<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> จากประสบการณ์การทำงานกับชุมชน พบว่าในสภาวะการทำงานเพื่อพัฒนาที่มีนักวิชาการร่วมอยู่ด้วยนั้นจะมีปัญหาช่องว่าง ของความรู้ความคิด ความจำเป็นในการพัฒนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งช่องว่างทางความรู้และทรัพยากรที่แตกต่างกันอย่างมากระหว่างนักวิชาการและชาวบ้านที่มีระดับการศึกษา ระดับความเข้าใจ และความพร้อมด้านทรัพยากรอย่างแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> จึงเป็นการยากที่จะทำให้ชาวบ้านสามารถเข้าใจและทำงานร่วมกับนักวิชาการได้อย่างแท้จริง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">อันเนื่องมาจากขีดจำกัดข้างต้น และยังมีขีดจำกัดด้านวิสัยทัศน์และกระบวนทัศน์อีกต่างหาก</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">สำหรับนักวิชาการก็จะมีขีดจำกัดด้านการมองภาพเชิงระบบ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ส่วนใหญ่ยังไม่สามารถเข้าใจวิถีชีวิตในการดำรงอยู่ของคนในชนบทได้ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แต่มักจะใช้วิถีชีวิตของตนเองเป็นมาตรฐานเปรียบเทียบว่าตนคิดอย่างงี้ทำอย่างงี้ ชาวบ้านก็น่าจะคิดและทำเช่นเดียวกัน และยังมีฐานแตกต่างทางด้านการศึกษาและปรัชญาในการดำรงชีวิตอีกด้วย จึงทำให้การนำเสนอของนักวิชาการมักจะไม่ค่อยตรงกับชาวบ้านที่มีปัญหา หรือตรงกับที่ชาวบ้านต้องการอย่างแท้จริง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ในทางปฏิบัติที่ผ่านมาเรามักจะคาดหวังว่านักวิชาการจะโดดไปช่วยชาวบ้านอย่างได้ผล </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แต่ในความเป็นจริง นักวิชาการที่โดดไปช่วยอย่างไม่ดูตามม้าตาเรือนั้น ถึงกับแข้งขาหักพิกลพิการมานักต่อนักแล้ว หรือบางทีโดดไม่ระวังอาจจะตกมาคอหักตายก็ได้ </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">จึงทำให้นักวิชาการกระดูกอ่อนใจยังไม่ถึงมักจะไม่กล้าทำงานอย่างนี้ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">หรือถ้าใจถึงอาจจะตายก่อนวัยอันควรก็ได้ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีทำให้คนเข็ดขยาดไม่กล้าทำงานกับชุมชนอีกต่อไป </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">โดยเฉพาะในการทำงานกับชุมชนที่ยังไม่เข้มแข็ง </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">จึงเป็นสาเหตุให้นักวิชาการบางคนลักไก่ ไปทำงานกับชุมชนที่เข้มแข็งแล้วเท่านั้น หรือยิ่งกว่านั้นก็ใช้วิธีไปเด็ดยอดงานที่ทำได้ผลแล้วในชุมชนมาเป็นผลงานของตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ในทางกลับกันกลุ่มชาวบ้านโดยเฉพาะกลุ่มหัวไวใจสู้ แต่ฝีมือไม่ถึงก็มีปัญหาในการพยายามสร้างความพร้อมเทียมๆ ของตนเองเพื่อหลอกนักวิชาการและนักพัฒนาว่าพร้อมจะทำงาน</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แต่จริงๆ ก็ไม่ความพร้อมแต่อย่างใด </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เมื่อมีปัญหาบางเรื่องที่ต้องการความพร้อมจริงๆ ขึ้นมาก็จะพบว่ากลุ่มชาวบ้านเหล่านั้นประสบกับความล้มเหลวได้อย่างง่ายดาย อันเนื่องจากขาดทรัพยากรด้านต่างๆ และความเข็มแข้งของกลุ่มในการบริหารจัดการทรัพยากรที่มี หรือที่ได้รับจากโครงการพัฒนา ทำให้งานล้มเหลว โดยไม่ได้ตั้งใจ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ฉะนั้นประเด็นสำคัญในการพัฒนาก็คือ ควรมีการสร้างบันไดให้ทั้งนักวิชาการและชาวบ้านได้ไต่ขึ้นไต่ลงเพื่อพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน โดยเน้นการพัฒนาความพร้อมที่จะทำงานตามแผนที่วางไว้</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แนวทางที่สำคัญก็คือ การวิจัยเชิงปฏิบัติการและการจัดการความรู้ที่ทำโดยกลุ่มภาคีวิจัยที่ประกอบด้วยผู้รู้ นักวิชาการ นักพัฒนาเอกชน นักบริหารระดับชุมชน และชาวบ้านทั่วไป</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ที่จะทำให้เกิดความเข้าใจอย่างเป็นขั้นตอนเชื่อมโยงกันโดยการสร้างความต่อเนื่องของแผนการทำงานในระดับต่างๆ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ที่จะเปิดช่องให้นักวิชาการมีความเข้าใจความเป็นอยู่และบริบทของชุมชนได้ชัดเจนขึ้น </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">และในทางกับกันชาวบ้านก็มีโอกาสที่จะเข้าใจขีดจำกัดและศักยภาพของระบบที่สนับสนุนอยู่ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ไม่ว่าจะเป็นระบบราชการ ระบบองค์กรพัฒนาเอกชน ระบบการบริหารส่วนท้องถิ่น และระบบการประสานงานโดยรวม </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ซึ่งเป็นวิธีการที่สำคัญซึ่งจะทำให้คนเข้าใจซึ่งกันและกัน เป็นการทำงานแบบมีส่วนร่วม</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p> เป็นการจัดการพัฒนาตนเองในทุกระดับ ตั้งแต่ฝ่ายบริหาร นักวิชาการ องค์กรในท้องถิ่น และชาวบ้านโดยทั่วไป </p><p> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ดังนั้น จึงอาจถือได้ว่า การวิจัยเชิงปฏิบัติการและการจัดการความรู้ในระดับชุมชน จึงเป็นบันไดที่สำคัญในการพัฒนา ทำให้นักวิชาการมีที่ไต่ลงจากหอคอยงาช้างหรือยอดเขาทางวิชาการ ลงมาหาชาวบ้าน และชาวบ้านก็มีที่ไต่ขึ้นจากปลักเหวแห่งความไม่รู้ แห่งความด้อยโอกาส และมีโอกาสที่จะช่วยซึ่งกันและกันให้ทุกฝ่ายพัฒนาไปพร้อมๆ กัน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ซึ่งเป็นลู่ทางสำคัญในการพัฒนาแบบมีส่วนร่วมและการพัฒนาแบบยั่งยืน ซึ่งเป็นแนวคิดหลักของการทำงานในมหาชีวาลัยอีสาน </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ซึ่งในกระบวนการทำงานนี้ เราจะมีนักวิชาการจากสายงานหลายด้านและชาวบ้านที่มีความสามารถต่างระดับความเข้มแข็งมาสนับสนุนกระบวนการทำงาน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ร่วมกับการทำงานของสถาบันการศึกษาที่ทำหน้าที่เสมือนกาวใจให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่นมากกว่าเดิม</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">โดยมีนักศึกษาปริญญาโท ปริญญาเอก เป็นสายใยคล้องเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มคนที่ทำงานด้านต่างๆ ให้แน่นแฟ้นกว่าเดิม</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> จึงนับได้ว่าการทำงานของมหาชีวาลัยและภาคีพัฒนาน่าจะเป็นตัวอย่างของศักยภาพที่แท้จริงของการพัฒนาชุมชนแบบมีส่วนร่วม จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะแสดงผลงานที่เป็นรูปธรรมในระดับชุมชนและการนำเสนอผลงานในการประชุม มหกรรมจัดการความรู้แห่งชาติครั้งต่อไป</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> อีกไม่นานเกินรอครับ ขอบคุณมากครับที่ติดตามการทำงานของเรา
มหาชีวาลัย: ตันแบบและตัวอย่างของบันไดเพื่อการพัฒนาองค์ความรู้ในชุมชน
นักวิชาการที่โดดไปช่วยชาวบ้านอย่างไม่ดูตามม้าตาเรือนั้น ถึงกับแข้งขาหักพิกลพิการมานักต่อนักแล้ว หรือบางทีโดดไม่ระวังอาจจะตกมาคอหักตายก็ได้
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
poope · 18 ม.ค. 2550
รองศาสตราจารย์ รังสรรค์ เนียมสนิท · 18 ม.ค. 2550
BM.chaiwut · 18 ม.ค. 2550
รองศาสตราจารย์ รังสรรค์ เนียมสนิท · 18 ม.ค. 2550
รองศาสตราจารย์ รังสรรค์ เนียมสนิท · 18 ม.ค. 2550
nash · 18 ม.ค. 2550
ที่ท่านเล่าฮู อธิบายวันนี้
จะเป็นส่วนหนึ่งไปขยายความเข้าใจให้ อ.จันทรรัตน์ได้พิจารณา ตาม.. ตาม.. ไปเรื่อยๆ แล้วจะเข้าใจว่าเรากำลังแสวงหารูปแบบใหม่ๆในการใช้ IT,มาสอดรับกับงานของเรา
ผมรู้สึกว่าเรายังใช้บล็อกให้สมประโยชน์ได้ไม่ถึง10% ที่ควรจะเป็น
การบริหารวิทยานิพนธ์ผ่านบล็อกเพิ่งจะเริ่มขึ้น ยังต้องอาศัยชาวเรามาให้ความเห็นอีกมาก
เชิญนะครับ ใครมีความคิดดีๆ ทางนี้จะส่งรอยยิ้มเป็นค่าตอบแทน!
มหาชีวาลัยอีสานทำงานเหมือนตู้อบสปา มีร้อนและลุ่มลึก
ร้อนเพราะกล้าเล่นและกล้าแลกกับสิ่งที่คนอื่นกลัว และเล่นกับสิ่งที่คนอื่นไม่ทำ จนทำให้ใครหลาย ๆ คนขยาดกลัวสวนป่ามหาชีวาลัย แต่เชื่อไหมค่ะ ถ้าได้มาสัมผัสความเป็นมหาชีวาลัยที่แท้จริง ไม่ร้อนสักนิด ออกจะเย็นเหมือนน้ำในถ้ำ นั่งแช่นอนแช่ในน้ำได้ไม่ต้องกลัวความร้อนแผดเผา
ถ้ายังมาสัมผัสชีวิตจริงไม่ได้ ก็ชิมลางได้ที่บล็อกมหาชีวาลัยอีสาน รับรองครบทุกรสค่ะ
ผมคิดว่า gotoknow จะเป็นช่องทางที่ทำให้มหาชีวาลัย แสดงพลังให้สังคมได้เห็น และขณะเดียวกันก็ย้อนกลับมาทำให้มหาชีวาลัยเข้มเข็งอีกชั้นหนึ่ง
ผมเชื่อมั่นว่าเรามาถูกทางแล้วครับ เพื่อการเป็นตัวอย่างในทุกระดับของการจัดการความรู้ในระดับชุมชนของประเทศไทย
ผมยอมรับรับว่า ยังไม่มีอะไรสมบูรณ์ที่สุด แต่เรามองเห็นเส้นทางการพัฒนาที่ถูกต้อง มีตัวอย่างที่เป็นจริง สามารถลบคำสบประมาทของคนภายนอกได้เป็นอย่างดี (หรือในระดับหนึ่ง)
และช่วยให้นักวิชาการหอคอยงาช้างมีกระจกเงาไว้ดูตัวเอง (ถ้าจะมอง) ว่ามีทางเลือกอื่นใดมากกว่าการเสวยสุขบนหอคอยงาช้าง และปากคาบคัมภีร์
เพราะเราก็มีคัมภีร์ แต่เราไม่คาบไว้ให้คนอื่นดูเท่านั้นเอง
นี่คือความเหมือนที่แตกต่าง และความแตกต่างที่เหมือนกัน
และผมยังได้พยายามขยายผลงานนี้สู่การสอนของผม โดยใช้ gotoknow เป็นเครื่องมือ
แสดงให้เห็นปฏิสัมพันธ์ของ ๓ ครู
ในการสร้างและจัดการความรู้เพ่องานสอน วิจัย บริการสังคม และบำรุงศิลปวัฒนธรรมไทย
อย่างครบถ้วน
ผม
ผมก็ทำได้แค่นี้ ใครจะเห็นไม่เห็น ฟังไม่ฟัง ดูไม่ดู ผมถือว่าเกินสิ่งที่ผมจะทำได้ ที่ผมมีทั้งสันโดษ และ พรหมวิหาร ๔ รองกันเจ็บไว้แล้วครับ
ขอบคุณครับในความเห็นที่เป็นมิตร จริงใจ และอบอุ่น
ผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆครับ
ด้วยความเคารพในความคิดของท่านครับ
อาจารย์ครับช่วยอธิบายคำจำกัดความของคำว่า
....นักวิชาการกระดูกอ่อน...............
ให้ผมได้เข้าใจได้เปล่าครับ
ขอบคุณครับ
คุณทรงศักดิ์,
นักวิชาการกระดูกอ่อนก็ พวกกระดูกยังไม่แข็งซิครับ
ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกเพิ่งขึ้นชกเป็นครั้งแรก จะเรียกว่า "ไก่อ่อน" ก็ความหมายเดียวกันครับ
สรุปว่า ฝีมือยังไม่ถึงขั้นที่จะไปลุยงานหนักๆ ที่เสี่ยงได้ พลิกนิดเดียว หลังหักทันทีครับ
พวกมีประสบการณืก็พอจะไปไหวครับ
คงพอเข้าใจนะครับ
เห็นด้วยกับอาจารย์คะ เราต้องมีการเรียนรู้ร่วมกันทำงานร่วมกัน ไม่ใช่เอาแต่ความรู่ด้านวิชาการล้วนๆมาเข้าใจเขาเข้าใจเรา ประสานเรียนรุ้ด้วยกัน
ผลงานจะได้เกิดขึ้นมีประสิทธิภาพเห็นผล
สิ่งที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวข้างต้นถือเป็นทั้งหลักการบวกกับประสบการณ์โดยตรงของท่านอาจารย์ กระผมคิดว่าบันไดเชื่อมต่อจะราบรื่นขึ้นเมื่อต่างคนพร้อมที่จะเปิดใจรับฟังและพิจารณาถึงเหตุผลและประโยชน์ของงานและให้ความเคารพรับฟังในความคิดคนอื่น ปัญหานักวิชาการหลายท่านก็มักมีมาตรฐานต่างกันไปเพราะนึกถึงตัวเองเป็นที่ตั้ง แต่ขาด การความเสียสละต่อประโยชน์ส่วนรวม ทุกคนต่างมีมาตรฐานตัวเองที่ต่างกันไปตามแต่บุคคล แต่การเปิดพื้นที่ทางปัญญาให้มากที่สุด ให้คนได้เห็น ได้วิเคราะห์ ได้ลองปฏิบัติดู ให้คนที่พร้อมจะสู้ พร้อมที่จะอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี มีคุณค่า มีอยู่มีกิน เขาเหล่านั้นจะช่วยจุดเทียนช่วย...จากเทียนหนึ่งเล่ม ...จะช่วยต่อยอดทางปัญญาไปนับร้อยพันเล่ม...เหมือนอย่างที่กระผมได้พบแสงสว่างเพื่อเดินทางกลับบ้านเก่าครับผม...
ดร.แสวง ครับ
ผมว่ามหาชีวาลัยอีสานมีสิ่งดี เป็นที่บ่มเพาะคน ต้นกล้า มากมาย ได้ข้อค้นพบอะไรต่อมิอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง สังคมโดยรวม ผมว่าประชาคม gotoKnow รู้กันเป็นส่วนใหญ่แล้ว ที่ อาจารย์ ดร.แสวงกล่าวว่าอาจารย์สอนโดยใช้ gotoKnow เป็นเครื่องมือนั้นผมว่าขณะนี้อาจารย์ได้ลูกศิษย์ทั่วประเทศแล้วครับ ถ้ารอถึงมหกรรมจัดการความรู้เที่ยวหน้า 1 ธันวาคม 50 ในความรู้สึกผมมันนานช้าไป ผมอาจจะต้องรวมพรรคพวกสักสองสามคนไปดูก่อนแล้วละ อยากเห็นจริงๆ ว่าดึงนักวิชาการ ผสมภูมิปัญญา และชาวบ้านทำวิจัยปฏิบัติการ และจัดการความรู้กันอย่างไรถึงได้ มีสิ่งดีๆเกิดขึ้นมากมายอย่างนี้
น้องสิงห์ป่าสักเคยไปแล้วยัง เวลาว่างพอตรงกันได้เมื่อไหร่เราออนทัวร์กันสักครั้งก็น่าจะดีนะน้อง
ขอบคุณครับครูนงที่จะมาเยี่ยมชม
คงต้องนัดกันนิดหน่อยตามสไตล์นักรบจรยุทธครับ
ไม่นัดเจอกันยากครับ
เพราะสนามรบเรากว้างมากครับ หาตัวกันยาก แต่พร้อมเสมอถ้ามีนัดครับ
สวัสดีค่ะอาจารย์
หนูรู้จักครูบาสุทธินันท์ค่ะ อาจารย์รู้จักโรงเรียนสตึกไหมคะ ที่โรงเรียนจะมีการจัดค่ายบ่อยๆค่ะ ที่บ้านของคูรบา เพราะที่นั่นเป็นโรงเรียนเล็กในป่าใหญ่ ตอนอยู่ประถม หนูได้มีโอกาศไปที่บ้านของท่านเพราะเป็นเพื่อนกับหลานของท่าน ตอนนั้นก็เด็กค่ะไม่รู้อะไรว่า สิ่งที่ครูบาทำคืออะไร แต่คุณครูบอกว่าท่านจะสอนลูกหลานของท่านนอกเหนือจากการเรียนในห้องเรียนค่ะ
(แล้วตอนที่ไปก็พากันโดดเรียนค่ะ คุณอาของอุ๋ยมารับ ไปกัน8คน กระโดดขึ้นรถทันที ปล.ถ้าไม่รู้จักพวกหนูก็คงไม่ไปค่ะเดี๋ยวเขาพาไปขายให้ขอทาน กลัวววววค่ะ พอกลับมาก็ถูกคุณครูลงโทษ โดยให้ไปขัดห้องน้ำ ลบกระดาน กวาดห้อง ถูห้อง ยกเก้าอี้ ซึ่งเป็นงานที่หนักมากสำหรับเด็กตัวเล็กๆอย่างหนู แต่ไม่เป็นไรค่ะเพราะสิ่งที่หนูได้เห็นมันค้มค่าค่ะ เพราะนอกจากกินข้าวฟรีแล้วครูบาก็พาไปดูต้นไม้แถมยังมีผลไม้ให้กินอีก โอ้โห คุ้มค่าขนาด นอกจากได้รับความรู้แล้วยังอิ่มท้องอีก แต่ว่าหนูก็ได้รับความู้และความสนุกที่ต่างจากห้องเรียน หนูคิดว่ามันป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำมากๆเลยนะคะอาจารย์)
การเข้าถึงจิตใจของกลุ่มชุมชนได้ก้อถือว่างานทางวิชาการก้อสามารถทำให้ชาวบ้านสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างยั่งยืน
ใช่ควรมีบันไดเพราะคนเราไม่เหมือนกันก็ควรมีทางให้เขาปรับตัวหากัน
การบูรณาการเป็นเรื่องจำเป็นครับ ตบมือต้องสองข้างจึงจะดัง