล้วนอนไม่หลับครับ เชื่อผมได้เลยครับถ้าได้ใช้แล้วต้องติดกระเป๋าไว้ได้เลยคู่กับผ้าขาวม้านั่นแหละครับ อย่างน้อยยังคงช่วยกันรักษาของดีๆจากบ้านตัวองและยังได้เผยแพร่ให้คนที่ได้เห็นมีโอกาศได้ใช้ด้วยครับ ถ้าคณแผ่นดินมีเก่าๆที่เหลือใช้หรือจะทิ้งแล้วอยู่แบ่งปันมาให้ผมบ้างนะครับ
ผมชอบแบบที่ใช้แล้วเก่าๆเวลานุ่งแล้วมันลื่นสบายครับ ผมว่าผู้ชายอย่างเราๆถ้าได้นุ่งแล้วคงเข้าใจนะครับว่ามันสบายอย่างไร หนุ่มอีสานท่านไหนที่ใช้อยู่ก็แบ่งปันมาให้ผมบ้างนะครับ ส่งอีเมลล์มาหาผมก็ได้ครับ [email protected]ครับ สิ่งนึงอยากฝากไว้ตอนท้ายว่า อย่างเชียงใหม่ทุกวันศุกร์ชาวเชียงใหม่จะใส่ชุดเมืองกันทั้งจังหวัด ผมอยากเห็นชาวอีสานได้ทำตามแบบอย่างบ้างนะครับผุ้ชายนุ่งโสร่งผูกผ้าขาวม้าผู้หยิงนุ่งผ้าซิ่นผมว่าใครมาเยี่ยมเยียนจากต่างถิ่นคงชื่นชมกันทุกคนแหละครับ
ข้อความจาก:พล