เขาเป็นเหมือนนักรบที่ปรารถนาจะลงสู่สนามรบ ทั้งด้วยหัวใจอันแกร่งทรนง และเพื่อหน้าที่อันทรงเกียรติที่มีต่อมหาวิทยาลัย

ผมเดินทางมาถึงมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ  วิทยาเขตองครักษ์ จังหวัดนครนายก  เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศ ครั้งที่ 34  (ราชพฤกษ์เกมส์)  เมื่อวันที่  17  มกราคม  2550  เวลาประมาณ  16.45  นาฬิกา  พร้อมภาระหน้าที่ 3 อย่าง คือ ดูแลภาพรวมการแข่งขันทั้งหมดของสถาบัน  รวมถึงการเป็นผู้จัดการทีมกีฬาวอลเลย์บอลหญิงและกีฬามวยสากลสมัครเล่น

ช่างเป็นช่วงเวลาที่เหนื่อยล้า   โรยแรงกว่าครั้งไหน ๆ  ตื่นเช้าตรู่  ดูแลนักกีฬาและตระเวนเยี่ยมชมให้กำลังใจเหล่านักกีฬาในแต่ละชนิดกีฬา ท่ามกลางแดดร้อนอันเริงแรง...

ยากเย็นแสนเข็ญกับการเที่ยวท่องหาสถานที่ในการใช้อินเตอร์เน็ต เพื่อเข้าสู่ gotoknow   สถานที่พักทางปัญญาที่พอจะเป็นอีกที่พึ่งพิงหนึ่งในการเติมเต็มแรงใจและแรงกายให้กับตนเอง

เรื่องแรกที่ผมเลือกที่จะนำมาเล่าเนื่องในการเข้าร่วมการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทยครั้งนี้   เป็นเรื่องใกล้ตัวผมมากที่สุด  นั่นคือ  วิถีชีวิตของกีฬาที่ได้ชื่อว่าเป็นการต่อสู้ของลูกผู้ชาย..ไทยแท้...ลูกหลานนายขนมต้ม บนสังเวียนผ้าใบ !

ผมส่งนักมวยมาต่อยครั้งนี้  5  คน 5 รุ่น...แต่หนักอกหนักใจอยู่ 2 รายที่ยังมีปัญหาน้ำหนักเกินอยู่ราว ๆ 1 กิโลกรัมเศษ...  ทั้ง ๆ ที่ตลอดระยะเวลา 3 เดือนเราได้คุมน้ำหนัก ฟิตซ้อมมาอย่างเต็มที่แล้ว...

 

ผมเคยเป็นนักมวย, เคยอดข้าว 7 วันเพราะมีปัญหาเรื่องน้ำหนัก...แทบไม่น่าเชื่อว่าวันนี้จะต้องมาดูแลผู้ลูกศิษย์ลูกหาที่ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกับผมดังเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว

ผมเข้าใจและเห็นใจนักีฬาเป็นที่สุด,  พร่ำถามเขาเสมอว่า "ยังไหวหรือเปล่า ?"  อันที่จริงผมไม่จำเป็นที่จะต้องเอ่ยปากในคำถามง่าย ๆ เช่นนั้น   ลำพังอาศัยอำนาจสิทธิ์ผู้จัดการทีมก็สามารถถอนตัวนักกีฬาทั้งสองออกจากการแข่งขันเลยก็ได้,  ไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องมาทนทุกข์หม่นเศร้ากับอาการอันแห้งโหยโรยล้าของพวกเขา...

แล้วอะไรล่ะ...คือ  สิ่งที่พันธนาการผมไว้มิให้ถอนตัวพวกเขาทั้งสองออกจากการแข่งขันในย่ำรุ่งของพรุ่งนี้เช้า 

เขาบอกว่า..."เขายังไหว  เขายังมีแรง !"  ทั้ง ๆ ที่ผมเองก็รู้ว่า เขาไม่มีอะไรในร่างกายที่พอจะรีดออกมาเป็นเหงื่อได้แล้ว... เดินยังแกว่งและพร้อมที่จะล้มฟุบได้ทุกเมื่อ !

"ผมมาไกลขนาดนี้แล้ว.. ขอผมทำหน้าที่ของตนเองและสถาบันให้ถึงที่สุด..."  ผมเข้าใจดีเพราะเป็นเวลากว่า 4 ปีแล้วกระมังที่กีฬามวยสากลสมัครเล่นไม่ถูกบรรจุไว้ในการแข่งขันกีฬาของเหล่าปัญญาชน ทั้ง ๆ ที่กีฬานี้เป็นกีฬาคาดหวังของประเทศในระดับนานาชาติ

เพลงชาติไทย  เคยได้กระหึ่มเสียงครั้งแรกในเวทีโอลิมปิคเกมส์ ก็มิใช่กีฬามวยสากลสมัครเล่เองหรอกเหรอ ?

"ขอเวลาและโอกาสให้ผมทำหน้าที่จนถึงที่สุด  ผมไม่ยอมแพ้  ...ให้ผมตกตาชั่งเพราะชั่งน้ำหนักไม่ผ่าน  ดีกว่าถอดใจในตอนนี้".....นั่นคือ  การยืนยันของหัวใจลูกผู้ชายจากนักมวยทั้งสอง 

ผมเข้าใจดีและเห็นใจ...เขาเป็นเหมือนนักรบที่ปรารถนาจะลงสู่สนามรบ  ทั้งด้วยหัวใจอันแกร่งทรนง  และเพื่อหน้าที่อันทรงเกียรติที่มีต่อมหาวิทยาลัย...

ผมตอบตกลงเพื่อให้เขาได้ทำหน้าที่ในเวทีอันทรงเกียรติจนแล้วเสร็จ..จะไม่มีการถอนชื่อออกจากการแข่งขัน  พรุ่งนี้เช้าเขาจะยังพกพาหัวใจอันกล้าแกร่งขึ้นตาชั่งดังที่ตั้งใจ... อาจจะเป็นการชั่งแค่ครั้งเดียวผ่าน หรือสองครั้งผ่าน  รวมถึงอีกต่อไปเมื่อต่อยชนะในแต่ละวัน...หรือแม้แต่ตกตาชั่งในรุ่งเช้าของพรุ่งนี้เลยก็เป็นได้,  ผมเองก็ไม่อาจรู้ได้

รู้แต่เพียงว่า...  มันเป็นเรื่องที่ว่าด้วยหัวใจของลูกผู้ชาย   มันเป็นเกียรติและศักดิ์ศรีของนิสิตคนหนึ่งที่ได้รับเกียรติจากมหาวิทยาลัยว่าเป็น "นักกีฬามหาวิทยาลัย"...

แน่นอนครับ...มิตรภาพ เหนือชัยชนะ...อย่างน้อยเขาก็ชนะใจผม  ชนะใจพี่เลี้ยง  และชนะใจเพื่อนนักกีฬาสถาบันเดียวกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ...

ขณะที่ผมกำลังนั่งเขียนบันทึกนี้...ผมนึกถึงบทกวีบทหนึ่งที่เขียนทิ้งไว้นานแสนนาน  บางทีพรุ่งนี้อาจจะถึงเวลาที่บอกกล่าวบทกวีนี้ต่อพวกเขา....

   ณ  ฝั่งฝัน

แม้เส้นทางยาวไกล สักแค่ไหน

ขอเพียงมีลมหายใจที่ไม่แพ้

ณ ฝั่งฝัน

ก็ไม่ไกล เกินใจจักโบยบิน