การเจริญวิปัสสนาเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องรู้จักและฝึกหัด..ใช้สำหรับดูแลตนเองและช่วยเหลือผู้อื่น สำหรับนักจิตวิทยาหรืออาชีพผู้ช่วยเหลือต่างๆ..ความรู้ที่สำคัญก็คือสติที่รู้เท่าทันตนเองในขณะปฏิบัติงาน

การที่เรียนจิตวิทยา(ตามแนวตำราฝรั่ง)บางทีก็ลำบากใจเหมือนกันกับประโยคของผู้คาดหวังหรือไม่ค่อยเข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหาวิชาที่เรียน..อาทิ..โกรธเป็นด้วยหรือ..หรือเป็นนักจิตไม่ควรเครียดนะ..ฮ่ะฮ้าเข้าใจผิดเสียแล้วละคุณขา

..เพราะวิชาจิตวิทยาไม่ได้เป็นวิชาดับทุกข์ทุกระดับนี่

                            

..คนเรียนก็ได้ความรู้หรือแนวทางในการขจัดทุกข์สร้างสุขได้ในระดับหนึ่ง

..แต่มันไม่ลึกซึ้งสุดยอดเหมือนอย่างธรรมโอสถที่พระพุทธเจ้า 

                                                                     

(ศาสนาอื่นไม่ได้รู้จักหรือศึกษามากพอที่จะให้ความเห็นอะไรได้)

ท่านได้ทรงทำMindMapไว้ตั้งแต่เมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีที่แล้วให้เราเหล่าศาสนิกได้นำมาปฏิบัติและเห็นผลด้วยตนเอง(โดยเฉพาะวิธีการที่จะให้เข้าใจเข้าถึงอัตตาหรือตัวตนแท้ของตนตามแบบพระพุทธศาสนานี่ถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องรู้จากปฏิบัติด้วยตัวเองจึงจะเห็นชัดๆ)

                            

..อย่างวิธีการถอนพิษทางจิตวิญญาณ(Self/Ego)ถ้าเป็นคิดเชิงบำบัดแบบฝรั่งบางทีเราอาจจะติดอยู่แค่ขั้นของคิดและอารมณ์เท่านั้นเมื่อช่วงหนึ่งที่พลังแห่งความมีตัวตนเกิดขึ้นมาใหม่อีกวงจรความทุกข์หรือทุกข์ตัวใหม่ๆก็จะโผล่พ้นขึ้นมาสู่การรับรู้.

.เราก็ต้องตะเกียกตะกายหากุสโลบายสารพัดออกมาปราบมันเป็นระลอกๆ...เหนื่อยเมื่อยล้าปนๆกับคำถามในใจว่าชีวิตฉันตกลงมันเป็นหรือมันคืออะไรแน่..

เชื่อหรือไม่ว่านักจิตวิทยาเราเองต่างก็ต้องมีวิธีการดูแลสมองและใจของตนหลากหลายวิธี...แต่วิธีที่ตอนนี้ถามเพื่อนพ้องรุ่นราวคราวเดียวกันก็คือ"การเข้าเงียบหรือฝึกวิปัสสนากรรมฐาน".

.เราพบว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำเพราะการที่เข้าไปเกี่ยวข้องสัมผัสกับคนลักษณะต่างๆมีผลต่อตัวเราเช่นเดียวกันกับการที่ผู้รับบริการได้เข้ามาเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับเรา..ไม่ว่าจะลบหรือบวกมันทำให้ใจของเราไม่นิ่งและลดความไวต่อการรับรู้ความรู้สึก

..ความรู้สึก(สติ)ที่สำคัญคือการรู้จักเท่าทันอารมณ์ของตัวเราเองขณะปฏิบัติงาน

เพราะสิ่งนี้มีผลต่อพฤติกรรมของเราในการให้บริการและผู้รับบริการเขาสามารถตรวจจับวัดความรู้สึกเราได้ไวพอๆกัน

..ปีนี้ยังไม่ได้หยุดลาพักร้อนไปฝึกปฏิบัติเป็นเรื่องราวมีแต่ฝึกเป็นแบบฝึกหัดย่อยๆในแต่ละวัน

..ขอบคุณแม่ที่เป็นครูฝึกการเรียนรู้จักธรรมะและการฝึกสติที่ดีที่สุดตั้งแต่รู้ความ.หลวงพ่อพุทธทาส..ท่านเจ้าคุณประยุตต์ที่ได้ลิขิตสาระธรรมที่สะท้อนถึงความเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานทางจิตวิญญาณอย่างแท้จริงขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทำให้ฉันตื่นมาจากการเมาสวรรค์หิวบุญไปได้ในระดับหนึ่ง....คุณแม่ดร.สิริ กรินชัยที่ท่านช่วยให้ฉันแยกแยะได้ออกว่าวิปัสสนากับสมถะปฏิบัติต่างกันอย่างไร..พี่ปิ่งพี่หน่อยน้าเบญจาน้ามุกดากัลยาณมิตรที่ชักจูงและส่งเสริมให้คำแนะนำในการปฏิบัติ...