มีทั้งคลื่นที่ก่อให้เกิดคลื่นใหม่ และคลื่นที่วิ่งเข้าหาฝั่ง เพื่อกระทบให้ฝั่งขยายกว้างขึ้น เป็นลำธารที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ตามแต่ว่าฝั่งไหนอ่อน ฝั่งไหนแข็ง จึงทำให้เกิดคุ้งความรู้ และวังแห่งความรู้อยู่เป็นแห่งๆ ใหญ่น้อย ลึกตื้น ตามระดับ และความแรงแห่งการไหลของกระแสความรู้

 หลังจากผมเขียนบล็อกแบบพยายามอ่านใจ สคส. มาระยะหนึ่ง ก็เริ่มมองเห็นกระแสความคิดด้านการจัดการความรู้ผ่านระบบการเขียนบล็อก 

ในขณะเดียวกัน ผมก็พยายามและลองวัดใจ blogger ทั้งหลายว่า มีใครคิดอะไร อย่างไร ผ่านระบบการโยนคำถามในการนำเสนอของแต่ละท่าน และประเด็นความเห็นของผมเอง แล้วลองมาทบทวนแบ่งแยกระดับความคิด และการเขียน ว่าใครอยู่ในแบบ และระดับไหน ตามยุทธศาสตร์ แหย่รังแตน ที่ทำให้แตนใหญ่น้อยแตกรังออกมา  

แล้วผมก็สังเกตการณ์บินของแตนแต่ละกลุ่ม ที่เกิดเป็นสายธาร และเกลียวแห่งความรู้ที่สวยงามมาก  ทุกวันผมเข้ามาดูและตามดูว่าเกลียวคลื่นของแต่ละสายธารใหญ่น้อย ไหลเวียน ทั้งแยกกันและเข้าหากัน อย่างไม่ขาดสาย 

 มีทั้งคลื่นที่ก่อให้เกิดคลื่นใหม่ และคลื่นที่วิ่งเข้าหาฝั่ง เพื่อกระทบให้ฝั่งขยายกว้างขึ้น ที่อาจส่งผลถึงนโยบายได้ เป็นลำธารที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ตามแต่ว่าฝั่งไหนอ่อน ฝั่งไหนแข็งจึงทำให้เกิดคุ้งความรู้ และวังแห่งความรู้อยู่เป็นแห่งๆ ใหญ่น้อย ลึกตื้น ตามระดับ และความแรงแห่งการไหลของกระแสความรู้ 

ทีนี้ ผมมามองดูสายธาร และเกลียวคลื่นโดยรวม ยังได้ประสบการณ์ว่า แม้สวนใหญ่ของ Blogger ที่เข้ามาจะเข้าใจและทำในรูปแบบนี้ ทั้งในฐานะผู้สร้าง (เขียนบันทึก) และกระตุ้นเกลียวคลื่น (แสดงความเห็น) แห่งความรู้ แต่บางท่านก็ยังเข้ามานั่งดู (อ่าน) คลื่น  พอมาดูในมุมนี้ ผมก็มองเห็นกลุ่มทั้งนักสร้างเกลียวคลื่นตัวฉกาจ เข้ามาทีไร เกิดคลื่นใหญ่ (และลึก) ทุกที

และบางคนเข้ามาแบบสร้างคลื่นเล็กๆ แบบพูดจาทักทาย ว่าวันนี้ไปทำอะไรมาแหมคิดว่าวันนี้จะทำขนมไปให้รับประทาน รอหน่อยนะ เป็นการใช้บล็อก แบบวัยรุ่น (ตามที่เขาพูดกัน) อะไรประมาณนั้น ดูแล้วก็เพลินไปอีกแบบหนึ่ง 

แต่ก็ยังมีอีกกลุ่มหนึ่ง ที่เข้ามาแบบกลัวคนเห็น จะเขียนแบบสั้นหรือยาว ก็แล้วแต่ แต่ประเด็นที่เขียนจะไม่ค่อยมีสาระเชื่อมโยงกับใคร เป็นประเด็นที่คนอื่นอ่านแล้วก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรต่อได้ เพราะไม่เปิดช่องให้ใครต่อเชื่อม ก็เลยไม่เกิดเกลียวคลื่นแห่งความรู้ แม้จะมีสมาชิกที่เห็นใจพยายามอ่าน (เท่าที่ผมเข้าใจเองนะครับ) ก็ตอบได้แค่ว่า มาทักทายมาให้กำลังใจอ่านแล้วครับยอดเยี่ยมเลยตามมาอ่าน อะไรประมาณนั้น  ที่ไม่ทำให้เกิดเกลียวคลื่นแห่งความรู้แต่ประการใด แต่ก็เป็นการรักษาลำธารไว้ได้ในระดับหนึ่ง 

ฉะนั้น ผมคิดว่าถ้าเราจะทำให้สายธารและเกลียวคลื่นนี้มีพลังในการจัดการความรู้จริงๆ เราต้องมาทบทวนและคิดประเด็นว่า เราจะทำให้เกิดเกลียวคลื่นที่มีพลังได้อย่างไร ผมไม่ทราบว่า สคส. คิดอย่างนี้หรือเปล่านะครับ 

ถ้าคิดนะครับ <blockquote><ol style="margin-top: 0cm">

  • ต้องกระตุ้นและให้กำลังใจคนเขียนที่มีพลังดังกล่าว โดยการให้รางวัลที่เหมาะสม
  • สะกิดคนที่เขียนแบบปลาแห้งค้างปี copy เอกสารตำราที่รู้กันทั่วไป มาลง blog ให้เพลาๆลงบ้าง โดยวิธีการนุ่มนวล
  • กระตุ้นและแนะนำคนที่มาแบบไร้ร่องรอย ให้กล้านำเสนอมากขึ้น
  • แนะนำและกระตุ้นให้เกิดการเขียนที่เชื่อมต่อกันได้ง่าย ให้เกิดเกลียวคลื่นที่มีพลังจริงๆ
  • </ol></blockquote>

     ก็แล้วแต่นะครับจะนับผมเป็นเสียงนกเสียงกาก็ได้ครับ ไม่ว่าอะไรครับผมคิดอย่างไรก็เขียนอย่างนั้น เพื่อการสร้างสรรค์ โดยไม่คิดจะว่าใครให้เสียกำลังใจเลยครับ 

    มองดีๆ มีแต่ได้ครับ

    </font></span>