ชีวิตในบริบทสมัยใหม่เราพบว่ามีการผสมผสานของวาทกรรม( Discourse)ที่หลากหลายมากขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของการปะทะประสานระหว่างกระแสโลกาภิวัฒน์(globalization) กับกระแสท้องถิ่นนิยม (Localization)

ผมมีโอกาสไปร่วมงานมหกรรมการแพทย์ชนเผ่าและชุมนุมสมุนไพรลุ่มน้ำโขง ที่ มรภ.เชียงราย เมื่อผมก้าวย่างเข้าไปในงานก็ได้กลิ่นสมุนไพรแตะจมูก สัมผัสได้ว่านี่คือ ความรู้ท้องถิ่นที่ยังล่องลอยกลิ่นกำจายหอมกรุ่น เป็นองค์ความรู้ที่มีคุณค่าที่สั่งสมมายาวนานของบรรพบุรุษ

วันหนึ่งมีการศึกษากันอย่างจริงจัง นัยว่าจะปฏิบัติการต่อรองของความรู้ท้องถิ่น( Indigenous knowledge) ชุมชนลุกขึ้นมาจัดการความรู้ตนเอง เพื่อยกระดับความรู้ เข้าสู่การใช้ประโยชน์จากความรู้นั้นอย่างเต็มที่ และที่สำคัญที่สุดคือการแสดงตัวตนของคนชายขอบที่มีพลัง มองในอีกแง่หนึ่งก็คือทางเลือกออกจากความล้มเหลวของการพัฒนา อันเกิดจากแรงฉุดของ กระแสฟ้าบ่อาจกั้น ( globalization) สู่ชุมชนท้องถิ่น ที่มีการเน้นการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นหลักและแนวทางการพัฒนาที่รวมศูนย์จากบนลงล่าง

ภาพที่เห็นเป็นการรวมตัวของหมอชนเผ่าที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ทั้งไทยใหญ่ อาข่า ม้งและเมี่ยน เปิดตัวสู่การยกระดับองค์ความรู้ เคียงคู่ไปกับ หมอเมืองล้านนา ที่พัฒนาขึ้นไปในระดับหนึ่ง

องค์ความรู้ทางด้านสุขภาพ เป็นการแสวงหาความอยู่รอดของชีวิต ดังนั้น หากการดำรงอยู่ซึ่งชีวิตโดยอาศัยความรู้ท้องถิ่นนั้น ถือเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่และมีคุณค่าในวิถีของคน สังเกตว่า ลักษณะความรู้ในสังคมไทยเป็นความรู้ที่สะสมฝังลึกในตัวคน( Tacit) มากกว่าจะเป็นความรู้ในเชิงเปิดเผย ( Explicit) ที่เขียนเผยแพร่ตีพิมพ์ต่อสาธารณะ  ความรู้ทั้งสองลักษณะนี้มีข้อดี ข้อด้อยภายในตัวมันเอง เพราะลักษณะของความรู้ที่สั่งสมอยู่ในตัวคนหากไม่รักษาและสืบทอดนับวันองค์ความรู้ที่มีคุณค่าก็จะสูญหายไปกับกาลเวลา สิ่งที่พึงระวังที่เรายังคิดไม่ถึงคือ ความรู้ที่เป็นดาบสองคม ความรู้โดยตัวมันเองเป็นสิ่งที่ดี แต่การใช้ความรู้นั้นต้องมีสิ่งควบคู่ไปด้วยก็คือ คุณธรรม จริยธรรม องค์ความรู้ท้องถิ่นจึงสุ่มเสี่ยงต่อการการฉกฉวยเอาประโยชน์ของความรู้ (เช่น แย่งลิขสิทธิ์ จดสิทธิบัตร)  หากสื่อสารเชิงสาธารณะ จึงเป็นความยากอย่างหนึ่งในการจัดการความรู้ออกมาตรงๆ กระบวนการจัดการความรู้ในประเด็นอ่อนไหวนี้...คงได้พูดกันยาว

ผมมาจากชนบท ตอนเด็กๆผมเห็น และสัมผัสรูปแบบการรักษาพื้นบ้านที่หลากหลาย แล้วแต่อาการที่เจ็บป่วย การบำบัดที่พึ่งพาอาศัยกัน การบำบัดที่มีความอบอุ่นระหว่างญาติมิตรและพี่น้อง การรักษาที่บำบัดโดยคำนึงถึงศักด์ศรีของความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน แตกต่างจากการรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบันทั่วไปที่แพทย์เป็นเทวเทพ ชี้เป็นชี้ตาย รวมศูนย์กลางแห่งอำนาจไว้ที่บุคคล โดยที่คนป่วยและญาติรองรับชะตากรรมทุกอย่างโดยดุษฎี และอ่อนแรงในการควบคุมชีวิต

ผมไม่ปฏิเสธว่านี่คือการโหยหาอดีตในท้องถิ่นชนบทที่งดงาม( Nostalgia of rural romanticisms)ของผม  บรรยากาศที่งดงาม บรรยากาศที่พึ่งพา เอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน ซึ่งนับวันก็จะหายไปจากสังคม ชนบทเปลี่ยนไปเพียงเพราะว่าวิถีชีวิตสมัยใหม่ตอบสนองชีวิตปัจจุบันได้ดีกว่า  เราเห็นว่ามีปัญหามากมายที่เกิดขึ้นภายใต้การเปลี่ยนวิถีชีวิตให้ทันนาฬิกา ฟ้ามิอาจกั้น ปัญหาต่างๆซับซ้อนขึ้นไปเรื่อยๆ ในขณะที่ชุมชนอ่อนแรงลงไปเรื่อยๆ

การเดินย้อนกลับหาใช่การยอมแพ้ แต่เป็นการทบทวนตัวเองเมื่อเดินทางมาระยะหนึ่ง การหวนกลับมาของคนท้องถิ่น มาศึกษาเรียนรู้องค์ความรู้ท้องถิ่น ชักธงรบอย่างไม่หวั่นเกรงกองทัพ ฟ้าบ่อาจกั้น

ผมเดินคิดเรื่อยเปื่อยเมื่อตนเองเดินไปถึงกลางงานมหกรรมฯแล้ว ผมเห็นหมอเมืองสาธิตการย่ำขาง การบีบนวด ดูเมื่อ (ดูหมอ)  ตอกเส้น ผมเห็นหมอชนเผ่าอธิบายตัวยาสมุนไพรให้บรรดาลูกหลาน ผมรู้สึกได้ว่าบรรดาท่านผู้รู้เหล่านั้นมีความสุขเมื่อได้ถ่ายทอดและสังคมหวนกลับมาให้ความสำคัญอีกครา

กลิ่นสมุนไพรต้มที่หอมหวน  กลิ่นยังกรุ่นหอมที่ติดปลายจมูกเมื่อผมเดินออกมาจากงานมหกรรมฯ

ภาพของกองทัพอันเกรียงไกร เสียงตีกลองสะบัดชัย ชักธงรบอย่างทรนงที่ล้านนาตะวันออก…ถึงเวลาแล้วที่จะประชัน     <hr>

มหกรรมการแพทย์พื้นชนเผ่าและชุมนุมสมุนไพรลุ่มน้ำโขง วันที่ ๕ ๙ มกราคม ๒๕๕๐

</font><p>วิทยาลัยการแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ทางเลือก มรช.</p><p>สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย</p><p>(สกว.)    </p><p>                                                   </p><p align="right">                      จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร                                                     เชียงใหม่,๙ มกราคม ๕๐</p>